- หน้าแรก
- คู่มือบำเพ็ญเซียน สูตรลับฉบับตัวประกอบ
- บทที่ 7 สี่ปี
บทที่ 7 สี่ปี
บทที่ 7 สี่ปี
บทที่ 7 สี่ปี
"อีอี เจ้ากลับมาแล้ว!"
เมื่อเห็นจางอีอี จางถงถงก็ยิ้มแย้มเดินเข้าไปต้อนรับ ไม่เผยให้เห็นถึงความหงุดหงิดจากการรอนานเลยแม้แต่น้อย
"ท่านพี่มาได้อย่างไร มีธุระอันใดกับข้าหรือ?"
จางอีอีแสร้งถามทั้งที่รู้แก่ใจ พลางคิดในใจว่าคนผู้นี้มาได้รวดเร็วเสียจริง
เพิ่งเข้าเป็นศิษย์สายในได้เพียงสองวันซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยุ่งที่สุด ก็รีบร้อนตามหาที่อยู่ของนางมาจนเจอ จากสิ่งนี้ย่อมเห็นได้ว่าอีกฝ่ายหมายปองของของนางมากเพียงใด
น่าเสียดายที่ท้ายที่สุดก็ยังมาสายไป
เมื่อนึกถึงว่าจางถงถงไม่สามารถอาศัยหยดเลือดเทพโบราณบรรลุระดับกายาศักดิ์สิทธิ์ได้อีก นึกถึงว่าจางถงถงไม่มีทางมีหินปราณใช้ไม่หวาดไม่ไหวได้อีกต่อไป จางอีอีก็รู้สึกเบิกบานใจเป็นพิเศษ
"อีอี พี่ไม่ได้มีธุระอันใด เพียงแต่ตั้งใจมาดูว่าสองวันนี้เจ้าใช้ชีวิตคุ้นชินหรือไม่?"
จางถงถงสัมผัสได้อย่างรวดเร็วว่าลูกพี่ลูกน้องอารมณ์ไม่เลว ลอบคิดในใจว่าสภาพจิตใจดีเสียจริง เป็นศิษย์สายนอกก็ยังมีความสุขได้ถึงเพียงนี้
เมื่อนึกถึงเส้นทางทดสอบจิตใจเมื่อสองวันก่อน ลูกพี่ลูกน้องที่แต่ไหนแต่ไรมาก็เทียบตนเองไม่ได้สักอย่าง กลับมีผลการทดสอบอยู่เหนือกว่านาง เรื่องนี้ทำให้นางรู้สึกเหมือนมีก้างขวางคออยู่บ้างไม่มากก็น้อย
หากไม่ใช่เพราะอยากรู้และอยากได้ของวิเศษชิ้นนั้นที่ลูกพี่ลูกน้องจับฉลากได้ในวันนั้นเป็นอย่างมาก ตอนนี้จางถงถงก็ไม่อยากเห็นลูกพี่ลูกน้องผู้นี้มาปรากฏอยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
"ข้าอยู่สุขสบายดี ขอบคุณท่านพี่ที่ห่วงใย"
จางอีอีไม่มีความคิดที่จะเชิญคนเข้าไปคุยข้างในเลยแม้แต่น้อย "บัดนี้ท่านพี่ในฐานะศิษย์ที่สำนักให้ความสำคัญที่สุด ย่อมต้องยุ่งวุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง ภายภาคหน้าหากไม่มีเรื่องสำคัญ ท่านพี่ไม่จำเป็นต้องมาเยี่ยมข้าด้วยตนเองหรอก หากส่งผลกระทบต่อการบำเพ็ญเพียรของท่านพี่เพราะข้า นั่นก็ถือเป็นความผิดของข้าแล้ว"
แม้น้ำเสียงจะสุภาพนอบน้อม แต่เจตนาไล่แขกนั้น ใครก็ตามที่มีหูย่อมฟังออก
จางถงถงเคยถูกคนรังเกียจถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน นางอัดอั้นตันใจอยู่ภายใน แต่กลับต้องแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความรู้สึกนั้นอย่าให้พูดเลยว่าทรมานเพียงใด
"อีอีล้อเล่นแล้ว"
นางยิ้มบางๆ ทว่าไม่ยอมเสียเวลาอีกต่อไป แสร้งถามอย่างไม่ใส่ใจว่า "จริงสิ เหตุใดจึงไม่เห็นเจ้าสวมแหวนเก็บของวงนั้นเล่า? หรือว่ายังไม่ได้หยดเลือดให้ยอมรับนาย?"
"แหวนเก็บของหรือ?"
จางอีอีคิดในใจว่าเตรียมตัวมาดีอย่างที่คิด สืบรู้ได้รวดเร็วปานนี้ว่ารางวัลที่นางได้รับในวันนั้นคือสิ่งใด "อ้อ ท่านหมายถึงของวิเศษชิ้นนั้นที่เจ้าสำนักมอบเป็นรางวัลสินะ หายไปแล้วล่ะ"
หลังจากกล่าวคำว่า "หายไปแล้ว" ออกมาอย่างแผ่วเบา สีหน้าของนางก็แสดงออกถึงความปวดใจและท้อแท้อย่างบอกไม่ถูกออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
เรื่องการแสดงละครนางก็ทำได้เช่นกัน ส่วนจะแสดงได้ดีหรือไม่ ผู้อื่นจะเชื่อหรือไม่ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
"หายไปแล้ว? จะหายไปได้อย่างไร?"
แต่ปฏิกิริยาของจางถงถงกลับรุนแรงผิดปกติ นางพุ่งเข้าไปคว้าตัวจางอีอีตามสัญชาตญาณ โดยไม่สนใจภาพลักษณ์ของพี่สาวแสนดีต่อหน้าผู้อื่นอีกต่อไป
จางอีอีถูกดึงจนรู้สึกไม่สบายตัว จึงปัดมือของอีกฝ่ายออกทันที ขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า "ท่านพี่หูตาไว ไม่เคยได้ยินเรื่องที่ข้าถูกสัตว์วิญญาณคุ้มครองเขาลอบโจมตีจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดระหว่างทางมายังยอดเขาลำดับที่เก้าของศิษย์สายนอกหรอกหรือ?"
"มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ? แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องอันใดกับของวิเศษที่หายไปเล่า?"
คล้ายกับตระหนักได้ว่าการกระทำเมื่อครู่เสียกิริยาเกินไปหน่อย จางถงถงจึงรีบถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แต่สีหน้าก็ยังดูไม่ดีนัก
นางเคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้างจริงๆ เพียงแต่ไม่คิดว่าศิษย์ผู้โชคร้ายคนนั้นจะเป็นจางอีอี
แน่นอนว่าต่อให้บัดนี้ได้รู้แล้ว นางก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
พานเยวี่ยซินที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ ด้านข้างมาตลอดก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน นางไม่คาดคิดเลยว่าผู้ที่เผชิญเหตุการณ์สัตว์วิญญาณคุ้มครองเขาคุ้มคลั่งกะทันหันจนเกือบกินคน ซึ่งเป็นเรื่องที่ลือกันไปทั่วทั้งยอดเขาลำดับที่เก้าในสองวันนี้ จะเป็นศิษย์น้องจางที่เพิ่งมาใหม่ผู้นี้
มิน่าเล่า เพิ่งมาถึงก็หมกตัวรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ในห้องถึงสองวันเต็มๆ โดยไม่ออกจากประตูเลย
จุ๊ๆ เกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้วแท้ๆ กลับไม่เอ่ยถึงเลยสักคำ เป็นผู้ที่เก็บงำอารมณ์ความรู้สึกได้ดีสมคำร่ำลือ สมแล้วที่สามารถเดินบนเส้นทางทดสอบจิตใจได้ถึงเจ็ดร้อยยี่สิบเก้าขั้นจนกลายเป็นผลงานที่น่าทึ่งเช่นนั้น
ศิษย์บนยอดเขาลำดับที่เก้าของศิษย์สายนอกส่วนใหญ่ล้วนมีที่มาและภูมิหลัง ดังนั้นแม้พรสวรรค์จะไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ยังสามารถเพลิดเพลินกับสวัสดิการที่ดีกว่าศิษย์สายนอกทั่วไปได้อย่างเปิดเผย
ในฐานะศิษย์ใหม่ที่เจ้าสำนักจัดแจงให้มายังยอดเขาลำดับที่เก้าเป็นการส่วนตัว ความสำคัญที่จางอีอีได้รับนั้น เห็นได้ชัดว่าศิษย์สายนอกทั่วไป หรือแม้แต่ศิษย์ยอดเขาลำดับที่เก้าอย่างพวกนางก็มิอาจเทียบได้
พานเยวี่ยซินเดิมทีก็มีความประทับใจที่ดีต่อจางอีอีอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะผูกมิตรด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ยิ่งมองลูกพี่ลูกน้องผู้นั้นก็ยิ่งขัดหูขัดตา
"ศิษย์น้องจางรักษาอาการบาดเจ็บติดต่อกันมาสองวัน วันนี้เพิ่งจะดีขึ้นบ้าง ข้าจึงเรียกนางออกมากินอาหารสักหน่อย เจ้าเป็นพี่หญิงของนาง ไม่ห่วงใยว่านางบาดเจ็บอย่างไร แต่กลับเอาแต่หมายปองของวิเศษของคนอื่นเพื่ออันใดกัน?"
คำพูดของพานเยวี่ยซินแทงใจดำจนเผยให้เห็นความในใจของจางถงถง
ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องนี้แสดงได้ไม่แนบเนียนเอาเสียเลย แม้แต่คนนอกอย่างนางยังมองออกว่าการมาเยี่ยมน้องสาวนั้นเป็นเพียงข้ออ้าง แต่การหมายปองของวิเศษต่างหากที่เป็นเรื่องจริง
"ศิษย์พี่หญิงท่านนี้เข้าใจผิดแล้ว..."
จางถงถงถูกตอกกลับอย่างกะทันหันจนใบหน้าแดงก่ำ ท้ายที่สุดแล้วนางก็ยังเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบสี่สิบห้าปี เมื่อถูกคนมองออกและพูดแทงใจดำต่อหน้า ย่อมไม่อาจเก็บอาการได้
"แหวนเก็บของวงนั้นหายไปแล้วจริงๆ ข้าเองก็เพิ่งพบหลังจากรอดพ้นอันตรายมาได้อย่างหวุดหวิด ส่วนเรื่องที่ว่าหายไปได้อย่างไร แม้แต่ตัวข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ท่าน"
จางอีอีขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แล้วถามว่า "หรือว่าแหวนเก็บของวงนั้นมีความพิเศษอันใด? มิเช่นนั้นเหตุใดท่านพี่จึงใส่ใจเป็นพิเศษครั้งแล้วครั้งเล่าเล่า?"
"ไม่มี เจ้าระแวงไปเองแล้ว ข้าก็แค่ถามไปอย่างนั้นเอง หายไปแล้วก็แล้วไป คนไม่เป็นไรก็ดีแล้ว"
จางถงถงรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังหลั่งเลือด รู้สึกอ่อนระทวยคล้ายกับสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปอย่างอธิบายไม่ถูก
นางรู้ว่าไม่ว่าคำพูดของลูกพี่ลูกน้องจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ แต่นางคงไม่มีโอกาสได้ของสิ่งนั้นมาครอบครองอีกแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ จางถงถงก็หมดอารมณ์ที่จะอยู่ต่อ นางกล่าวรับคำส่งเดชไปสองสามประโยค ก่อนจะจากไปอย่างรีบร้อน
"จุ๊ๆ พี่หญิงของเจ้าผู้นี้ได้กลายเป็นศิษย์สืบทอดแล้ว ยอมวิ่งมาหาเจ้าด้วยตนเองแท้ๆ แต่กลับไม่ยักจำได้ว่าต้องทิ้งยันต์สื่อสารของนางไว้ให้เจ้า"
เมื่อมองไปตามทิศทางที่จางถงถงจากไป พานเยวี่ยซินก็เตือนกึ่งหยอกล้อว่า "เจ้ายังเด็กอยู่ อย่าได้ถูกผู้อื่นหลอกเอาได้ง่ายๆ เล่า"
"ก็แค่พี่หญิงธรรมดาที่รู้จักกันเพียงผิวเผินเท่านั้น" จางอีอียิ้ม "ของสิ่งนั้นหายไปแล้วจริงๆ ต่อให้ยังอยู่ ก็ไม่มีทางยกให้นางง่ายๆ หรอก"
เมื่อเห็นว่าจางอีอีฟังเข้าใจและเก็บคำพูดของตนไปคิด พานเยวี่ยซินย่อมไม่กังวลอีก นางเพียงส่ายหน้าแล้วกล่าวอย่างเสียดายว่า "โชคของเจ้านี่อธิบายไม่ถูกจริงๆ ของวิเศษระดับกลางหนึ่งชิ้น บทจะหายก็หายไปดื้อๆ โชคดีที่เจ้ามีสภาพจิตใจที่มั่นคง หากเปลี่ยนเป็นข้าล่ะก็ คงต้องหดหู่ไปอีกนานเป็นแน่"
นางไม่ได้สงสัยคำพูดของจางอีอี เรื่องโชคเคราะห์ใครจะอธิบายได้กระจ่างเล่า มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่ทำให้นางยิ่งรู้สึกว่าศิษย์น้องผู้น่ารักน่าชังที่อยู่ตรงหน้านี้ไม่ธรรมดาเลย
ในขณะนี้จางอีอียิ่งรู้สึกปลอดโปร่งและเบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง
นางไม่ได้ใส่ใจเลยว่าหลังจากจางถงถงสูญเสียวาสนาในครั้งนี้ไปแล้ว ในภายภาคหน้าจะยังคงเปล่งประกายเจิดจรัสและบรรลุขึ้นสู่ภพเบื้องบนได้อย่างราบรื่นเหมือนดั่งที่เขียนไว้ในหนังสือต้นฉบับหรือไม่
บางทีอาจจะราบเรียบกว่าเดิมสักหน่อย หรือบางทีวิถีสวรรค์อาจจะชดเชยวาสนาเซียนที่ดีกว่าเดิมให้นางก็เป็นได้
เพียงแต่ความดีความเลวของผู้อื่นล้วนไม่เกี่ยวข้องกับนาง ตราบใดที่ไม่มายั่วยุนาง ต่างคนต่างอยู่ น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลองก็พอแล้ว
วันเวลาแห่งการบำเพ็ญเพียรผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ผ่านไปสี่ปีแล้ว
นอกเหนือจากการถ่ายทอดวิชาและไขข้อข้องใจพร้อมกันสองวันต่อเดือนแล้ว ศิษย์สายนอกทุกคนล้วนต้องคลำหาหนทางบำเพ็ญเพียรด้วยตนเองเท่านั้น
ทว่าจางอีอีกลับชื่นชอบรูปแบบที่คล้ายคลึงกับการเรียนรู้ด้วยตนเองเช่นนี้เป็นอย่างมาก ท้ายที่สุดแล้วนางก็มีความลับอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ อีกทั้งวิชาหลักที่ฝึกฝนก็ไม่ใช่วิชาของสำนัก หากมีอาจารย์คอยจับตาดูอยู่เพียงลำพังกลับจะเป็นเรื่องยุ่งยากเสียมากกว่า