- หน้าแรก
- รอยเท้าบนผืนหญ้าเขียว วิถีทรราชเขย่าโลก
- บทที่ 2: ลูกพี่! คุณทำความยางอายหล่นหายแล้ว!
บทที่ 2: ลูกพี่! คุณทำความยางอายหล่นหายแล้ว!
บทที่ 2: ลูกพี่! คุณทำความยางอายหล่นหายแล้ว!
บทที่ 2: ลูกพี่! คุณทำความยางอายหล่นหายแล้ว!
"ไอ้หนูนี่มีพรสวรรค์เหนือชั้นในการอ่านเกม วิสัยทัศน์บนสนาม และการรับรู้พื้นที่อย่างหาตัวจับยาก!" ข้อสรุปอันหนักแน่นและเด็ดขาดของมูรินโญ่ทำเอาไมเคิล เอเมนาโล และมาริน่า กรานอฟสกาย่า ถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน
โดยไม่รอให้พวกเขาเอ่ยถาม มูรินโญ่ก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเล็กน้อย "ดูที่แนวรุกสิ อย่าไปมัวสนใจการเคลื่อนไหวของไอ้หนูนั่นหรือลูกบอลที่ถูกบล็อก"
"เสี้ยววินาทีที่เจ้าหนูนี่จ่ายบอลออกไป มันมีช่องโหว่ปรากฏขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็วตรงพื้นที่ฮาล์ฟสเปซฝั่งขวาของแนวรุก เขาพยายามจะจ่ายบอลทะลุช่องนั้นต่างหาก!" ราวกับกลัวว่าคนอื่นจะฟังไม่เข้าใจ มูรินโญ่จึงเอื้อมมือไปวาดวงกลมล้อมรอบช่องโหว่ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตานั้นบนหน้าจอ
เมื่อเห็นว่ามูรินโญ่เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว นีล บาธ ก็ถอนหายใจยาวออกมา
มาค้นพบเอาป่านนี้แล้วมันจะได้ประโยชน์อะไร!
มันสายไปแล้ว ตอนนี้เขากลายเป็นนักเตะของคนอื่นไปแล้ว
ในตอนนี้ มูรินโญ่รู้สึกตกตะลึงอย่างแท้จริง
ก่อนหน้านี้ตอนที่ดูคลิปไฮไลต์การแข่งขัน เขาต้องขมวดคิ้วเพราะฉู่เจิ้งมักจะวางบอลยาวแบบแปลกๆ หลังจากตัดบอลได้ ซึ่งถ้าไม่กะน้ำหนักพลาดจนบอลลอยออกหลังหรือออกข้างไป ก็จะเป็นการจ่ายทะลุช่องที่ไปติดบล็อกผู้เล่นแนวรับ
แต่เมื่อดูไปเรื่อยๆ จู่ๆ เขาก็ตระหนักได้ว่าทุกครั้งที่ฉู่เจิ้งจ่ายบอลขึ้นหน้า แนวรับของคู่แข่งจะต้องมีช่องโหว่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อนำมาปะติดปะต่อกับช่องโหว่เหล่านั้น มูรินโญ่ก็เข้าใจถึงเจตนาที่แท้จริงเบื้องหลังการจ่ายบอลของฉู่เจิ้งในทันที
เพียงแต่ช่องโหว่เหล่านั้นจำเป็นต้องใช้ความสามารถในการจ่ายบอลขั้นสูงมากๆ และทักษะการใช้เท้าของฉู่เจิ้งก็ย่ำแย่เกินกว่าจะทำเช่นนั้นได้ ซึ่งนั่นได้บดบังพรสวรรค์อันน่าสะพรึงกลัวนี้เอาไว้
ต้องเข้าใจก่อนว่ามุมมองของนักเตะในสนามนั้นเป็นระนาบเดียวกัน ช่องโหว่บางจุดในแนวรับมักถูกบดบังด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น ระยะทาง สิ่งกีดขวาง และระยะเวลาที่มันปรากฏขึ้น ทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้ทั้งหมด
ในมุมมองของมูรินโญ่ ความน่ากลัวของพรสวรรค์ที่ฉู่เจิ้งมีก็คือ เขาดูเหมือนจะสามารถมองเห็นช่องโหว่เหล่านี้ได้จากทุกที่บนสนาม
หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนก็คงเหมือนกับพระเจ้าที่ทอดพระเนตรลงมายังโลกมนุษย์และมองเห็นทุกสรรพสิ่ง
หากลูกบอลถูกส่งไปยังช่องโหว่เหล่านั้นได้อย่างแม่นยำ แทบทุกการจ่ายบอลจะกลายเป็นการฉีกพื้นที่แนวรับของคู่แข่งเป็นชิ้นๆ
และการฉีกพื้นที่แนวรับได้ย่อมหมายถึงโอกาสในการทำประตูที่ยอดเยี่ยม!
น่าเสียดายที่ฉู่เจิ้งขาดความสามารถในการจ่ายบอลขั้นสูงที่จะส่งบอลไปยังจุดเหล่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น กองหน้าของทีมก็ยังไม่เก่งพอที่จะค้นพบช่องโหว่เหล่านี้ ทำให้ทุกการจ่ายบอลขึ้นหน้าของไอ้หนูนี่ดูเหมือนเป็นการสิ้นเปลืองและทิ้งขว้างการครองบอลไปอย่างเปล่าประโยชน์
สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับชุดความสามารถที่ครอบคลุม ทั้งเรื่องการจินตนาการโครงสร้างพื้นที่ มิติการมองสนาม และการอ่านเกมของนักเตะ
นี่คือพรสวรรค์ที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับนักฟุตบอลในโลกปัจจุบันเลยทีเดียว!
ไม่เพียงแค่นั้น มูรินโญ่ยังค้นพบจากในวิดีโอด้วยว่า ฉู่เจิ้งมีพรสวรรค์อันแข็งแกร่งอย่างมากในการยึดครองพื้นที่และสร้างพื้นที่ว่างให้กับเพื่อนร่วมทีม
ในเกมรับ เขามักจะโผล่มาอยู่ในจุดที่อันตรายที่สุดได้เสมอ
"ผมเสียใจจริงๆ ที่ไปดุด่าและกล่าวหาว่าชูเอาแต่ทำบอลเสียในระหว่างการแข่งขัน จนทำให้เขาไม่กล้าจ่ายบอลขึ้นหน้าอีกเลย ไม่อย่างนั้น ผมอาจจะค้นพบพรสวรรค์ของเขาได้เร็วกว่านี้!" นีล บาธ เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
ในอดีตเขามักจะสบถด่าด้วยคำว่า 'ไอ้งั่ง' หรือ 'ไอ้โง่' เวลาที่ฉู่เจิ้งจ่ายบอลขึ้นหน้าได้ย่ำแย่ แต่พอกลับมาดูตอนนี้แล้ว ไอ้งั่งและไอ้โง่คนนั้นก็คือตัวเขาเองต่างหาก
ตอนนั้นก็ใช่ว่าเจ้าหนูนั่นจะไม่ได้โต้แย้งอะไร แต่เขาไม่เคยเก็บเอามาใส่ใจ โดยคิดไปว่าฉู่เจิ้งก็แค่อยากจะหาข้ออ้างเพื่อให้พ้นจากการถูกดุด่าก็เท่านั้น
มูรินโญ่เองก็ส่ายหน้าและถอนหายใจเช่นกัน!
ในมุมมองของเขา การให้ฉู่เจิ้งเล่นเป็นเซ็นเตอร์แบ็กนั้นถือเป็นการเสียของอย่างยิ่ง ตำแหน่งที่เหมาะสมกับเจ้าหนูนี่อย่างแท้จริงคือกองกลางตัวรุกต่างหาก
ตอนนี้เขาเห็นด้วยกับคำพูดของนีล บาธ แล้วว่านี่คือพรสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่งจริงๆ
แม้ว่าทักษะการจ่ายบอลของเขาจะย่ำแย่เอามากๆ แล้วมันยังไงล่ะ? สิ่งนี้ไม่ใช่พรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ตราบใดที่นักเตะมีความขยันขันแข็งมากพอ มันก็สามารถฝึกฝนกันได้ภายในเวลาปีหรือสองปี
เมื่อบวกกับคุณสมบัติในเกมรับ ในท้ายที่สุดเขาจะกลายเป็นกองกลางตัวรุกสไตล์บ็อกซ์ทูบ็อกซ์ที่สมบูรณ์แบบ
แถมด้วยความเร็วที่มี เขายังสามารถเล่นในตำแหน่งปีกกึ่งกองหน้า ฟอลส์ไนน์ และตำแหน่งอื่นๆ ได้อีกด้วย
เมื่อนำมาผสานรวมกับพรสวรรค์อันเหนือชั้นของไอ้หนูนี่ มูรินโญ่แทบจะมองเห็นอนาคตเลยว่าเจ้าหนูนี่จะมีพลังในเกมรุกที่แข็งแกร่งโคตรๆ
แต่พอคิดได้ว่าฉู่เจิ้งถูกขายออกไปแล้ว มูรินโญ่ก็รู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ
แค่ปล่อยเดอ บรอยน์ไปเขาก็ช้ำใจมากพออยู่แล้ว นี่ยังจะมาประเคนเพชรเม็ดงามให้อีกทีมไปฟรีๆ อีก มันเจ็บปวดกระดองใจจริงๆ!
"เฮ้อ! ดูเหมือนว่าต่อจากนี้ไปฉันจะต้องให้ความสนใจกับพวกเด็กๆ ในอะคาเดมีให้มากขึ้นซะแล้ว!" ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัวของมูรินโญ่
ในขณะเดียวกัน ณ สโมสรเฟาเอฟแอล โวล์ฟสบวร์ก ที่ประเทศเยอรมนีอันห่างไกล การแข่งขันฝึกซ้อมภายในนัดแรกหลังจากรวมพลเตรียมทีมฤดูกาลใหม่ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
บนสนาม นักเตะทั้งสองทีมสวมเสื้อกั๊กสีแดงและสีเขียวตามลำดับ
เพื่อให้มั่นใจว่าความแข็งแกร่งของทีมจะสมดุลกัน สัดส่วนของผู้เล่นตัวจริงกับตัวสำรองในทีมสีแดงและสีเขียวจึงถูกจัดให้เป็นครึ่งต่อครึ่ง
ฉู่เจิ้งโชคดีพอที่ถูกจัดให้อยู่ในทีมสีเขียวร่วมกับเดอ บรอยน์ โดยจับคู่กับนัลโด้ ซึ่งเป็นเซ็นเตอร์แบ็กตัวจริงเสียงจริงในแผงแนวรับของทีม
แต่หลังจากเกมเริ่มขึ้น เนื่องจากเกมรุกของทีมเดอ บรอยน์ นั้นดุดันมาก ฉู่เจิ้งที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในแดนหลังจึงแทบจะไม่มีโอกาสได้โชว์ความสามารถในเกมรับ หรือแม้แต่ทักษะการใช้เท้าจ่ายบอลอันแสนห่วยแตกของเขาเลย
ข้างสนาม ดีเทอร์ เฮคกิง เห็นว่าฉู่เจิ้งนั้นนิ่งและเยือกเย็นมาก จังหวะเล่นเกมรับเพียงไม่กี่ครั้งของเขาก็ล้วนแต่เป็นการสกัดบอลออกจากพื้นที่อันตรายอย่างรวดเร็ว ทำเอาเขาพึงพอใจเป็นอย่างมาก
ตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กคือปราการด่านสุดท้ายก่อนจะถึงตัวผู้รักษาประตู หน้าที่หลักคือการเล่นเกมรับให้ดี รักษาตำแหน่ง และสกัดบอลให้ขาด ไม่เห็นจำเป็นต้องไปโชว์ทักษะการใช้เท้าบ้าบออะไรนั่น หรือเลี้ยงบอลฝ่าแนวรับเลย อย่างน้อยสำหรับเขา เกมรับของฉู่เจิ้งก็ถือว่าผ่านเกณฑ์
บนสนาม ทีมสีแดงเปิดฉากสวนกลับอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ทีมสีเขียวจ่ายบอลพลาดในพื้นที่แดนกลาง
"นัลโด้ เขาจะตัดเข้าใน!"
เมื่อเห็น อิวาน เปริซิช ควบตะบึงไปตามริมเส้นอย่างรวดเร็วหลังจากได้บอล ฉู่เจิ้งก็รีบขยับเข้าหาหัวกะโหลกทันที เพื่อบีบระยะห่างระหว่างเขากับนัลโด้ให้แคบลง พร้อมกับตะโกนเตือนนัลโด้เสียงหลง
นัลโด้เข้าใจภาษาอังกฤษ แต่เขาไม่คิดว่าฉู่เจิ้งจะพูดด้วยความมั่นใจขนาดนั้น เมื่อไม่มีเวลาให้คิด เขาจึงขยับตามไปที่พื้นที่ฮาล์ฟสเปซฝั่งขวา โดยตั้งใจจะบล็อกตำแหน่งสำคัญเอาไว้ก่อน
วินาทีต่อมา ขณะที่ ลุยซ์ กุสตาโว่ ถอยลงมาประจำตำแหน่งอย่างรวดเร็ว การยืนซ้อนตำแหน่งป้องกันแบบเหลื่อมกันของทั้งสองคนที่มีคนหนึ่งอยู่หน้าและอีกคนอยู่หลัง ก็ทำให้เปริซิชเสียจังหวะตัดเข้าในไปโดยปริยาย จนถูกบีบให้ต้องเลือกเลี้ยงบอลเลาะไปจนสุดเส้นหลังแทน
ในตอนนี้ ฉู่เจิ้งได้ถอยกลับมาอยู่ตรงกลางกรอบเขตโทษแล้ว ไม่เพียงแต่เขาสามารถตั้งแนวรับร่วมกับนัลโด้ที่กำลังคุมเสาแรกอยู่เท่านั้น แต่ยังชิงตำแหน่งที่ได้เปรียบ โดยสามารถตรึง นิคลาส เบนท์เนอร์ กองหน้าตัวเป้าของทีมสีแดงที่มีส่วนสูงถึง 193 เซนติเมตร และหนัก 85 กิโลกรัม ให้อยู่ด้านหลังเขาได้อีกด้วย
เช่นเดียวกับฉู่เจิ้ง เบนท์เนอร์คือผู้เล่นหน้าใหม่ที่เพิ่งย้ายมาจากอาร์เซนอลในปีนี้
เมื่อมองไปที่ฉู่เจิ้งซึ่งเตี้ยกว่าเขาเป็นคืบที่อยู่ตรงหน้า ริมฝีปากของเบนท์เนอร์ก็กระตุกยิ้มขึ้นมาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
เขามั่นใจว่าตัวเองจะสามารถบดขยี้ฉู่เจิ้งได้ทันทีที่บอลลอยมาถึง
ด้วยสรีระที่ผอมบางแห้งกรังราวกับไก่ป่วยแบบนี้ เขาเกรงว่าตัวเองอาจจะเผลอตบหมอนี่ตายคามือเลยด้วยซ้ำ
ไม่นานนัก เปริซิชก็สลัดหลุดจากการประกบของ เซบาสเตียน ยุง ฟูลแบ็กของทีม และเปิดบอลพุ่งตรงเข้ามา
เมื่อเห็นลูกบอลลอยเข้ามา เบนท์เนอร์ก็ลดจุดศูนย์ถ่วงลง และจู่ๆ ก็กระแทกใส่ฉู่เจิ้งอย่างแรง
ถึงแม้ฉู่เจิ้งจะเตรียมตัวรับแรงปะทะเอาไว้แล้ว แต่เขาก็ยังยืนหยัดไม่อยู่จนเซถลาไปข้างหน้า
ภาพเหตุการณ์นี้ทำเอาดีเทอร์ เฮคกิงและเอ็ดดี้ที่อยู่ข้างสนามถึงกับส่ายหน้า
"ให้ตายสิ!!!"
อย่างไรก็ตาม ในวินาทีต่อมา เฮคกิงและเอ็ดดี้ก็สบถออกมาพร้อมกัน สายตาของพวกเขากำลังจับจ้องอย่างไม่วางตา
บนสนาม ฉู่เจิ้งที่อยู่ในกรอบเขตโทษเสียจังหวะไปก่อนแต่วิ่งตามมาทัน กลับกระโดดลอยตัวถอยหลังขึ้นไปในอากาศ ถึงแม้เขาจะสูงเพียง 182 เซนติเมตร แต่เขากลับลอยตัวอยู่สูงกว่าเบนท์เนอร์เจ้าของความสูง 192 เซนติเมตรที่มีทักษะการกระโดดอันยอดเยี่ยมถึงครึ่งศีรษะเต็มๆ ก่อนจะโหม่งสกัดบอลออกหลังไปได้โดยตรง
ทันทีที่เบนท์เนอร์ทิ้งตัวลงสู่พื้น เขามองแผ่นหลังที่ค่อนข้างผอมบางตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง
"ภาพลวงตา! มันต้องเป็นภาพลวงตาแน่ๆ!" เบนท์เนอร์ส่ายหน้าหลังจากลงสู่พื้น
พลังการกระโดดที่เหมือนติดสปริงและความสามารถในการลอยตัวค้างในอากาศ ทำเอาภาพของปีศาจชาวโปรตุเกสผู้เคยสวมเสื้อหมายเลข 7 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แวบเข้ามาในหัวของเขา
"ยอดเยี่ยมมากชู! นายทำเอาฉันเซอร์ไพรส์จริงๆ!"
นัลโด้เก็บสายตาที่มองราวกับเห็นสัตว์ประหลาดกลับไป ก่อนจะพุ่งเข้าไปกอดฉู่เจิ้งและขยี้หัวเขาอย่างแรง
เมื่อครู่นี้นัลโด้แอบสิ้นหวังไปแล้ว เพราะความแตกต่างด้านสรีระและส่วนสูงระหว่างฉู่เจิ้งกับเบนท์เนอร์นั้นชัดเจนเกินไป
แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ เขาไม่คาดคิดเลยว่าเจ้าหนูที่เพิ่งย้ายมาได้ไม่นานคนนี้จะมอบบิ๊กเซอร์ไพรส์ให้กับเขา
ความสามารถในการลอยตัวค้างในอากาศและการกระโดดแบบนี้มันบั๊กของเกมชัดๆ!
"เฮ้! ชู ทำได้ดีมาก!"
"ยอดเยี่ยมไปเลย!"
"..."
เมื่อเผชิญกับการยกนิ้วโป้งชื่นชมจาก จูเนียร์ มาลันด้า, ลุยซ์ กุสตาโว่ และคนอื่นๆ ฉู่เจิ้งที่ยิ้มกว้างแม้จะไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่เขาก็น้อมรับมันเอาไว้อย่างเยือกเย็น
การใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศมาหลายปี ทำให้ฉู่เจิ้งได้เรียนรู้วิธีการวางตัวในต่างแดนไปด้วย นั่นคือจงยอมรับคำชมเหล่านั้นเสีย การมัวแต่ถ่อมตัวมีแต่จะทำให้พวกฝรั่งหน้าตาน้ำข้าวเหล่านี้มองข้ามหัวคุณเปล่าๆ
นอกสนาม เฮคกิงและเอ็ดดี้ก็ปรบมือให้เช่นกัน
"บางทีเชลซีอาจจะส่งของขวัญชิ้นโบแดงมาให้เราจริงๆ ก็ได้นะ!" รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฮคกิง
ฉู่เจิ้งประสบความสำเร็จในการสร้างความประทับใจให้กับเขาอย่างลึกซึ้ง
สำหรับเฮคกิงแล้ว เขามีมาตรฐานข้อมูลในการประเมินนักเตะที่ผ่านเกณฑ์ของเขาเอง
"การยืนตำแหน่งเยี่ยมมาก ความคิดในการเล่นเกมรับก็ชัดเจน!" เฮคกิงที่เป็นคนพูดน้อยเอ่ยปากวิจารณ์ขึ้นมาอีกครั้ง
การเล่นเกมรับของฉู่เจิ้งในครั้งนี้ รวมถึงการขยับเข้าหาหัวกะโหลกก่อนหน้านี้ สะท้อนให้เห็นถึงสัญชาตญาณอันเฉียบคมในเกมรับและความสามารถในการอ่านเกมของเขา
สองจุดนี้สร้างความประหลาดใจให้กับเฮคกิงเป็นอย่างมาก เขาไม่ได้เห็นผู้เล่นแนวรับดาวรุ่งที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งนักสู้เช่นนี้ในบุนเดสลีกามาหลายปีแล้ว
"คุณพลาดไปจุดหนึ่งนะ!" เอ็ดดี้ยิ้ม "ชูยังสามารถประสานงานกับนัลโด้ได้ด้วย เมื่อกี้เห็นได้ชัดว่านัลโด้ตอบสนองไม่ทันและไม่รู้ตัวถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น ถ้าเขาช้าไปกว่านี้อีกนิด เปริซิชก็คงจะตัดเข้าในสำเร็จไปแล้ว และมันก็คงสายเกินไปที่จะรอให้กุสตาโว่ถอยกลับมาช่วยทัน!"
เฮคกิงพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
เซ็นเตอร์แบ็กคือผู้เล่นที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลที่สุดในสนามรองจากผู้รักษาประตู
แต่การมีแค่วิสัยทัศน์อย่างเดียวยังไม่พอ เขาจำเป็นต้องสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีมให้ทันท่วงทีเพื่อช่วยเติมเต็มเกมรุกและเกมรับให้สมบูรณ์ ซึ่งฉู่เจิ้งทำเรื่องนี้ได้ดีเยี่ยม
"ไอ้หนู แกควรจะภูมิใจนะที่สามารถป้องกันคนเก่งๆ อย่างอิบราฮิโมวิชได้!"
ขณะที่ฉู่เจิ้งกำลังจัดระเบียบเกมรับร่วมกับนัลโด้อยู่ที่หน้าปากประตู จู่ๆ เบนท์เนอร์ที่อยู่เยื้องไปทางซ้ายของเขาก็หันหน้ามาพูดประโยคนี้ด้วยท่าทางเชิดหน้าชูตา ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างโอหัง
ฉู่เจิ้งรู้สึกขำก๊าก!
ในฐานะแฟนบอลตัวยงในชาติที่แล้ว มีหรือที่เขาจะไม่รู้จักจอมขี้โม้ผู้สถาปนาตัวเองเป็นจักรพรรดิอย่าง นิคลาส เบนท์เนอร์ คนนี้?
ในสายตาของฉู่เจิ้ง นิสัยของหมอนี่เทียบชั้นได้กับ มาริโอ บาโลเตลลี่ เลยทีเดียว
สมัยยังเป็นนักเตะเยาวชน หมอนี่ถึงกับไปแอบในห้องน้ำหญิงเพื่อหลบเรียนวิชาสามัญ นี่มันเรื่องที่คนปกติเขาทำกันที่ไหนล่ะ?
พลาดโอกาสทำประตูโล่งๆ ถึงสามครั้งสามครา!
"ฉันสามารถก้าวข้ามอิบราฮิโมวิช และทำให้อาร์เซนอลแข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้!"
ความสามารถในการคว้าโอกาสทำประตูนั้นเปรียบเสมือนดรรชนีหกชีพจรของต้วนอวี้ ที่บทจะดีก็ดีใจหาย บทจะบอดก็บอดดื้อๆ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เขาเคยลั่นวาจาเอาไว้ รวมถึงเป็นสิ่งที่แฟนบอลและสื่อทั้งในและต่างประเทศใช้ประเมินตัวเขา
เพียงแต่สมองของหมอนี่ไม่ได้พังทลายไปเสียทั้งหมดหรอก แค่บางครั้งมันก็รวนๆ ไปบ้างเท่านั้นเอง
แต่ขณะที่รอยยิ้มกำลังผุดขึ้นบนแก้มของฉู่เจิ้ง ในระยะสายตาของเขา ชิ้นส่วนสีเหลืองอ่อนรูปร่างบิดเบี้ยวซึ่งถูกล้อมรอบด้วยแสงออร่าสีเหลืองจางๆ ก็เด้งออกมาจากกระหม่อมของเบนท์เนอร์ที่เพิ่งพูดจบอย่างกะทันหัน ก่อนจะร่วงหล่นลงบนพื้นหญ้าเป็นแนววิถีโค้งพาราโบลา
ฉู่เจิ้งก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว และชิ้นส่วนนั้นก็ลอยเข้ามาหาเขาโดยอัตโนมัติทันที
เมื่อมองดูใกล้ๆ :
[ความยางอาย]
(⊙﹏⊙) แก้มของฉู่เจิ้งกระตุกยิกๆ
ให้ตายเถอะ คนไม่เต็มเต็งก็มักจะดรอปชิ้นส่วนที่ไม่เต็มเต็งออกมาจริงๆ ด้วย!
นี่คือผลพลอยได้สำหรับฉู่เจิ้ง ผู้ซึ่งได้กลับมาใช้ชีวิตในร่างวัยหนุ่มอีกครั้งเป็นชาติที่สอง!
ฉู่เจิ้งศึกษาเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก เขามั่นใจว่าสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่เรียกกันว่าระบบอย่างแน่นอน
แต่มันเหมือนกับเกมจำพวกหนึ่ง ที่สามารถดรอปชิ้นส่วนบางอย่างออกมาจากสรรพสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ได้
แน่นอนว่ามันจะมีประโยชน์จริงจังหรือไม่นั้น ฉู่เจิ้งก็ไม่รู้เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นสิ่งที่หมอนิคลาส เบนท์เนอร์ ดรอปออกมาเมื่อกี้ก็คือ 'ความยางอาย' ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างนั้นล้วนเกิดจากการสุ่ม
นอกจากชิ้นส่วนไร้สาระพวกนี้แล้ว มันก็ยังมีลูกแก้วพรสวรรค์สีต่างๆ ดรอปออกมาด้วย
เพียงแค่อัตราการดรอปของมันนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินไปสักหน่อย!
ฉู่เจิ้งต้องใช้เวลาถึงสิบหกปีในการรวบรวมลูกแก้วพรสวรรค์ให้ครบ 100 ลูกเพื่อกดใช้งาน จากนั้นระบบก็จะสุ่มปลดล็อกพรสวรรค์ที่สมบูรณ์แบบซึ่งเหมาะสมกับสภาพร่างกายของเขาขึ้นมาให้
พรสวรรค์นี้มีชื่อว่า [ความตื่นตัวขั้นสุดยอด]
พรสวรรค์นี้ช่วยให้ฉู่เจิ้งมีสัมผัสที่เฉียบคมต่อสถานการณ์อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น
ฉู่เจิ้งรู้สึกว่ามันคล้ายคลึงกับสัมผัสที่หกของมนุษย์เอามากๆ
แน่นอนว่าในบางครั้งบนสนามแข่งขันที่สถานการณ์พลิกผันอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกนี้ก็อาจเกิดความผิดพลาดจนตามเกมไม่ทันได้เช่นกัน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉู่เจิ้งเอาแต่ทุ่มเทขัดเกลาพรสวรรค์นี้มาโดยตลอด
เพราะหลังจากที่ปลดล็อกพรสวรรค์แล้ว เขายังจำเป็นต้องแลกมันมาด้วยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง
การที่ฉู่เจิ้งกลายเป็นนักเตะที่พัฒนาแบบสุดโต่งไปทางเดียว คือเป็นดั่งก้อนหินไร้ค่าในเกมรุก แต่กลับเป็นทองคำล้ำค่าในเกมรับ นั่นก็เป็นเพราะเขาเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการปั้นพรสวรรค์นี้อย่างหนักมาตลอดหลายปีนี้นี่เอง
โชคดีที่เมื่อเดือนก่อน ในที่สุดฉู่เจิ้งก็สามารถขัดเกลาพรสวรรค์นี้จนเต็ม 100% ได้สำเร็จ และกำลังเตรียมตัวที่จะระเบิดฟอร์มโชว์พลังให้โลกประจักษ์ แต่ใครจะไปคาดคิดว่าแค่เผลอหันหลังแป๊บเดียว เขากลับโดนขายทิ้งซะงั้น บัดซบเอ๊ย!
ท้ายที่สุดแล้ว ความยางอายที่เบนท์เนอร์ดรอปไว้ก็ถูกฉู่เจิ้งโยนกลับคืนไป เขาหยิบมันขึ้นมาก็จริงแต่ไม่ได้เก็บมันเอาไว้
ในฐานะเพื่อนร่วมทีม เขาไม่อาจทนดูเพื่อนร่วมทีมสูญเสียความยางอายไปแล้วทำเป็นเมินเฉยไม่รู้ไม่ชี้ได้หรอก
นิยายเรื่องใหม่ ต้นกล้าต้นน้อยๆ ต้นนี้ ขอความกรุณาเพื่อนนักอ่านทุกคนช่วยสนับสนุนด้วยนะครับ