- หน้าแรก
- จินตนาการสรรค์สร้าง มหาเวทสูตรโกงไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 31 ข้ากำลังศึกษาค้อนบ้าอะไรอยู่เนี่ย!
บทที่ 31 ข้ากำลังศึกษาค้อนบ้าอะไรอยู่เนี่ย!
บทที่ 31 ข้ากำลังศึกษาค้อนบ้าอะไรอยู่เนี่ย!
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครดึงมันขึ้นมาได้ เย่เกอก็ก้าวไปข้างหน้าเพื่อขอลองบ้าง เขารวบรวมพละกำลังทั้งหมดแล้วใช้สองมือจับด้ามค้อนเอาไว้แน่น
"ขึ้นมาสิวะ!" เย่เกอคำรามพร้อมกับออกแรงดึงอย่างสุดกำลัง
วินาทีต่อมา เย่เกอก็กระเด็นหงายหลังไปอย่างมึนงง โดยที่ในมือยังคงกำค้อนด้ามนั้นไว้แน่น
บ้าเอ๊ย ไหนบอกว่าดึงไม่ขึ้นไงล่ะ นี่หรือที่เรียกว่าดึงไม่ขึ้น มันออกจะเบาหวิวขนาดนี้
เย่เกอทุ่มสุดตัวเพื่อออกแรงดึง แต่ค้อนกลับเบาหวิว ซึ่งนั่นทำให้เขาเสียหลักและหงายหลังกระเด็นไปไกลกว่า 10 เมตร
ร่างของเขาร่วงกระแทกพื้นอย่างจัง
ผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งห้าคนอ้าปากค้างและเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ชายคนที่อธิบายเรื่องราวให้ฟังก่อนหน้านี้ถึงกับขยี้ตาตัวเองด้วยสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ
"ไม่ผิดแน่! เขาดึงค้อนนั่นขึ้นมาได้จริงๆ นี่ไม่ได้หมายความว่าคนผู้นี้มีศักยภาพพอที่จะบรรลุเป็นเซียนหรอกหรือ!"
"สวรรค์! ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ทั้งสำนักเมฆาหมอกจะต้องบ้าคลั่งแน่ๆ"
เย่เกอตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกปวดระบมไปทั้งตัว
บัดซบ ถ้ารู้ว่าดึงขึ้นมาได้ ข้าจะไม่มีทางทำต่อหน้าพวกเขาสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาด!
ในเมื่อมีคนรู้แล้ว ข้าจะทำตัวไม่ให้เป็นจุดสนใจได้อย่างไรกัน ถ้าข้าตกเป็นเป้าหมายของคนที่มีเจตนาร้ายขึ้นมาจะทำอย่างไรล่ะ
ข้าควรจะฆ่าปิดปากพวกเขาดีไหมเนี่ย
หลังจากคิดดูแล้ว เขาก็ล้มเลิกความตั้งใจนั้น โชคดีที่เขาสวมหน้ากากอยู่ จึงไม่มีใครจำหน้าเขาได้
"ศิษย์พี่ ข้าเป็นคนชอบทำตัวสันโดษ ได้โปรดอย่าแพร่งพรายเรื่องที่ข้าเป็นคนดึงค้อนขึ้นมาเลยนะขอรับ"
เย่เกอหยิบยาเม็ดรวบรวมลมปราณที่มีลวดลายโอสถสองเส้นออกมา 20 ขวดแล้วมอบให้ทั้งห้าคน
เมื่อทั้งห้ารับไปและเปิดออกดูก็พบว่ามันคือยาเม็ดรวบรวมลมปราณลวดลายโอสถสองเส้นจริงๆ พวกเขาก็ยิ้มแก้มปริด้วยความดีใจ
พวกเขารับปากว่าจะไม่พูดเรื่องนี้เด็ดขาด หากตำนานเป็นจริง อีกฝ่ายก็คือผู้ที่สามารถบรรลุเป็นเซียนได้เชียวนะ
ถ้าเกิดไปล่วงเกินเขาเข้า พวกเขาจะต้องเดือดร้อนในภายหลังเป็นแน่
ดังนั้นพวกเขาจึงตอบตกลง
เย่เกอต้องการเก็บค้อน แต่กลับพบว่ามันใส่เข้าไปในถุงเก็บของไม่ได้ เขาจึงลองใส่มันเข้าไปในช่องเก็บของของระบบแทน
ครั้งนี้เขาทำสำเร็จ แต่เขายังไม่มีเวลาตรวจสอบคุณสมบัติของมัน
หลังจากบอกลากลุ่มคนเหล่านั้น เขาก็รีบวิ่งหนีออกมาทันที ระหว่างทางเขาวิ่งอ้อมไปมาอยู่หลายรอบแล้วจึงถอดหน้ากากออก
เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครตามมา เขาถึงได้เดินทางกลับเรือนพักของตนเอง
ว่านหลิงเอ๋อร์และไป๋ซีเหยายังไม่กลับมา
เย่เกอวิ่งตรงเข้าไปในห้องลับสำหรับฝึกตนทันที
หลังจากเปิดใช้งานค่ายกลป้องกันของห้องลับแล้ว เขาก็ทรุดตัวลงนอนแผ่หราอยู่บนพื้น
"จบกัน จบกัน จบกัน งานนี้ข้าดังเป็นพลุแตกแน่ อีกไม่กี่วันคนทั้งสำนักจะต้องรู้เรื่องที่มีคนดึงค้อนนั่นได้"
เขาไม่เชื่อหรอกว่าคนพวกนั้นจะเก็บความลับได้ การมอบยาเม็ดให้พวกเขาก็แค่เพื่อถ่วงเวลาเอาไว้ก่อนเท่านั้น
อย่างน้อยพวกเขาก็คงไม่เอาเรื่องนี้ไปพูดทันที
โชคดีที่เย่เกอสวมหน้ากากอยู่ จึงไม่มีใครรู้หน้าตาที่แท้จริงของเขา ต่อให้เรื่องราวมันจะวุ่นวายแค่ไหน เขาก็ไม่กลัว อย่างเลวร้ายที่สุดก็แค่เลิกใส่หน้ากากในวันข้างหน้าก็เท่านั้น
หลังจากผ่านไปพักใหญ่ เย่เกอก็สงบสติอารมณ์ลงและเปิดช่องเก็บของที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่มองเห็น
เขาค้นหาค้อนและตรวจสอบคุณสมบัติของมัน
ค้อนก่อตั้งรากฐาน หลอมสร้างขึ้นโดยผู้มีพลังอำนาจยิ่งใหญ่ ไม่ทราบสรรพคุณงั้นหรือ?
"แค่นี้เนี่ยนะ! นี่มันจะขอไปทีเกินไปแล้ว! ท่านระบบผู้ยิ่งใหญ่ ท่านอธิบายให้ละเอียดกว่านี้ไม่ได้หรือ" เย่เกอร้องขอ
ระบบตอบกลับว่า "ก็ทำได้แค่นี้แหละ มันน่าจะถูกหลอมสร้างขึ้นโดยผู้ที่มีพลังอำนาจเหนือธรรมดา ไม่สามารถระบุระดับได้ แกต้องไปศึกษาเอาเอง!"
เย่เกอถึงกับพูดไม่ออก ระบบที่โคตรเจ๋งอย่างแกก็ยังดูไม่ออกงั้นหรือ
ข้ากำลังศึกษาค้อนบ้าอะไรอยู่เนี่ย! นี่ข้ากำลังศึกษาค้อนจริงๆ หรือนี่!
ในเมื่อตอนนี้เขามีของวิเศษก่อตั้งรากฐานแล้ว เย่เกอจึงตัดสินใจในทันทีว่าจะใช้มันเพื่อก่อตั้งรากฐานของตนเอง
นี่คือค้อนในตำนานที่สามารถทำให้คนบรรลุเป็นเซียนได้เชียวนะ!
ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เปล่งแสงออกมา แต่มีเพียงเขาเท่านั้นที่สามารถดึงมันขึ้นมาได้ ดังนั้นความเข้ากันได้จะต้องสูงมากแน่ๆ
ขั้นตอนแรกคือการหลอมของวิเศษชิ้นนี้ เย่เกอจึงหยดเลือดหยดหนึ่งลงไปบนนั้น
หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน เลือดนั้นก็ยังไม่ถูกดูดซับเข้าไป
เขาถอนหายใจ เป็นไปตามคาด มันไม่ได้ผล เขาเดาเอาไว้แล้วเชียว
มีเพียงผู้ที่อยู่ในขอบเขตก่อตั้งรากฐานเท่านั้นที่จะมีสัมผัสวิญญาณ ซึ่งเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการหลอมของวิเศษ ในเมื่อเย่เกอยังไม่มีสัมผัสวิญญาณ เขาจึงทำได้เพียงใช้พลังปราณวิญญาณของตัวเองหล่อเลี้ยงและหลอมมันเท่านั้น
แต่นี่คือวิธีที่โง่เง่าที่สุด
2 วันต่อมา เย่เกอตกอยู่ในความสิ้นหวัง เวลาผ่านไป 2 วันแล้ว แต่ค้อนนั้นไม่มีวี่แววว่าจะถูกหลอมได้เลยแม้แต่น้อย
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย นี่มันของวิเศษก่อตั้งรากฐานชัดๆ แต่มันกลับไม่สามารถหลอมได้ด้วยคนในขอบเขตรวบรวมลมปราณเนี่ยนะ ยอดฝีมือผู้มีพลังอำนาจที่เป็นอัจฉริยะคนนั้นมีกระบวนการคิดแบบไหนกันแน่
ในการก่อตั้งรากฐาน ผู้ฝึกตนจะต้องหลอมของวิเศษเสียก่อน จากนั้นของวิเศษก็จะหดตัวและกลายสภาพเป็นพลังงานที่จับต้องไม่ได้ ก่อนจะเข้าไปในจุดตันเถียน
ในเมื่อตอนนี้เขายังหลอมมันไม่ได้ แล้วเขาจะยัดค้อนอันเบ้อเริ่มแบบนี้เข้าไปในจุดตันเถียนอันเล็กจิ๋วได้อย่างไรกัน
หมดหนทางแก้!
เย่เกอถอนหายใจ ดูเหมือนว่าเขาจะถูกกำหนดมาให้ไม่มีวาสนาต่อค้อนด้ามนี้เสียแล้ว
ทว่ามันก็จับถนัดมือดี เขาจึงยัดมันเข้าไปในช่องเก็บของของระบบแล้วปล่อยให้ตัวเขาในแผนที่เอาไปเล่นแทน! เก็บไว้ในแผนที่ปลอดภัยกว่า จะได้ไม่ถูกใครจับได้ด้วย
ในเมื่อเขายังก่อตั้งรากฐานไม่ได้ เย่เกอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยุติการปิดประตูฝึกตน
เขาคาดว่าว่านหลิงเอ๋อร์น่าจะนำวัสดุเหล่านั้นไปแลกเปลี่ยนมาเรียบร้อยแล้ว
ทันทีที่เย่เกอออกจากห้องฝึกตน เขาก็ถูกสองสาวพบตัวในทันที
พวกนางพุ่งตัวเข้ามาหาเขาและลากเขาเข้าไปในห้องครัว
ไม่ต้องพูดให้มากความ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าพวกนางหมายถึงอะไร
เย่เกอเองก็หิวเหมือนกัน เขาจึงจุดเตาไฟและทำอาหารสวรรค์ออกมา 6 จาน
แถมยังมีราเมนอีก 1 หม้อที่ทำขึ้นมาโดยใช้หินวิญญาณระดับกลาง
หม้อนี้เขาเหลือไว้ให้ตัวเองกิน เพราะกลัวว่าจะไม่ได้กินของอร่อยๆ แบบนี้อีก
ทันทีที่อาหารเสร็จ สองสาวก็ลงมือกินทันที และเย่เกอก็เริ่มกินเช่นกัน
ตอนนี้เขาอยู่ในขอบเขตรวบรวมลมปราณระดับ 10 ขั้นกลางแล้ว และยังมีพื้นที่ให้พัฒนาได้อีก
อย่างไรก็ตาม มันก็แค่อาหารเพียงจานเดียวเท่านั้น
ในครั้งนี้ เมื่อได้กินอาหารสวรรค์ที่ทำจากหินวิญญาณระดับสูง เขาก็สามารถรับมือกับพลังของมันได้อย่างสบายๆ
ตัวเขาในแผนที่และร่างกายหลักของเขาช่วยกันดูดซับพลัง และความเร็วก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ
หลังจากกินเสร็จ เขาก็นั่งสมาธิต่ออีก 1 ชั่วโมง พลังงานก็ถูกดูดซับจนหมดเกลี้ยง และระดับพลังของเขาก็ก้าวเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมลมปราณระดับ 10 ขั้นสมบูรณ์แบบได้อย่างราบรื่น
เมื่อลืมตาขึ้น เขาก็พบว่าสองสาวยังคงนั่งอยู่ที่เดิม
ว่านหลิงเอ๋อร์เอ่ยถาม "ตอนที่เจ้าออกไปข้างนอกคราวนี้ เจ้าไปเจอวาสนาอะไรมางั้นหรือ ทำไมตอนนี้ข้าถึงมองไม่เห็นขอบเขตรวบรวมลมปราณของเจ้าอย่างชัดเจนล่ะ"
"กลิ่นอายของเจ้ายังคงอยู่ในขอบเขตรวบรวมลมปราณอย่างเห็นได้ชัด แต่มันกลับแข็งแกร่งกว่าขอบเขตรวบรวมลมปราณระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์แบบถึงกว่า 10 เท่าเชียวหรือ"
เย่เกอเล่าเรื่องที่เขาได้พบกับชายชราและการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตระดับ 10 ให้พวกนางฟัง แน่นอนว่าเขายังคงบอกไปว่าเขาไม่รู้ว่าตัวเองทะลวงผ่านมันมาได้อย่างไร
สีหน้าของว่านหลิงเอ๋อร์คล้ำลง นางไม่คิดเลยว่าเย่เกอเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด
ไป๋ซีเหยาเองก็มีแววตาที่ไม่เป็นมิตรเช่นกัน
"ชายชราผู้นั้นชื่ออะไร" ว่านหลิงเอ๋อร์ถาม
"ข้าไม่ได้ถาม ก็เลยไม่รู้ขอรับ เขาอาศัยอยู่ในลานเล็กๆ บนยอดเขา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากภูเขาก่อตั้งรากฐานเท่าไหร่นัก"
เย่เกอตอบตามความเป็นจริง
สีหน้าของว่านหลิงเอ๋อร์เปลี่ยนไป และไป๋ซีเหยาก็หันไปมองนางเช่นกัน
พวกนางเอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน "ท่านปู่" "ท่านปู่ของเจ้า"
เย่เกอถึงกับพูดไม่ออก เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลย! เขาเพิ่งจะได้พบกับว่าที่พ่อตาในอนาคตแค่ 2 ครั้ง และตอนนี้เขาก็ได้เจอกับท่านปู่ของนางอีกแล้ว
หรือว่านี่จะเป็นพรหมลิขิตจริงๆ!
ข้าถูกลิขิตมาให้แต่งงานกับนางสินะ!
ว่านหลิงเอ๋อร์มองเย่เกอด้วยความประหลาดใจ ใบหน้าของนางแดงระเรื่อขณะเอ่ยถาม "แล้วท่านปู่มีท่าทีอย่างไรต่อเจ้าบ้าง"
"ดีมากเลยล่ะขอรับ! ท่านปู่อยากรั้งข้าไว้กินมื้อค่ำใจแทบขาด พวกเราดื่มสุราวิญญาณและกินอาหารสวรรค์ด้วยกัน พวกเราคุยกันถูกคอมาก ความรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนกันทั้งที่อายุต่างกันมากเลยขอรับ!"
เย่เกอนึกย้อนไปถึงบทสนทนาของพวกเขา พวกเขาเข้ากันได้ดีจริงๆ และชายชราผู้นั้นก็ไม่มีเจตนาร้ายอะไร
ก็แค่ตาเฒ่านั่นมีลูกไม้แพรวพราวไปหน่อยเท่านั้นเอง
"จบกัน เจ้าเอาไก่ย่างให้ท่านปู่ของข้ากินแบบนี้ หลังจากนี้เรือนของเราคงไม่มีวันสงบสุขอีกแล้ว"
ว่านหลิงเอ๋อร์กุมขมับขณะกล่าว
"เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ" เย่เกอถามอย่างงุนงง
"ท่านปู่ของข้าก็เป็นคนตะกละเหมือนกัน ท่านชอบดื่มสุราและกินอาหารรสเลิศเป็นที่สุด ทุกๆ ไม่กี่วัน ท่านมักจะให้ท่านแม่ทำอาหารสวรรค์ให้กินอยู่เสมอ"
"อาหารที่เจ้าทำรสชาติดีกว่าฝีมือท่านแม่ตั้งเยอะ อาหารสวรรค์ทั่วไปไม่มีประโยชน์กับท่านปู่หรอก ท่านให้ความสำคัญกับรสชาติมากกว่า"
"ดังนั้น ต่อจากนี้ไป ก็จะมีคนมากินข้าวฟรีบ้านเราเพิ่มอีกคนนึงไงล่ะ!"
ว่านหลิงเอ๋อร์ถอนหายใจ เดิมทีนางวางแผนที่จะแอบกินแบบเงียบๆ ไปสัก 2-3 ปี ด้วยความเร็วในการฝึกตนของนางที่พุ่งกระฉูดราวกับติดจรวด
เพื่อที่จะได้เซอร์ไพรส์ท่านพ่อท่านแม่ของนาง
แต่ตอนนี้มีท่านปู่เพิ่มเข้ามาอีกคน ไม่ช้าก็เร็วเรื่องนี้ก็ต้องแดงขึ้นมาอยู่ดี
เย่เกอไม่ได้ใส่ใจอะไร ก็แค่มีตะเกียบเพิ่มมาอีกคู่เดียวเท่านั้นเอง
เขาขอหินวิญญาณระดับสูงจากว่านหลิงเอ๋อร์มาจำนวนหนึ่ง
เขาลงมือทำอาหารมากกว่า 100 จานรวดเดียวจบและให้นางเก็บมันเข้าไปในแหวนมิติของนาง
นอกจากนี้เขายังทำเผื่อตัวเองไว้อีกสิบกว่าจานเพื่อกันเหนียว
ของวิเศษประเภทเก็บของมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ทันทีที่นำอาหารใส่เข้าไป มันจะคงสภาพเดิมเหมือนตอนที่เพิ่งใส่เข้าไปเสมอ
ทำให้สามารถนำออกมากินแบบสดใหม่ได้ทุกที่ทุกเวลา
เขายังมอบไก่ย่างให้กับสองสาวอีกกว่า 100 ตัว ซึ่งมันมากพอให้พวกนางกินได้เป็นเดือน
เขาจำเป็นต้องปิดประตูฝึกตนเพื่อศึกษาวิธีการหลอมศาสตรา และเขาจะไม่ออกมาจนกว่าจะเข้าสู่ขอบเขตก่อตั้งรากฐาน