- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกฮีโร่ ผมจะพิสูจน์ว่าวิทยาศาสตร์เหนือทุกพลัง
- บทที่ 5 สนใจว่ายน้ำและฟิตเนสไหม
บทที่ 5 สนใจว่ายน้ำและฟิตเนสไหม
บทที่ 5 สนใจว่ายน้ำและฟิตเนสไหม
บทที่ 5 สนใจว่ายน้ำและฟิตเนสไหม
หลังจากส่งมอบชุดลดน้ำหนัก สวิม ออร์ สวิม ให้แก่แฮปปี้แล้ว โทนี่ สตาร์ก ก็แทบจะสลัดทุกเรื่องราวเกี่ยวกับคราฟต์ออกจากหัวไปโดยสิ้นเชิง นี่เป็นเพียงเรื่องบันเทิงใจเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตมหาเศรษฐีที่เรียบง่าย สมถะ และน่าเบื่อหน่ายของเขา ไม่ได้ต่างอะไรจากพวกนางแบบบนหน้าปกนิตยสารที่เขาเคยนอนด้วยแล้วก็ลืมเลือนไป
ทว่า หลังจากผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ สตาร์กกลับสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งจากแฮปปี้ ผู้เป็นบอดี้การ์ดของเขา
สตาร์กจ้องมองแฮปปี้ที่ไม่พบหน้ากันเพียงไม่กี่วัน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจว่า "นี่นายลดน้ำหนักสำเร็จจริงหรือเนี่ย"
ขณะที่สตาร์กพูด เขาก็เอื้อมมือไปตบพุงของแฮปปี้ที่หดเล็กลงไปอย่างเห็นได้ชัด
ความประหลาดใจของเขานั้นมีเหตุผลรองรับอย่างยิ่ง ในฐานะบอดี้การ์ดของสตาร์ก งานของแฮปปี้นั้นสบายเกินไป นอกจากการขับรถรับส่งและคอยกันพวกนักข่าวแล้ว เขาก็แทบไม่มีหน้าที่อื่นใดอีก ยิ่งไปกว่านั้น ยามใดที่สตาร์กเกิดแรงบันดาลใจพรั่งพรูแล้วฝังตัวอยู่แต่ในห้องแล็บ แฮปปี้ก็จะได้วันหยุดยาวแบบไม่มีกำหนดกลับ
ในอดีตนั้น แฮปปี้เคยเป็นชายร่างกำยำที่มีกล้ามท้องเป็นมัด แต่เป็นเพราะวิถีชีวิตอันสุขสบายและเสเพลนี่เองที่เปลี่ยนรูปร่างของเขาไป
แฮปปี้เคยตั้งใจจะออกกำลังกายอย่างจริงจังมาก่อน แต่ความขี้เกียจคือหนึ่งในบาปกำเนิด เมื่อไม่มีแรงกดดันจากการทำงาน แฮปปี้จึงไม่สามารถอดทนทำได้นานก่อนจะล้มเลิกไป
จนกระทั่งสตาร์กมอบชุดลดน้ำหนักชิ้นนั้นให้ แฮปปี้จึงเข้าใจผิดไปว่าสตาร์กเริ่มไม่พอใจในทัศนคติการทำงานของเขา ซึ่งนั่นทำให้เขาฮึดสู้และตัดสินใจฝึกฝนตัวเองอย่างเคี่ยวเข็ญ
ทว่า...
"เทรนเนอร์ฟิตเนสคนไหนกันที่เก่งกาจขนาดรีดไขมันชั้นนั้นออกจากตัวนายได้ แต่นายผอมลงกะทันหันแบบนี้ ฉันรู้สึกไม่ชินตาเอาเสียเลย"
ฟังดูเถิด ฟังดูเอาเถิด นี่ใช่คำพูดที่มนุษย์ควรพูดกันไหม
ริมฝีปากของแฮปปี้สั่นระริกขณะชี้หน้าสตาร์ก เขาโกรธจนพูดไม่ออก ดวงตาเต็มไปด้วยความตัดพ้อต่อว่า
คุณโทนี่ สตาร์ก ถึงกับมึนตึบอย่างสิ้นเชิง โดยไม่รู้เลยว่าบอดี้การ์ดของตนกำลังเดือดดาลด้วยเรื่องอันใด
"ทั้งหมดก็เป็นเพราะของขวัญเฮงซวยของท่านนั่นแหละ"
หลังจากอัดอั้นอยู่นาน แฮปปี้ก็ระเบิดอารมณ์ตะโกนคำรามออกมา เมื่อทำนบความอดกลั้นพังทลาย เขาก็บ่นพร่ำไม่หยุดหย่อนให้สตาร์กฟังว่าเขาต้องพยายามอย่างหนักหน่วงเพียงใด และชีวิตในช่วงที่ผ่านมาต้องทุกข์ทรมานขนาดไหน
แต่ท่านกลับลืมมันไปจนหมดสิ้นแล้ว
สายตาของแฮปปี้ที่มองไปยังสตาร์กเริ่มทวีความโกรธเกรี้ยวมากขึ้นเรื่อยๆ
"โอ้ เอาเถอะ ฉันขอโทษนะแฮปปี้... ฉันไม่คิดว่าสิ่งประดิษฐ์พิลึกพิลั่นของเด็กนั่นจะมีผลลัพธ์ที่ชัดเจนขนาดนี้ และนายยังเข้าใจความหมายของฉันผิดไปอีก..."
โทนี่ สตาร์ก ยกฝ่ามือขึ้นพร้อมกล่าวปลอบโยนบอดี้การ์ดควบตำแหน่งเพื่อนสนิทด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แม้ว่าน้ำเสียงของเขาจะฟังดูแปลกๆ เพราะกำลังกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ
"ท่านยังจะหัวเราะอีก"
"ขอโทษที แฮปปี้..."
สตาร์กไม่อยากยั่วโมโหแฮปปี้ไปมากกว่านี้ จึงรีบยกมือตะครุบปากตัวเอง แต่แววตาขบขันของเขานั้นปิดไม่มิด หลังจากกลั้นอยู่วู่หนึ่ง โทนี่ สตาร์ก ผู้คุ้นชินกับการตามใจตัวเองก็ทานทนไม่ไหวและระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
"ฮ่าๆๆ ขอโทษด้วยแฮปปี้ แต่นี่มันตลกเกินไปแล้ว... ฮ่าๆๆๆๆ"
หลังจากหัวเราะอย่างบ้าคลั่งอยู่พักใหญ่ ในที่สุดสตาร์กก็ใช้พลังวิเศษแห่งเงินตราอันทรงประสิทธิภาพที่เขาคุ้นเคยเข้าปลอบประโลมแฮปปี้ อย่างไรก็ตาม เป็นเพราะเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้สตาร์กกลับมาสนใจในสิ่งประดิษฐ์ของคราฟต์อีกครั้ง
"จาร์วิส เปิดช่องของเจ้าหนูที่ประดิษฐ์ลู่วิ่งลดน้ำหนักนั่นขึ้นมาที"
หลังจากการแยกย้ายกับแฮปปี้ สตาร์กอาศัยช่วงที่ยังจำได้ สั่งให้จาร์วิสเปิดช่องหัตถ์เทวะของคราฟต์ และเริ่มเปิดไล่ดูวิดีโอในอดีตของเขา
วิดีโอส่วนใหญ่ที่คราฟต์อัปโหลดนั้นเป็นการเลียนแบบผลงานของช่างฝีมือเก่ง เนื้อหาทางเทคนิคไม่ได้สูงส่งอะไรเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่เป็นแนวคิดที่แปลกประหลาดและพิสดารที่ดูน่าสนใจ สตาร์กจึงดูเพื่อความบันเทิงและเรียกเสียงหัวเราะเป็นหลัก
จนกระทั่งเขาได้พบกับวิดีโอเกี่ยวกับกลไกตัวล็อกสำนักโม่ของคราฟต์
"หืม ของเล่นลับสมองนี่น่าสนใจไม่เบาเลยทีเดียว"
ด้วยสติปัญญาอันชาญฉลาดของโทนี่ สตาร์ก
เขา มองเห็นแก่นแท้ของการออกแบบอันประณีตของกลไกตัวล็อกที่แสดงในวิดีโอได้ในปราดเดียว เขา รีบปิดวิดีโอทันทีเพราะไม่อยากโดนสปอยล์ ของพรรค์นี้จะสนุกก็ต่อเมื่อได้ลงมือรื้อแยกชิ้นส่วนด้วยตัวเองเท่านั้น
"จาร์วิส ซื้อตัวล็อกกลไก... ชื่อนี้ใช่ไหม ซื้อมาทุกแบบจากช่องหัตถ์เทวะ... ช่างเถอะ สั่งซื้อสินค้าทุกอย่างของหมอนั่นมาให้ฉันอย่างละชิ้นเลย"
สตาร์กโบกมืออย่างยิ่งใหญ่ เปิดใช้งานพลังวิเศษแห่งเงินตรา และเริ่มกวาดสินค้าจนเกลี้ยงแผงในช่องของคราฟต์
จากนั้น สื่อมวลชนรายใหญ่ในนิวยอร์กก็ค้นพบโดยบังเอิญว่า โทนี่ สตาร์ก ผู้เป็นขวัญใจของสำนักข่าว ได้เริ่มหันมาโปรดปรานการหยิบท่อนไม้รูปทรงแปลกๆ สองสามชิ้นออกจากกระเป๋าเพื่อนำมานั่งเล่นในยามว่างตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ บางครั้งเขาก็ถึงกับเมินเฉยต่อสาวงามที่เข้ามาทักทายพูดคุยด้วยซ้ำ
เพลย์บอยหนุ่ม โทนี่ สตาร์ก เปลี่ยนไปเป็นคนละคนแล้ว
การค้นพบครั้งใหญ่เนื้อหอมนี้ทำให้สื่อในนิวยอร์กและทั่วสหรัฐอเมริกาคลั่งไคล้ พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งและรายการโทรทัศน์ช่องต่างๆ เริ่มหยิบยกประเด็นความเปลี่ยนแปลงในช่วงนี้ของโทนี่ สตาร์ก มาวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมทั้งวิเคราะห์เจาะลึกถึงเหตุผลเบื้องหลัง และในที่สุดก็มีคนตามรอยไปจนพบแหล่งที่มาของท่อนไม้เล็กๆ ที่ทำให้สตาร์กเมินสาวงามได้สำเร็จ
ซึ่งก็คือ ด็อกเตอร์หัตถ์เทวะ คราฟต์ หลี่ อีกครั้งนั่นเอง
การค้นพบนี้ทำให้กระแสความบ้าคลั่งของสื่อมวลชนยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่โทนี่ สตาร์ก ได้ให้สัมภาษณ์ว่า "ท่อนไม้เล็กๆ เหล่านี้ค่อนข้างน่าสนใจ มันสนุกกว่าลูกบาศก์รูบิกเยอะเลย เจ้าหนูคราฟต์มีความคิดสร้างสรรค์ที่ดีมาก หากเขาเรียนจบมหาวิทยาลัยได้สำเร็จ ประตูของสตาร์ก อินดัสทรีส์ จะเปิดต้อนรับเขาเสมอ" คำพูดนี้ส่งผลให้สื่อมวลชนในนิวยอร์กต่างหลั่งไหลเข้าสู่ย่านไชน่าทาวน์ และเริ่มขุดคุยทุกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับคราฟต์
โชคดีที่อิทธิพลของมาร์ติน หลี่ นั้นมากพอที่จะช่วยปกปิดร่องรอยได้ สิ่งที่สื่อมวลชนเหล่านี้ขุดคุยขึ้นมาได้จึงมีเพียงเรื่องราวผิวเผินเท่านั้น ส่วนประวัติศาสตร์อันมืดมน เช่น เรื่องการหลบหนีจากแก๊งมาเฟียมาเกีย และการถูกลักพาตัวไปทดลองในมนุษย์ ล้วนถูกมาร์ตินจัดการปกปิดไว้หมดแล้ว ข้อมูลที่ถูกรายงานออกไปจึงมีเพียงน้อยนิด ช่วยให้คราฟต์รอดพ้นจากความวุ่นวายที่ไม่จำเป็นไปได้มาก
แต่คราฟต์ก็ยังคงรู้สึกรำคาญใจอย่างที่สุดกับการถูกคุกคาม ตอนนี้เขาไม่สามารถแม้แต่จะไปโรงเรียนได้ และทำได้เพียงหมกตัวอยู่แต่ในบ้านหรือในห้องทำงานเพื่อทำการวิจัย ต่อให้เขาจะชอบการประดิษฐ์สิ่งของมากเพียงใด แต่การถูกบังคับให้ต้องทำอยู่ตลอดเวลาก็ย่อมนำมาซึ่งความเบื่อหน่าย นี่ยังไม่นับรวมกองใบสั่งซื้อกลไกตัวล็อกที่หลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากจากชนวนเหตุของสตาร์กอีก...
คราฟต์นึกอยากจะยัดกลไกตัวล็อกทั้งหมดเหล่านั้นลงไปในคอของโทนี่ สตาร์ก เสียจริง
ในขณะที่เขากำลังจมดิ่งอยู่กับความทุกข์ใจ มาร์ติน หลี่ ก็ก้าวเข้ามาช่วยเหลืออีกครั้ง
"อย่าทำหน้าอมทุกข์แบบนั้นสิ คราฟต์"
มาร์ติน หลี่ นั่งลงข้างๆ คราฟต์ด้วยรอยยิ้ม พลางเอื้อมมือไปโอบไหล่และตบเบาๆ อย่างอ่อนโยน
"ไหนนายเคยบอกว่าการทดลองของนายขาดแคลนเงินทุนไม่ใช่หรือ นี่คือโอกาสอันดีเยี่ยมเลยนะ"
เมื่อเห็นคราฟต์ยังคงทำสีหน้างุนงง มาร์ตินจึงอธิบายให้ฟังอย่างใจเย็น
"กลไกตัวล็อกของนายแตกต่างจากชุดลดน้ำหนักก่อนหน้านี้ มันเข้าถึงกลุ่มคนในวงกว้างได้มากกว่า อีกทั้งสตาร์กที่เป็นขวัญใจสื่อยังช่วยโฆษณาให้ฟรีๆ อีกด้วย ขอเพียงนายขยายยอดขายของกลไกตัวล็อกนี้ ฉันไม่กล้าพูดหรอกว่าจะมาแทนที่รูบิกได้ แต่อย่างน้อยนายก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทุนอีกต่อไป ยิ่งกว่านั้น ในอนาคตนายก็ไม่จำเป็นต้องเสียพลังงานไปกับการลงมือผลิตเอง นายแค่ปล่อยพิมพ์เขียวแบบใหม่ออกมาเป็นระยะๆ แล้วยกหน้าที่ส่วนที่เหลือให้เป็นของโรงงานไป"
ดวงตาของคราฟต์เป็นประกายขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำพูดนั้น แต่แล้วเขาก็ฟุบลงไปอีกครั้ง "ฉันจะเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหนเพื่อไปเปิดโรงงานและขยายกำลังการผลิตกันล่ะ..."
"การประดิษฐ์สิ่งของทำให้สมองของนายหลอมละลายไปหมดแล้วหรืออย่างไร" มาร์ตินหัวเราะร่าพร้อมกับเอื้อมมือไปเขกหัวคราฟต์เบาๆ อย่างหยอกล้อ "ฉันจะเป็นคนออกเงินทุนให้เอง ส่วนแรงงานก็สามารถรับสมัครมาจากสถานสงเคราะห์ นายแค่รับผิดชอบเรื่องการออกแบบและนอนรอรับผลกำไรก็พอ"
"โอ้ มาร์ติน ผมรักคุณที่สุดเลย"
คราฟต์กระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ พลางโผเข้ากอดคอของมาร์ตินและตะโกนลั่น
ก่อนหน้านี้ ยามที่มาร์ติน หลี่ บอกกับคราฟต์ว่าธุรกิจของเขาไปได้สวยและทำเงินได้มหาศาล คราฟต์ไม่ได้มีความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างแท้จริงเลย
เขาคิดว่าการทำเงินได้มากมาย หมายถึงการที่มาร์ตินสามารถพาพวกเขาย้ายเข้าไปอยู่ในย่านที่พักอาศัยระดับหรูในไชน่าทาวน์ และมีเงินเหลือเฟือเพื่อนำไปช่วยเหลือคนไร้บ้านเท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้ว รถยนต์ที่มาร์ตินขับก็เป็นเพียงรถฟอร์ดหน้าตาธรรมดาๆ คันหนึ่ง ไม่ใช่แม้กระทั่งรถสปอร์ตด้วยซ้ำ เขาจะร่ำรวยได้ขนาดไหนกันเชียว
ทว่าเมื่อคราฟต์ได้เห็นมาร์ตินต่อสายโทรศัพท์เพียงครั้งเดียว แล้วสามารถจัดการเรื่องบริษัท อาคารโรงงาน เครื่องหมายการค้า และช่องทางการจัดจำหน่ายสำหรับกลไกตัวล็อกจนเสร็จสิ้นเรียบร้อยภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน เขาก็ได้ตระหนักในที่สุดว่า คำว่า เงินมหาศาล ที่พ่อบุญธรรมของเขาพูดถึงนั้น น่าจะเป็นจำนวนที่มากล้นอย่างแท้จริง
การขายพวกหม้อและไหพวกนั้นมันทำกำไรได้ดีขนาดนี้เลยหรือ
ในความเป็นจริงแล้ว คราฟต์ไม่ได้รู้เรื่องอย่างแน่ชัดเลยว่ามาร์ตินกำลังทำธุรกิจอะไรอยู่ในปัจจุบัน เขาไม่เคยใส่ใจกับเรื่องพวกนี้ สิ่งเดียวที่เขารับรู้คือมาร์ตินเคยขายพวกหม้อ ไห และรูปปั้นรูปทรงแปลกประหลาดที่เล่าลือกันว่าเป็นของโบราณ
แม้จะประหลาดใจในความสามารถในการหาเงินของมาร์ติน แต่คราฟต์ก็กลับมามีความสุขได้อย่างรวดเร็วหลังจากผ่านพ้นความตกใจในคราแรก อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องกังวลว่ามาร์ตินจะล้มละลายเพราะสถานสงเคราะห์แห่งนั้น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อโรงงานกลไกตัวล็อกเริ่มดำเนินการ เขาก็จะมีเงินทุนเพียงพอที่จะลองสร้างสิ่งประดิษฐ์ระดับสูงในความฝันเหล่านั้นเสียที
ส่วนช่องหัตถ์เทวะที่นำพาความยุ่งยากมากมายมาให้เขานั้น คราฟต์ก็พร้อมที่จะละทิ้งมันไปแล้ว
"นายทำแบบนั้นไม่ได้นะ"
เมื่อได้ยินข่าวนี้ เจ้าอ้วนเหลียวก็พุ่งตัวเข้าใส่ทันที เขาคว้าขาของคราฟต์เอาไว้แล้วเริ่มส่งเสียงร้องห่มร้องไห้
"พวกเราตกลงกันแล้วว่าจะร่วมมือกันแบบสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย นายจะมาทิ้งฉันไว้กลางทางแบบนี้ไม่ได้นะ แล้วมันจะไม่เป็นการทำร้ายจิตใจแฟนๆ ที่คอยสนับสนุนนายมากเกินไปหน่อยหรือ"
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความไร้ยางอายของเจ้าอ้วนเหลียว คราฟต์ก็รู้สึกอับจนหนทางอยู่ไม่น้อย แต่เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นหุ้นส่วนที่เริ่มทำธุรกิจมาด้วยกัน การจะตัดหางปล่อยวัดไปเฉยๆ ก็ดูจะไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง อีกอย่าง ข้ออ้างสุดท้ายของหมอนั่นก็มีเหตุผล เขาไม่ควรละทิ้งแฟนๆ ที่กดติดตามช่องของเขาไปง่ายๆ เพียงเพราะเจ้าหมอสตาร์กที่น่ารำคาญคนนั้น
"เอาล่ะ เอาล่ะ ในอนาคตฉันยังจะถ่ายวิดีโอสิ่งประดิษฐ์สนุกๆ ให้บ้าง ส่วนเรื่องที่นายจะเอาไปบริหารจัดการอย่างไรนั้น ฉันจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยแล้ว"
คราฟต์สะบัดขาอย่างรำคาญใจ
"ปล่อยฉันได้แล้ว นายมันหนักนะ"
"ฉันรู้อยู่แล้วว่านายเป็นคนมีคุณธรรมน้ำมิตร คราฟต์ นายมันก็คือจั่วปั๋วเถามาโปรด กวนอูผู้ยิ่งใหญ่กลับชาติมาเกิดชัดๆ"
เจ้าอ้วนเหลียวตะเกียกตะกายลุกขึ้นด้วยความเร็วที่สวนทางกับรูปร่างของตน ใบหน้าอ้วนกลมที่เคยโศกเศร้าเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเบิกบานในเสี้ยววินาที เขาเอื้อมมือไปตบหลังคราฟต์อย่างมีความสุข พร้อมทั้งเอ่ยคำป้อยออย่างไร้ขีดจำกัด
"ไสหัวไปเลย"