- หน้าแรก
- กวาดล้างแผ่นดิน พลิกชะตาราชวงศ์จิ้น
- บทที่ 33 คนใช้ในบ้าน
บทที่ 33 คนใช้ในบ้าน
บทที่ 33 คนใช้ในบ้าน
บทที่ 33 คนใช้ในบ้าน
ปลายเดือนสิบเอ็ด ถือเป็นช่วงปลายฤดูหนาวอันหนาวเหน็บแล้ว
หลิว อาฉวิน และหลิวจีลี่ ตื่นขึ้นในเมืองเจียงเฉิง ยามฟ้าสว่างแจ้งแล้วแต่ยังไม่รีบกลับค่าย
เหตุผลแรกเพราะค่ายสงบดี มีหลิวต้าตัวใหญ่คอยดูแลความปลอดภัยและแจกข้าวต้มให้ชาวบ้านอย่างทั่วถึง
เหตุผลที่สองเพราะเริ่มมีเงินและเสบียงเข้ามาบ้างแล้ว ทั้งสองจึงอยากยกระดับคุณภาพชีวิตตนเอง
อย่างน้อยการแบกฟืนเดินไปกลับเมืองหลวงบ่อย ๆ รองเท้าฟางกันหนาวก็ต้องให้ท่านปู่หวังทอคู่ใหม่ให้
หน้าหนาวแบบนี้ อย่างไรเสียก็จำต้องต้มน้ำร้อนมาสระผมทำความสะอาดศีรษะบ้าง
หลิว อาฉวิน มีแนวคิดใหม่ และเขาจำต้องพูดจาชักจูงใจให้หลิวจีลี่เห็นพ้อง ประจวบเหมาะยามกำลังนั่งสระผมอยู่ร่วมกันพอดี
"คิดจะไปเชิญท่านเหรินกงกลับค่ายงั้นรึ?" หลิวจีลี่ก้มหน้าป้องกันไม่ให้น้ำเปียกเสื้อ เอ่ยทัดทานทันที
"ก่อนนี้เจ้าบอกเองว่าให้รอฤดูใบไม้ผลิ ยามราชสำนักแจกเมล็ดพันธุ์พืช แล้วค่อยเชิญท่านกลับไม่ใช่รึ?"
"ทว่าเงื่อนไขและช่วงเวลาในยามนี้ต่างจากเดิมยิ่งนัก" หลิวเฉินใช้ผ้าชุบน้ำร้อนบิดหมาดวางบนหัวสหายพลางยิ้มอธิบาย
"ข้ารู้ว่าเจ้าคิดแผนใด" หลิวจีลี่น้ำเสียงไม่พอใจ "ตอนนี้ถ้าเชิญท่านเหรินกงกลับ เสบียงและเงินที่เรามีก็พอชุบเลี้ยงทุกคน"
"แต่เจ้าคิดหรือไม่ ตอนแรกเราตกลงกันว่าจะช่วยกันดูแลคนพันกว่าคนนี้เพื่อสร้างชื่อเสียงและบารมี"
"ยามนี้งานเดินมาครึ่งทาง ทว่าเจ้ากลับจะส่งค่ายคืนให้เขา แล้วชื่อเสียงจะเป็นของใคร? เราตกลงจะสร้างชื่อเสียงนะ!"
"ข้ามีเหตุผลหลายข้อ" หลิวเฉินนำผ้าไปซักในน้ำร้อน แล้วหยิบก้อนสบู่ดำขึ้นมา "เจ้าอยากฟังไหม?"
หลิวจีลี่ลอบถอนหายใจยาว: "เจ้ามักมีเหตุผลเสมอนั่นแหละ... แต่อาเฉิน อย่าลำพองใจเกินไปนักเลย"
"หากเหตุผลถูกต้องและสร้างผลประโยชน์ได้จริง ต่อให้ลำพองใจไปบ้างก็ไม่เสียหายหรอกขอรับ" หลิว อาฉวิน ปั้นสบู่ดำเป็นก้อน
"ข้าถามพี่จีลี่ก่อน ยามนี้เราไม่ได้ชื่อเสียงรึ? คนในนิกายหรือชาวบ้านในค่ายมีใครไม่รู้ว่านี่คือฝีมือเราสองคน?"
"หากไม่มีชื่อเสียงนี้ เราคงสร้างสายสัมพันธ์กับนิกายไม่ได้ และพ่อบ้านเฉียนก็คงไม่ยอมอ่อนข้อให้เราเพราะกลัวกำลังคน"
"แต่ชื่อเสียงมีใครบ้างจะคิดว่ามันมากเกินไป?" หลิวจีลี่เถียง "ถ้าเรื่องนี้ทำให้หลิวอากันและบิดายอมรับ ข้าก็ยอมให้เชิญท่านเหรินกงกลับ"
"นี่คือเหตุผลข้อที่สอง" หลิว อาฉวิน ชโลมสบู่ดำลงบนเส้นผมสหาย "การทำให้ท่านเหรินกงและบุตรชายยอมสยบเลื่อมใสในตัวเรา"
"ย่อมมีความสำคัญและสร้างผลประโยชน์ในอนาคตได้มากกว่าการไปนั่งเอาใจหลิวอากันหลายเท่าตัวนักไม่ใช่หรือขอรับ?"
"เหตุใดเราไม่คว้าผลประโยชน์ทั้งสองทางเลยเล่า?" หลิวจีลี่หลับตาเถียง "เราให้หนังเสือกับหลิวหู่จื่อก็นับว่ามีน้ำใจมากแล้ว"
"ข้าหวั่นใจว่าหากหลิวเหรินกงรู้ว่าลูกชายมีอนาคตในกองทัพ ชายชราอาจไม่ยอมกลับค่ายผู้ลี้ภัยอันยากไร้ของเราอีกต่อไป"
"เพราะแผนการเช่นนั้นไม่คุ้มค่าแก่การลงทุนทำลายเวลาอย่างไรเล่าขอรับ" หลิว อาฉวิน สั่งการตัดบททันควัน
"มีเรื่องใดไม่คุ้มกัน?" น้ำเสียงหลิวจีลี่อ่อนลง
"การคิดจะคว้าผลประโยชน์ไว้คนเดียว ย่อมไม่คุ้มค่าเหนื่อย มิต่างจากการทำธุรกิจ..." หลิวเฉินยิ้มบาง ๆ
"เดือนครึ่งที่ผ่านมา เราได้ชื่อเสียงจากเมืองเจียงเฉิง นิกายเทียนซือ และท่านเจ้าเมืองเกามาหมดแล้ว"
"ช่วงเวลาต่อจากนี้ หากดำเนินงานด้วยวิถีเดิม ชื่อเสียงที่ได้เพิ่มย่อมเป็นเพียงเศษเสี้ยวที่ไม่มีความคุ้มค่าอันใดเลย"
"สู้เราส่งมอบค่ายคืนให้ท่านเหรินกง เพื่อเอาเวลาอันมีค่ามาวางแผนสร้างสายสัมพันธ์กับตระกูลเซี่ยอันยิ่งใหญ่ดีกว่า"
"หากวันข้างหน้าเราทำให้ขุนพลเซี่ยอานชื่นชมได้ อาจได้รับแต่งตั้งเป็นข้าราชการขุนนางทันทีเลยก็ได้"
"ยามนี้เราต้องหาทางจบเรื่องค่ายให้เรียบร้อย หากเราจะมีอนาคตในสายราชการ เรื่องค่ายก็ต้องปล่อยวางให้หลิวเหรินกงทำ"
หลิวจีลี่ทำได้เพียงก้มหน้าลงต่ำปล่อยให้เส้นผมจุ่มแช่ลงไปในน้ำร้อนเงียบ ๆ
"และยังมีอีกเรื่อง เจ้าสังเกตไหมขอรับ" หลิว อาฉวิน เช็ดผมให้สหาย "เมืองเจียงเฉิง ยิ่งนานวันยิ่งอยู่ยากขึ้นเรื่อย ๆ"
หลิวจีลี่เงียบเสียงลง หลิว อาฉวิน ก็ไม่พูดจาเซ้าซี้สืบต่อ
หลังสระผมเสร็จ หลิว อาฉวิน ผลัดเปลี่ยนเสื้อตัวในชุดใหม่ที่เพิ่งซื้อมา สวมชุดเสื้อคลุมยาวชุดเดิมทับไว้
เขาเดินไปนั่งตากแดดผิงความร้อนอยู่ข้างกำแพงดิน คุยเรื่องราคากลางข้าวสารกับพี่สาวหลิวหู่จื่อเพื่อรอให้ผมแห้งสนิท
เนื่องจากยุคนี้ไม่มีเครื่องเป่าผม หากปล่อยให้ผมเปียกชื้นออกไปสู้ลมหนาว ร่างกายอาจเจ็บไข้ได้ป่วยได้ง่าย
คนอย่างหลิวหู่จื่อหรือหลิวจีลี่มักไม่สนใจเรื่องนี้ หลิวหู่จื่อตื่นเช้าสระผมเสร็จก็ออกไปฝึกยิงธนูและขี่ม้าทันที
หลิวจีลี่หายตัวไปไหนมิอาจรู้ได้ ยามที่ผมแห้งแล้ว หหลิว อาฉวิน จึงจัดแจงโพกผ้าสีแดงสดออกเดินตามหา
เมืองเจียงเฉิงยามนี้อยู่ยากขึ้นจริง ๆ ดูได้จากสภาพแวดล้อมที่สกปรกและเต็มไปด้วยผู้อพยพพัดถิ่นที่หนาตาขึ้นทุกวัน
ตระกูลหลิวที่มาก่อนหน้านี้แย่งชิงพื้นที่ทำกินจนหมด ชาวบ้านภายนอกที่ไม่มีญาติพี่น้องคอยเกื้อหนุนย่อมสิ้นไร้หนทาง
ไม่ถึงห้าวันก็แปรเปลี่ยนเป็นขอทาน ไร้ซึ่งงาน ไร้ซึ่งทรัพยากร และขาดแคลนระบบสุขอนามัยที่ดี
นี่คือเหตุผลที่หลิว อาฉวิน ต้องการให้หลิวเหรินกงกลับไปคุมค่ายเดิม เพื่อกระจายประชากรออกไปและรักษาชีวิตคนไว้
มีหลายครอบครัวที่ตามหลิวเหรินกงมาที่นี่แล้วเริ่มทนความยากลำบากไม่ไหว พากันลักลอบเดินทางกลับคืนสู่ค่ายเดิมแล้ว
หลิว อาฉวิน เดินผ่านตลาดค้าขาย ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมดังมาจากตรงบริเวณค่ายทหารริมน้ำ จึงเดินเข้าไปดู
เขาพบเจอหลิวจีลี่กำลังยืนกอดอกทำปากห่อลอบสังเกตการณ์สถานการณ์อยู่ตรงนั้น
"อาเฉิน เจ้าดูนั่นซินะ..." หลิวจีลี่เอ่ยเสียงล้า
"เกิดเรื่องราวอันใดขึ้นรึ?"
"ยามนี้ฤดูกาลหนาวบีบคั้นหนัก ท่านเจ้าเมืองเกาจึงสั่งการให้ขับไล่บรรดาทาสรับใช้หาเช้ากินค่ออกไปจากค่ายจนสิ้น"
"พวกตระกูลเกาเข้ามายึดครองสิทธิ์ทั้งหมด คนพวกนี้ไม่มีที่ไป ทำได้เพียงพากันมาหมอบร้องไห้อยู่หน้าค่ายทหาร"
"มิใช่เพียงแค่กลุ่มทาสรับใช้เท่านั้นหรอกนะ" ชายชราคนหนึ่งเอ่ยแทรก "บรรดากลุ่มแรงงานแบกหามก็ถูกขับไล่มาด้วย"
หลิว อาฉวิน นิ่งอึ้งไป ในใจบังเกิดความรู้สึกขมขื่นยิ่งนัก
กลุ่มแรงงานเหล่านี้มีชื่อในทะเบียนเหลืองของทางการ ทว่ายามวิกฤตกลับถูกขับไล่ไสส่งอย่างไม่ใยดี
หากเป็นเช่นนั้น ขบวนผู้ลี้ภัยจำนวนสี่ห้าหมื่นชีวิตที่ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร์ภายนอก จะมีชะตากรรมที่ย่ำแย่ปานใด?
"เรื่องนี้ปล่อยให้ข้าขบคิดวางแผนการสืบต่อเถิด" หลิวจีลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว "เราจำต้องรับคนพวกนี้กลับค่าย"
"คนจำนวนหลายสิบชีวิตนี้ล้วนเป็นแรงงานฝีมือดี พวกเราย่อมมีความสามารถเลี้ยงดูพวกเขาให้ผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ได้"
หลิว อาฉวิน ไม่เอ่ยคำคัดค้าน ทว่าหลิวซานกงที่ยืนอยู่ข้างกันกลับเอ่ยปากเตือนสติด้วยความหวังดี:
"พวกเจ้าคิดจะทำความดี ยย่อมไม่มีใครห้าม ทว่าอาเฉิน เจ้าล่วงรู้หรือไม่ว่าการรับคนเพิ่มย่อมทวีความยากลำบาก"
"ยามนี้โจรป่าภายนอกเริ่มออกอาละวาดหนักหนาขึ้นในทุก ๆ วัน ซ้ำเสบียงอาหารในค่ายก็มีจำนวนจำกัด"
"หากเจ้าอวดดีรับคนนอกเข้ามาเพิ่ม ยามที่เสบียงหมดสิ้นลง ชาวบ้านในค่ายย่อมต้องบังเกิดความโกรธเคืองแน่นอน"
"ซ้ำร้ายการกระทำเช่นนี้ย่อมทำให้ท่านเจ้าเมืองเกาและหลิวเหรินกงต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงและไม่พอใจอีกด้วย"
หลิว อาฉวิน นิ่งสงบปากคำ ชายหนุ่มล่วงรู้แจ้งถึงสัจธรรมความจริงข้อนี้ดี เสบียงอาหารในค่ายยามนี้มีจำกัดยิ่ง
"พวกเรากลับไปตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและจำนวนเสบียงข้าวสารที่เหลืออยู่ภายในค่ายกันก่อนเถิด" หลิวจีลี่พยักหน้ารับ
เที่ยงวันนั้น สองหนุ่มนำเสบียงข้าวสารที่ได้มาเดินทางกลับคืนสู่ค่ายพักแรม ทั้งสองคนต่างนั่งนิ่งเงียบงันตลอดทาง
ยามเดินทางมาถึงทางแยกที่หลิวจีลี่เคยลงแรงจับปลา หหลิว อาฉวิน พลันหยุดชะงักฝีเท้าลงแล้วเอ่ยปากถาม:
"พี่จีลี่ เจ้ายังคงจดจำวันแรกที่พวกเราได้พบเจอหน้ากันตรงบริเวณริมลำธารแห่งนี้ได้หรือไม่ขอรับ?"
"มีเหตุผลอันใดที่ข้าจะลืมเลือนได้ลงคอเล่า" หลิวจีลี่ส่ายหน้าเผยรอยยิ้มขมขื่น "ยามนั้นเจ้าไม่มีแม้กระทั่งเสื้อผ้าดี ๆ สวมใส่"
"เจ้าต้องแอบลักลอบไปขโมยเอาเสื้อผ้าของทหารยามมาให้ข้าใช้สวมใส่ประดับกายเพื่อปกปิดฐานะผู้อพยพ"
"จริงซินะ ยามนั้นหลิวหู่จื่อยังแอบด่าทอว่าข้าเป็นคนพาลนิสัยย่ำแย่ที่คอยชักจูงเจ้าให้ทำเรื่องราวผิดกฎหมาย"
หลิว อาฉวิน พยักหน้ารับคำเบา ๆ แววตาจับจ้องมองตรงไปยังแนวผืนป่ารกร้างเบื้องหน้าด้วยความมุ่งมั่น
"ในยามนี้สถานการณ์ภายนอกแปรเปลี่ยนไปมาก ทว่าพวกเราก็ถือว่าได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกันจนถึงที่สุด"
"ต่อจากนี้ไป ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะยากลำบากปานใด ขอเพียงพวกเราร่วมแรงร่วมใจกัน ย่อมต้องมีหนทางรอดแน่นอน"
ทั้งสองคนไม่ได้เอ่ยถ้อยคำใดสืบต่อพากันเดินก้าวเท้ากลับเข้าสู่ค่าย ตั้งหน้าตั้งตาลงแรงบริหารจัดการงานตามเดิม
ค่ายผู้ลี้ภัยแห่งนี้แผ่ขยายอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ที่เคยเป็นค่ายพักแรมดั้งเดิมของกองกำลังทหารกล้าเสื้อดำในอดีต
ระบบการป้องกันและโครงสร้างค่ายจึงมีความแน่นหนาปลอดภัย ซึ่งมีความแตกต่างจากคฤหาสน์ขุนนางทั่วไปภายนอกยิ่ง
ส่งผลให้กลุ่มชาวบ้านนับพันชีวิตที่ปักหลักอาศัยอยู่ภายในค่าย ต่างพากันบังเกิดความรู้สึกอบอุ่นและมีความมั่นใจในชีวิต
พวกเขามีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม ว่าหัวหน้าค่ายรุ่นเยาว์ทั้งสองคนนี้ ย่อมต้องสามารถนำพาชีวิตของพวกเขาให้รอดพ้นฤดูหนาวได้
วิกฤตฤดูหนาวเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในตอนหน้า แผนการดึงตัวแรงงานช่างฝีมือที่ถูกขับไล่กลับคืนสู่ค่ายจะประสบความสำเร็จและช่วยเพิ่มพูนกำลังการผลิตให้แก่ธุรกิจส่งขายถ่านไม้ได้มากน้อยเพียงใด?