- หน้าแรก
- พี่สาวคนโตผู้แสนลำบาก กับการใช้ภาษาสัตว์เข้าป่าไปกอบโกยสมบัติ
- บทที่ 52 - เขาอยากให้ทุกคนรู้ว่าพี่ใหญ่ของเขาดีแค่ไหน
บทที่ 52 - เขาอยากให้ทุกคนรู้ว่าพี่ใหญ่ของเขาดีแค่ไหน
บทที่ 52 - เขาอยากให้ทุกคนรู้ว่าพี่ใหญ่ของเขาดีแค่ไหน
บทที่ 52 - เขาอยากให้ทุกคนรู้ว่าพี่ใหญ่ของเขาดีแค่ไหน
สือเหยียนยืนอยู่แค่ตรงลานบ้าน ไม่ได้ก้าวเข้าไปในตัวบ้าน "แม่นางหลิน อาการดีขึ้นบ้างไหม"
หลินซุ่ยอันรู้สึกซาบซึ้งใจในตัวสือเหยียนมาก และพอดียังมีเรื่องที่อยากจะซักถามเขาอยู่ด้วย "ดีขึ้นมากแล้ว เมื่อวานขอบคุณท่านมากที่ยื่นมือเข้ามาช่วย ว่าแต่ท่านตามมาเจอพวกเราได้อย่างไรหรือ"
สือเหยียนเหลือบมองหลินซุ่ยอันเล็กน้อย เห็นว่านอกจากใบหน้าที่ดูซีดเซียวลงไปบ้าง อาการโดยรวมก็ถือว่าปกติดี
"เมื่อวานตอนข้ากำลังกลับหมู่บ้าน ข้าเห็นเกวียนวัวคันหนึ่งจอดอยู่ตรงตีนเขา แถมยังมีชายคนหนึ่งท่าทางลับๆ ล่อๆ ข้าเลยนึกถึงเรื่องที่บ้านของเจ้าขึ้นมาได้ ก็เลยเข้าไปจับตัวผู้ชายคนนั้นมาเค้นถาม ถึงได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั่นแหละ"
หลินซุ่ยอันไม่นึกเลยว่าสือเหยียนจะเป็นคนละเอียดรอบคอบขนาดนี้ ถ้าไม่ได้เขาช่วยเอาไว้เมื่อวาน ผลลัพธ์ที่ตามมาคงเลวร้ายจนไม่อยากจะคิด
"ท่านคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตครอบครัวข้าไว้ ขอบคุณมากนะสือเหยียน"
นี่เป็นครั้งแรกที่หลินซุ่ยอันเอ่ยปากเรียกชื่อเขาตรงๆ รู้สึกเหมือนชื่อของเขาพอถูกเรียกออกจากปากนางแล้วมันฟังดูไพเราะขึ้นมาอย่างประหลาด
"ก็แค่เรื่องเล็กน้อย แม่นางหลินอย่าได้เกรงใจไปเลย"
"ท่านเรียกข้าว่าหลินซุ่ยอันเถอะ ต่อไปนี้ถือว่าเราเป็นสหายกันแล้ว"
โดนเรียกแม่นางหลินไปแม่นางหลินมา หลินซุ่ยอันรู้สึกอึดอัดชอบกล
"หลิน... ซุ่ยอัน ข้ายินดีที่ได้เป็นสหายกับเจ้านะ"
สือเหยียนยกมือขึ้นเกาหัว กว่าจะเปล่งชื่อหลินซุ่ยอันออกมาได้ก็ต้องรวบรวมความกล้าอยู่พักใหญ่
หลินซุ่ยอันเอ่ยขอบคุณสือเหยียนแทนเจ้าอาวู่อีกครั้ง "จริงสิ เมื่อวานท่านเป็นคนขับเกวียนวัวของข้ากลับมาให้ใช่ไหม"
เมื่อวานหลินซุ่ยอันรีบร้อนมากจนผูกวัวทิ้งไว้ที่ลานบ้าน เช้านี้ตื่นมาก็ไม่เห็นวัวแล้ว
สือเหยียนพยักหน้า "เมื่อวานข้าเห็นว่าพวกเจ้าคงยังไม่ได้ใช้เกวียนวัว ก็เลยขับกลับไปก่อนน่ะ"
หลินซุ่ยอันรู้สึกผิดเล็กน้อย "ข้ายืมเกวียนวัวท่านมา ยังไม่ทันได้ให้หญ้าวัวกินเลยด้วยซ้ำ"
"สถานการณ์ฉุกเฉิน ข้าเข้าใจดี"
ทั้งสองคนพูดคุยกันอีกสองสามประโยค สือเหยียนก็เห็นว่าไม่ควรอยู่นานเกินไป จึงขอตัวลากลับ
หลินซุ่ยอันเริ่มต้นการพักฟื้นร่างกาย
ส่วนทางด้านหลินซุ่ยผิงที่กำลังเรียนอยู่ที่สถานศึกษาจู๋หลินนั้น ไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่บ้านเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้เขากำลังถูกหลินเยี่ยนชิวพรรคพวกยืนล้อมกรอบอยู่
"แกมาเรียนที่สถานศึกษาได้ยังไง แกเอาเงินมาจากไหน ที่แท้ท่านปู่ท่านย่าบอกว่าพี่สาวแกเอาเงินยี่สิบตำลึงไป ข้าก็ยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงสินะ ไอขี้ขโมย!"
หลินซุ่ยผิงผลักคนที่ยืนขวางหน้าหลินเยี่ยนชิวออกไป "ถอยไป! เจ้าด่าใครว่าเป็นขโมย ต่อให้พวกเราจะเอาเงินยี่สิบตำลึงนั่นมาจริงๆ เงินนั่นมันก็แลกมาด้วยชีวิตของพ่อข้า ถ้าจะพูดถึงพวกขี้ขโมย พวกเจ้านั่นแหละที่เป็นขโมย ไม่ใช่แค่ขโมยนะ แต่เป็นพวกปลิงดูดเลือดเลยล่ะ"
พอเห็นท่าทางเอาจริงเอาจังของหลินซุ่ยผิง ความคลางแคลงใจของหลินเยี่ยนชิวก็ยิ่งทวีคูณ เรื่องนี้เป็นประเด็นที่คนในบ้านทะเลาะกันมาพักใหญ่แล้ว แต่ก็ยังทวงเงินยี่สิบตำลึงคืนมาไม่ได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ เงินตั้งยี่สิบตำลึงเชียวนะ! คราวก่อนที่เขากลับบ้าน เดิมทีควรจะได้เงินค่าขนมมาห้าเฉียน (500 อีแปะ) แต่สุดท้ายท่านปู่ท่านย่าก็ให้มาแค่สองร้อยอีแปะเท่านั้น
"แกคิดว่าใครๆ ก็เรียนหนังสือได้งั้นสิ ข้าว่าแกอย่าเอาเงินมาละลายแม่น้ำเลยดีกว่า ไม่ดูสารรูปตัวเองบ้าง อายุตั้งเท่าไหร่แล้วยังมานั่งเรียนปะปนกับพวกเด็กๆ ถ้าเป็นข้าล่ะก็คงอายจนไม่กล้าโผล่หัวมาหรอก"
ตอนนี้หลินเยี่ยนชิวเรียนอยู่ชั้นเจี่ย (ห้องคิง) ถ้าพูดถึงเรื่องการเรียน เขาก็ถือว่าเรียนเก่งใช้ได้ อย่างน้อยก็ดีกว่าพ่อของเขามาก
หลินซุ่ยผิงหน้าแดงก่ำ ถึงเขาจะรู้ตัวดีว่าอายุมากกว่าพวกเด็กๆ ในชั้นปิ่งมาก แต่การต้องมานั่งเรียนปะปนกับเด็กที่อายุมากกว่าหลินซุ่ยเหอแค่ไม่กี่ปี เขาก็แอบรู้สึกขัดเขินอยู่ลึกๆ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นคนที่เรียนอ่อนที่สุดในบรรดานักเรียนเหล่านั้นด้วย
"วีรบุรุษไม่เกี่ยงชาติกำเนิด อย่าดูแคลนคนหนุ่มที่ยากไร้ ถึงข้าจะเริ่มต้นช้า แต่สักวันหนึ่งข้าจะต้องเก่งกว่าเจ้าให้ได้"
ท่านอาจารย์ใหญ่ที่กำลังเดินตรวจตราดูความเรียบร้อยของนักเรียนในสถานศึกษา เดินผ่านมาเห็นกลุ่มนักเรียนกำลังมุงดูอะไรบางอย่างอยู่ตรงภูเขาจำลอง เด็กรับใช้ที่เดินตามหลังมาทำท่าจะเข้าไปไล่ แต่ท่านอาจารย์ใหญ่ยกมือห้ามไว้ "ไม่ต้องเอะอะไป"
พูดจบเขาก็ค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ๆ อยากรู้เหมือนกันว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น กฎของสถานศึกษาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้มีการรังแกกัน
แต่ยังไม่ทันเดินเข้าไปถึง ก็ได้ยินประโยคที่ว่า "วีรบุรุษไม่เกี่ยงชาติกำเนิด อย่าดูแคลนคนหนุ่มที่ยากไร้" ดังแว่วมาเสียก่อน
"พูดได้ดี วีรบุรุษไม่เกี่ยงชาติกำเนิด อย่าดูแคลนคนหนุ่มที่ยากไร้"
ท่านอาจารย์ใหญ่สัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นและความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตัวเองจากเด็กหนุ่มคนนั้น
เหล่านักเรียนเมื่อเห็นท่านอาจารย์ใหญ่ก็พากันตกตะลึงและลนลาน โดยเฉพาะหลินเยี่ยนชิว ที่จู่ๆ ก็ได้ยินท่านอาจารย์ใหญ่เอ่ยปากชมหลินซุ่ยผิง ความรู้สึกไม่พอใจก็ผุดขึ้นมาในใจทันที
"ท่านอาจารย์ใหญ่"
ท่านอาจารย์ใหญ่มองหน้าหลินซุ่ยผิงสลับกับหลินเยี่ยนชิว "พวกเจ้ารู้จักกันหรือ"
"ไม่รู้จักขอรับ!"
"รู้จักขอรับ!"
ทั้งสองคนตอบออกมาพร้อมกันด้วยคำตอบที่ขัดแย้งกัน
"ตกลงว่ารู้จักหรือไม่รู้จัก"
หลินเยี่ยนชิวรีบชิงตอบก่อน "เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของข้าเองขอรับ ย่อมต้องรู้จักกันอยู่แล้ว"
จากนั้นท่านอาจารย์ใหญ่ก็หันไปมองหลินซุ่ยผิง หลินซุ่ยผิงเชิดหน้าขึ้นแล้วตอบเสียงแข็ง "ครอบครัวบ้านใหญ่ของข้าแยกบ้านและตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลหลินแล้ว ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันอีก ดังนั้นคำว่าลูกพี่ลูกน้อง ข้าคงรับไว้ไม่ได้หรอกขอรับ"
ที่แท้ก็เป็นญาติพี่น้องกันนี่เอง ดูท่าทางคงจะมีเรื่องบาดหมางกันอยู่ไม่น้อย
ท่านอาจารย์ใหญ่โบกมือปัด เขาไม่อยากเข้าไปก้าวก่ายเรื่องในครอบครัวของผู้อื่น แต่ถ้าเกิดเรื่องทะเลาะวิวาทกันในสถานศึกษา นั่นคือสิ่งที่เขายอมไม่ได้
"ไม่ว่าพวกเจ้าจะเป็นอะไรกัน แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในสถานศึกษาจู๋หลินแล้ว ก็ควรตั้งใจศึกษาเล่าเรียน หากข้าพบว่ามีการกลั่นแกล้งหรือรังแกกันระหว่างเพื่อนร่วมชั้นเรียนล่ะก็ อย่าหาว่าข้าไม่เตือน"
พวกนักเรียนที่ตั้งใจจะมามุงดูเรื่องสนุกรีบพยักหน้ารับคำ หลินเยี่ยนชิวเองก็รู้ดีถึงอารมณ์ของท่านอาจารย์ใหญ่ "ศิษย์จะจดจำคำสั่งสอนของท่านอาจารย์ใหญ่ไว้ขอรับ"
"แยกย้ายกันไปได้แล้ว หลินซุ่ยผิงอยู่ก่อน"
หลินเยี่ยนชิวจำต้องกลืนความไม่พอใจทั้งหมดลงคอ เขาจ้องมองหลินซุ่ยผิงที่ถูกท่านอาจารย์ใหญ่เรียกตัวไว้อย่างไม่สบอารมณ์
ท่านอาจารย์ใหญ่มองดูหลินซุ่ยผิง เสื้อผ้าที่สวมใส่มีรอยปะชุน ใบหน้าที่ยังดูอ่อนเยาว์แต่กลับฉายแววความเป็นผู้ใหญ่เกินวัย
ตอนแรกที่เขายอมรับหลินซุ่ยผิงเข้าเรียน ก็เพื่อเห็นแก่หน้าของเสิ่นหวยจิ่นเท่านั้น ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะได้ยินประโยคที่ว่า "วีรบุรุษไม่เกี่ยงชาติกำเนิด อย่าดูแคลนคนหนุ่มที่ยากไร้" หลุดออกมาจากปากของเด็กหนุ่มคนนี้
คำคมระดับนี้ ไม่น่าจะหลุดออกมาจากปากของเด็กที่เพิ่งจะเริ่มเรียนหนังสือได้เลย
"ประโยคเมื่อครู่นี้ ใครเป็นคนสอนเจ้าหรือ"
หลินซุ่ยผิงเกาหัวด้วยความงุนงง "ท่านอาจารย์ใหญ่หมายถึงประโยคไหนหรือขอรับ"
"ก็ประโยคที่ว่า วีรบุรุษไม่เกี่ยงชาติกำเนิด อย่าดูแคลนคนหนุ่มที่ยากไร้ ยังไงล่ะ"
หลินซุ่ยผิงถึงบางอ้อ เขายกมือขึ้นลูบหัว "อ้อ... ประโยคนี้พี่สาวข้าเป็นคนพูดขอรับ"
หลินซุ่ยผิงมักจะได้ยินหลินซุ่ยอันพูดประโยคพวกนี้อยู่บ่อยๆ เวลาที่นางเจอเรื่องกลุ้มใจหรือถอนหายใจยาวๆ นางก็มักจะหลุดปากพูดประโยคนี้ออกมา ฟังบ่อยเข้า หลินซุ่ยผิงก็เลยจำได้ขึ้นใจ
"พี่สาวเจ้าหรือ คนที่มาส่งเจ้าเข้าสถานศึกษาคราวก่อนน่ะหรือ"
หลินซุ่ยผิงพยักหน้า
"ใช่แล้วขอรับ พี่สาวข้าเอง ท่านพ่อของข้าจากไปแล้ว ส่วนท่านแม่ก็... ท่านแม่ข้าสติไม่ค่อยดี ทุกอย่างในบ้านต้องพึ่งพาพี่สาวข้าเป็นคนจัดการดูแลทั้งหมด ที่ข้าได้มีโอกาสมาเรียนหนังสือในวัยนี้ ก็เพราะพี่สาวข้าคอยสนับสนุนและให้กำลังใจขอรับ"
หลินซุ่ยผิงอดไม่ได้ที่จะพูดเสริมเข้าไปอีกนิด เขาอยากให้ทุกคนรู้ว่าพี่ใหญ่ของเขาดีแค่ไหน
ท่านอาจารย์ใหญ่รู้สึกนับถือในตัวหญิงสาวคนนั้นขึ้นมาจับใจ และเริ่มมีความอยากรู้อยากเห็นในตัวหลินซุ่ยอันมากขึ้น "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็จงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้เต็มที่ล่ะ"
ท่านอาจารย์ใหญ่ตบบ่าหลินซุ่ยผิงเบาๆ "ตั้งใจเรียนนะ วันหน้าถ้ามีปัญหาอะไรก็ไปหาข้าได้โดยตรงเลย"
เด็กรับใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ แอบตกตะลึง นี่ถือว่าเป็นการเปิดทางสะดวกให้หลินซุ่ยผิงเลยนะ ปกติแล้วท่านอาจารย์ใหญ่จะให้ความสนใจเป็นพิเศษเฉพาะกับนักเรียนระดับหัวกะทิในชั้นเจี่ยเท่านั้น นานๆ ทีจะเห็นท่านให้ความสำคัญกับนักเรียนที่เพิ่งเข้ามาใหม่แบบนี้
"ขอบพระคุณท่านอาจารย์ใหญ่ขอรับ"
หลินซุ่ยผิงทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดให้กับการเรียนอย่างเต็มที่