เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 น้องชาย... เราคือยอดคู่หูฟ้าประทานโดยแท้!

บทที่ 7 น้องชาย... เราคือยอดคู่หูฟ้าประทานโดยแท้!

บทที่ 7 น้องชาย... เราคือยอดคู่หูฟ้าประทานโดยแท้!


เปรี้ยง!

เปรี้ยง!

เปรี้ยง!

ทุกคนต่างตกตะลึงเมื่อเห็นหยดพิรุณที่ร่วงหล่นลงมาบนดาดฟ้าเรือบังเกิดเสียงฉ่าพร้อมควันสีเขียวพวยพุ่ง แฝงด้วยกระแสไฟฟ้าสถิตที่ไหลเวียนไปมา เพียงพริบตาเหล็กกล้าชั้นดีบางส่วนก็ถูกกัดกร่อนจนหลอมละลาย ทิ้งไว้เพียงรูพรุนขนาดเล็กนับไม่ถ้วน

“นี่มัน!” เฉินเต๋ออุทานด้วยความตระหนก

“หยดน้ำกลับแฝงอานุภาพแห่งสายฟ้า ทุกหยดน่าหวาดหวั่นเกินไป นี่ไม่ใช่หยดน้ำธรรมดา ถ้าไม่สกัดไว้ อีกไม่นานเรือทั้งลำคงถูกเจาะจนพรุน แถมไม่รู้ว่ามันจะตกนานแค่ไหน หากไร้ซึ่งการปกป้องจากเรือลำนี้ พวกเราได้กลายซากศพกลางมหาสมุทรแน่” เฉินเต๋อตัดสินใจในทันท่วงที สั่งการให้ทุกคนเปิดใช้งานค่ายกลป้องกัน

เมื่อได้เห็นอานุภาพของหยดพิรุณ ทุกคนก็เข้าใจแจ้งแก่ใจทันทีว่าเหตุใดจินต้าฝูถึงยอมใจป้ำ ไม่เสียดายหินวิญญาณแม้แต่น้อย

เพราะเมื่อเทียบกับหินวิญญาณแล้ว ชีวิตย่อมมีค่าเหนือสิ่งอื่นใด

“เร็วเข้า! อย่ามัวแต่ยืนบื้อ!” จินต้าฝูเห็นเรือรักถูกเจาะเป็นรูเล็กรูน้อย ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ รีบเร่งเร้าทุกคนทันที

เมื่อสิ้นคำ ทุกคนต่างระดมพลังเปิดใช้งานค่ายกลป้องกันอย่างสุดกำลัง

วูบ!

ทันทีที่ค่ายกลทำงาน ม่านพลังแสงปราณก็พุ่งขึ้นปกคลุมทั่วทั้งตัวเรือ กันหยดพิรุณร้ายกาจไว้ภายนอก การเดินเรือเริ่มกลับมามั่นคงอีกครั้ง

ทว่าก่อนที่ทุกคนจะได้ทันถอนหายใจโล่งอก...

เปรี้ยง!

เสียงกัมปนาทเลื่อนลั่นปานฟ้าถล่มดินทลายดังสนั่นหวั่นไหว

ทุกคนต่างขวัญหนีดีฝ่อ รีบชะโงกหน้าออกไปมองเบื้องนอก แล้วก็ต้องสยดสยองจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง

สายฟ้าพุ่งพล่านเต็มท้องนภา ราวกับอสรพิษไฟฟ้าที่เลื้อยพันไปมาในหมู่เมฆทึบ ย้อมทั้งแผ่นฟ้าให้กลายเป็นสีม่วงเข้มสยดสยอง

“นี่... นี่มัน...” จินต้าฝูถึงกับสติหลุดลอย เมื่อเห็นอัสนีบาตสีม่วงแผ่ซ่านเต็มฟากฟ้า

“สวรรค์! อัสนีบาตสีม่วง!” ทุกคนใจหายวาบ ดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า

เรือยักษ์เพิ่งจะเปลี่ยนทิศทางและทะยานหนีออกมาได้เพียงห้าลี้ ทันใดนั้นเบื้องหลังก็บังเกิดสายฟ้าฟาดกระหน่ำลงมาประดุจห่าฝน และนั่นคืออัสนีบาตสีม่วงอันทรงอานุภาพที่สุด

หากช้าไปเพียงก้าวเดียว พวกเขาคงแหลกสลายกลายเป็นผุยผงภายในชั่วพริบตา ไม่เหลือแม้แต่เศษธุลีให้ฝัง

ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง ทุกคนต่างตกอยู่ในความหวาดผวา ร่างกายยังคงสั่นสะท้านไม่หยุด

หากล่าช้าไปเพียงนิดเดียว ผลที่ตามมาย่อมยากจะจินตนาการ

นับว่าโชคดีที่ตัดสินใจได้เด็ดขาด ระดมพลังเปิดค่ายกลเร่งความเร็วพุ่งหนีออกมาได้ห้าลี้

ทว่าแม้จะหนีออกมาได้ระดับหนึ่ง แต่กระแสไฟฟ้าที่ซึมผ่านผืนน้ำเข้ามาก็ยังแผ่คลุมไปทั่วลำเรือ เงาอสรพิษไฟฟ้าเข้าห่อหุ้ม ทอประกายสีม่วงหนาวเหน็บ

เพียงสัมผัสถูกกระแสไฟฟ้า ทุกคนก็รู้สึกชาวาบไปทั้งตัวจนยากจะเดินลมปราณ บนผิวหนังปรากฏลวดลายสีม่วงพาดผ่าน ปวดแสบปวดร้อนจนผิวเริ่มปริแตก

แต่เมื่อเทียบกับขุมนรกเบื้องหลังแล้ว ที่ที่พวกเขาอยู่ตอนนี้กลับมิต่างจากสรวงสวรรค์

เบื้องหลังกลายเป็นแดนชำระบาปไปเสียแล้ว!

เปรี้ยง!

อัสนีบาตสีม่วงขนาดเท่าถังน้ำพุ่งกระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง เชื่อมฟ้าและดินเข้าด้วยกันราวกับคุกสายฟ้าจุติลงมาบนโลกมนุษย์ น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงเกินคำบรรยาย

อานุภาพสายฟ้าอันมหาศาลพุ่งทะลวงลงสู่ก้นบึ้งมหาสมุทรลึกนับร้อยจั้ง ผืนน้ำสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น บังเกิดคลื่นยักษ์ม้วนตัวพุ่งสูงดั่งกำแพงหนาทึบ เต้นระบำไปพร้อมกับอสรพิษสายฟ้า

สีม่วง... ทั้งน้ำทะเลและแผ่นฟ้าต่างกลายเป็นสีม่วงเข้มมืดมิด เสียงกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นดังระงมไปทั่วสารทิศ ท้องนภาทรุดตัว อากาศบิดเบี้ยวแหลกลาญ

ยากจะเชื่อว่าหากตกอยู่ในใจกลางพายุนั้น จะพบกับความสิ้นหวังเพียงใด?

มันช่างสยดสยองยิ่งนัก!

ทะเลสายฟ้ารัศมีนับร้อยลี้... ผู้ใดเล่าเคยเห็นภาพเช่นนี้มาก่อน?

ทุกคนต่างรู้สึกเหมือนความตายมารออยู่ตรงหน้าจนวิญญาณแทบหลุดหายไปครึ่งดวง

อัสนีบาตสีม่วงที่เคยเห็นเพียงในตำรา บัดนี้พวกเขาได้ประจักษ์ถึงความโหดร้ายของมันด้วยตาตนเองแล้ว

“เร็ว! เร็วเข้า! รีบไปจากที่นี่เสีย อย่ามัวพะวงเรื่องหินวิญญาณของข้า!” จินต้าฝูตะโกนอย่างเสียสติจนแทบฟังไม่เป็นภาษา

หัวใจของทุกคนเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง มิรอให้จินต้าฝูกำชับซ้ำ พวกเขาก็ระดมพลังเข้าสู่ค่ายกลอย่างบ้าคลั่ง หวังเพียงให้เรือลำนี้บินหนีไปจากนรกกลางทะเลแห่งนี้ให้เร็วที่สุด

จนกระทั่งเรือแล่นออกไปได้ไกลนับสิบลี้ ทุกคนยังคงมองกลับไปยังคุกสายฟ้าที่อยู่ไกลลิบด้วยความขวัญผวา

เมื่อเงาของทะเลสายฟ้าจางหายไปจากสายตา ทุกคนจึงได้ทอดถอนใจออกมาอย่างหนักหน่วงด้วยความโล่งอก

...

“พ่อหนุ่ม ครั้งนี้ต้องขอบใจเจ้าจริงๆ” เฉินเต๋อถอนหายใจยาว ก่อนจะหันมาส่งยิ้มอ่อนโยนให้หยางจี๋

“ใช่แล้ว ครั้งนี้ต้องขอบคุณสหายเต๋าหยางที่ช่วยเตือน ไม่อย่างนั้นพวกเราคงได้กลายเป็นเถ้าถ่านกลางทะเลสายฟ้าไปแล้ว” เหล่าผู้บำเพ็ญคนอื่นๆ ต่างประสานมือคารวะด้วยความซาบซึ้งใจ

“น้องชายหยาง เจ้าคือดาวนำโชคของข้าแท้ๆ! นับว่าโชคดีที่เจ้าเตือน และโชคดีที่ข้าตัดสินใจเด็ดขาด พวกเราถึงได้พ้นภัยมาได้ พวกเรานี่ช่างเข้าขากันดีนัก เป็นยอดคู่หูฟ้าประทานโดยแท้!” จินต้าฝูเปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ ความขุ่นมัวก่อนหน้านี้หายวับไปสิ้น กลับกลายเป็นหัวเราะร่าอย่างร่าเริง

ช่างเป็นยอดคนโดยแท้!

หยางจี๋มองดูจินต้าฝูที่เปลี่ยนอารมณ์ได้ลื่นไหลไร้รอยต่อแล้วก็ได้แต่ทึ่งอยู่ในใจ

“มาๆๆ น้องชายหยาง เชิญนั่ง!” จินต้าฝูกระตือรือร้นลากเขาให้นั่งลง ก่อนจะเอ่ยกลั้วหัวเราะ “น้องชาย ข้ามิคาดเลยว่าเจ้าจะมีวิชาพยากรณ์ล่วงรู้เหตุร้ายเช่นนี้ ช่างน่าเลื่อมใสนัก ข้าตัดสินใจแล้ว! ต่อไปเจ้าคือทูตคุ้มเรือแห่งหอหมื่นสมบัติของเรา”

หน้าด้านเสียจริง ข้ายังมิทันรับคำ เจ้าก็ประเคนตำแหน่งทูตคุ้มเรือมาให้เสียแล้ว?

สมเป็นพ่อค้าที่กลิ้งกลอกเก่งกาจ ก่อนหน้านี้ยังบอกว่าจะหักหินวิญญาณข้าอยู่เลย หยางจี๋แอบค้อนให้ในใจ

ทว่าเขาก็ยังคงประดับยิ้มบางๆ มือหนึ่งยกขึ้นใช้นิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือถูกันเบาๆ ต่อหน้าจินต้าฝูเป็นเชิงสื่อความหมาย พลางเอ่ยอย่างลุ่มลึกว่า “ย่อมได้ ย่อมได้!”

จินต้าฝูเห็นท่าทางนั้นก็ชงักไปวูบหนึ่ง ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมา

“ฮ่าๆๆ น้องชายหยาง หินวิญญาณหนึ่งพันก้อนนี้คือค่าตอบแทนการเดินเรือในครั้งนี้ หอหมื่นสมบัติของเรามีรากฐานมั่นคง การค้าแผ่ขยายไปทั่วดินแดนทะเลพันเกาะ การเป็นทูตคุ้มเรือให้เรา เจ้ามิเสียเปรียบแน่นอน จากนี้ไปหากตบะของเจ้าเลื่อนขึ้นหนึ่งขั้น ค่าตอบแทนจะเพิ่มขึ้นอีกสองร้อยหินวิญญาณจากฐานหนึ่งพันก้อน ข้ามิใจดำกับเจ้าแน่นอน”

พูดจบ เขาก็หันไปมองเฉินเต๋อและเหล่าผู้บำเพ็ญคนอื่นๆ พลางยิ้มถาม “น้องชายหยางรับหน้าที่ทูตคุ้มเรือ ครั้งนี้รับค่าตอบแทนหนึ่งพันหินวิญญาณ ทุกท่านคงมิมีข้อคัดค้านกระมัง?”

“มิคัดค้าน มิคัดค้าน นี่คือสิ่งที่สหายเต๋าหยางสมควรได้รับแล้ว” ทุกคนต่างยิ้มแย้มและตอบอย่างเป็นมิตร

เมื่อเห็นหินวิญญาณหนึ่งพันก้อนลอยอยู่ตรงหน้า ถูกห่อหุ้มด้วยพลังปราณวาววับ ดวงตาของหยางจี๋ก็ทอประกาย คิดในใจว่าจินต้าฝูผู้นี้ก็นับว่าใจกว้างและรู้ความยิ่งนัก!

เขาโบกมือวูบเดียว เก็บหินวิญญาณหนึ่งพันก้อนเข้าสู่ย่ามอย่างไม่ขัดศรัทธา

การกระทำนี้เท่ากับเป็นการตอบรับคำเชิญของจินต้าฝู เข้าดำรงตำแหน่งทูตคุ้มเรืออย่างเป็นทางการ

หยางจี๋เคยอ่านข้อมูลเกี่ยวกับหอหมื่นสมบัติมาบ้าง จึงรู้ว่าเป็นกิจการของตระกูลจิน

ตระกูลจินนี้มี ยอดคนระดับจินตัน นั่งแท่นคุ้มกันอยู่หลายคน อำนาจแผ่กระจายไปทั่วดินแดนทะเลพันเกาะ มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสามสำนักใหญ่ รากฐานนั้นเรียกได้ว่ามหาศาลนัก

หากสามารถผูกสัมพันธ์กับจินต้าฝูผู้นี้ไว้ได้ การซื้อขายแลกเปลี่ยนในภายหน้าย่อมสะดวกสบายขึ้นมาก

อีกทั้งออกเรือเพียงครั้งเดียวก็ได้ถึงหนึ่งพันหินวิญญาณ นับเป็นการค้าที่กำไรล้วนๆ

หยางจี๋จึงรับคำอย่างยินดี

“พ่อหนุ่ม ความสามารถในการหยั่งรู้ภัยอันตรายของเจ้านี่ช่างแกร่งกล้ายิ่งนัก เป็นวิชาที่ฝึกปรือขึ้นมาภายหลังหรือ?” เฉินเต๋อผู้มีบุคลิกดั่งบัณฑิตเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มละมุน

“ผู้อาวุโสล้อเล่นแล้ว ความสามารถในการล่วงรู้เหตุร้ายเช่นนี้ แม้แต่ยอดคนระดับฮว่าเสินก็ยังยากจะฝึกสำเร็จ นับประสาอะไรกับผู้น้อยที่เป็นเพียงผู้บำเพ็ญระดับรวบรวมปราณ? บางทีอาจเป็นผลพวงจากชาติปางก่อนที่ข้าคงพบเจอเรื่องสยดสยองมามากเกินไปกระมัง ความรู้สึกนี้จึงมักปรากฏขึ้นมาเองบ่อยๆ แต่ก็ใช่ว่าจะแม่นยำทุกครั้งไป ที่ผ่านมาก็เพิ่งจะสัมฤทธิ์ผลเพียงสามครานี้เอง” หยางจี๋ส่ายหน้าพลางยิ้มตอบอย่างถ่อมตัว

“อ้อ... ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!” เฉินเต๋อมีแววตาไหววูบเล็กน้อย พลางพึมพำออกมา

จบบทที่ บทที่ 7 น้องชาย... เราคือยอดคู่หูฟ้าประทานโดยแท้!

คัดลอกลิงก์แล้ว