- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นยอดจอมยุทธ์อัจฉริยะ
- บทที่ 36 - ร่ำรวยในชั่วข้ามคืน
บทที่ 36 - ร่ำรวยในชั่วข้ามคืน
บทที่ 36 - ร่ำรวยในชั่วข้ามคืน
บทที่ 36 - ร่ำรวยในชั่วข้ามคืน
ถนนอันเงียบสงัด ลมหนาวพัดกรรโชก
เคร้ง!
เสียงกัมปนาทพลันระเบิดขึ้น กระบี่ในมือของเจ้าของแผงทั้งสองสั่นเทิ้มจนแทบจะจับไว้ไม่อยู่
เห็นเพียงร่างในชุดคลุมสีดำที่ถือดาบ แผ่ซ่านกลิ่นอายอันแกร่งกร้าวออกมา ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
วินาทีต่อมา พลังปราณอันยิ่งใหญ่ตระการตาก็พวยพุ่งออกจากร่างของเขา กลายเป็นความเจิดจรัสเพียงหนึ่งเดียวภายใต้ค่ำคืนอันมืดมิด ทั้งแหลมคมและแฝงไว้ด้วยความเหน็บหนาวจนแทงทะลุกระดูก
ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำให้ทั้งสามคนที่กำลังเตรียมจะรุมสังหารต่างพากันหนาวสะท้านไปทั้งร่าง
"ปราณดาบ!" เจ้าของแผงทั้งสองตกตะลึงพรึงเพริด น้ำเสียงสั่นเครือ
"แย่แล้ว นี่เจอของแข็งเข้าให้แล้ว ซวยประการแท้" ฝีเท้าของเจ้าของแผงที่ขายเคล็ดวิชาจิ้งชิวเริ่มถอยร่น
ในเวลานี้ รองหัวหน้าพรรคที่เดิมทีพุ่งเข้ามาด้วยท่วงท่าอันดุดัน พลันหยุดชะงักร่างลง และถอยกรูดไปเบื้องหลังอย่างรวดเร็วแทบจะเป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามสัญชาตญาณ
ที่ว่ามาไวไปไวนั้นเป็นเช่นไร ยอดฝีมือขั้นแปดผู้นี้เมื่อเห็นสถานการณ์พลิกผันอย่างกะทันหัน ก็คิดจะหลบหนีออกจากสมรภูมิกลับไปยังรังของตนโดยไม่คิดอาลัยอาวรณ์เลยแม้แต่น้อย
ทว่าปราณดาบเมื่อฟันออกมาย่อมสะท้านฟ้าสะเทือนดิน พริบตาเดียวก็พุ่งไกลนับร้อยก้าว ต่อให้รองหัวหน้าพรรคโลหิตผู้นี้จะหลบหนีได้รวดเร็วเพียงใด จะรวดเร็วไปกว่าปราณดาบได้อย่างไร
เคร้ง!
ความเหน็บหนาวคืบคลานเข้ามาใกล้ รองหัวหน้าพรรคจึงใช้พลังฝีมือสูงสุดเพื่อต้านทานในทันที
ในสายตาของเจียงผิง รอบกายของอีกฝ่ายถูกปกคลุมด้วยผิวหนังที่ดูโปร่งแสงราวกับคริสตัล คล้ายจะห่อหุ้มไว้อย่างมิดชิดและแข็งแกร่งจนไม่อาจทำลายได้
"หนังขั้นแปด ดาบกระบี่ฟันไม่เข้า!" เขาเลิกคิ้วขึ้น
อีกฝ่ายกำลังแสดงอานุภาพของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นแปดออกมา
ทว่า
ภายใต้การกวาดล้างของปราณดาบ ผิวหนังเหล็กกล้าที่ดูราวกับหยกงามชั้นดีนั้น กลับแตกร้าวในชั่วพริบตา
รองหัวหน้าพรรคโลหิตผู้นี้ไร้ซึ่งความเยือกเย็นดั่งเมื่อครู่ สีหน้าตื่นตระหนกตกใจ เอ่ยปากว่า "ข้าคือรองหัวหน้าพรรคโลหิต ไว้ชีวิตข้าเถิด แล้วข้าจะตอบแทนด้วยรางวัลอย่างงาม"
สิ่งที่ตอบรับเขาคือปราณดาบสี่ห้าสายที่โอบล้อมเข้ามา การโจมตียิ่งทวีความดุเดือด
ไม่ว่าผู้ฝึกยุทธ์ขั้นแปดผู้นี้จะหลบหลีกอย่างไร ก็ไม่อาจรวดเร็วและแยบคายไปกว่าปราณดาบได้
เพียงชั่วพริบตา คนผู้นี้ก็บาดเจ็บสาหัสทั่วร่าง ท่าทางราวกับชีวิตใกล้จะมอดม้วยเต็มที
ไม่ไกลออกไป เจียงผิงควบคุมปราณดาบพลางจ้องมองภาพนี้อย่างเย็นชา
ในเมื่อเลือกที่จะให้เขาเป็นเป้าหมายในการปล้นชิง ก็สมควรเตรียมใจที่จะถูกสังหารไว้ด้วย มาขอร้องอ้อนวอนเอาป่านนี้ ไม่สายเกินไปหน่อยหรือ
ส่วนลูกไม้ที่อ้างชื่อเสียงเรียงนามของตนเอง ล้วนเป็นพวกท่องยุทธภพด้วยกันทั้งนั้น อย่าได้ดิ้นรนให้เปล่าประโยชน์เลย
"อ๊าก---!"
ในเสียงร้องโหยหวนแฝงไว้ด้วยความรู้สึกสำนึกเสียใจ ในดวงตาของรองหัวหน้าพรรคเผยให้เห็นถึงความหวาดกลัวต่อความตาย อีกทั้งยังมีความเวทนาอ้อนวอนอยู่หลายส่วน
ทว่าเจียงผิงกลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ เมื่อเห็นยอดฝีมือขั้นแปดถูกเหยียบย่ำ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา
ปราณดาบนี้แข็งแกร่งดุดันไร้เปรียบเปรยจริงๆ หัวหน้าผู้คุ้มภัยเหลียงไม่ได้กล่าวเท็จเลย เมื่อปราณดาบถูกปล่อยออกไป ขั้นแปดก็สังหารได้!
เมื่อพลังชีวิตของรองหัวหน้าพรรคสูญสิ้นไปเกินกว่าครึ่ง เจียงผิงก็หันขวับไปมองเจ้าของแผงทั้งสอง ในแววตาอดไม่ได้ที่จะเผยความขบขันออกมาระคนหนึ่ง
เจ้าของแผงทั้งสองเหงื่อเย็นแตกพลั่ก ทว่ากลับไม่ฉวยโอกาสตอนที่เจียงผิงรับมือกับรองหัวหน้าพรรคหลบหนีไป
ไม่ใช่ไม่อยากหนี แต่หนีปราณดาบนี่ไม่พ้นต่างหาก!
ทั้งสองทอดถอนใจ ผู้ใดจะคาดคิดว่า เป้าหมายที่พวกเขาสุ่มเลือกมาในค่ำคืนนี้ กลับกลายเป็นพยัคฆ์ร้ายที่ครอบครองปราณดาบ
ด้วยระดับความแข็งแกร่งเช่นนี้ ด้วยเพลงดาบเช่นนี้ ในเมืองหยางย่อมต้องมีชื่อเสียงโด่งดัง แล้วเหตุใดต้องมาสวมชุดคลุมดำใส่หน้ากากปกปิดใบหน้าด้วยเล่า?
นี่มันหลอกลวงกันชัดๆ
"ผู้อาวุโส ท่านนี่จงใจล่อเหยื่อให้มาติดกับชัดๆ" เจ้าของแผงที่ขายเคล็ดวิชาจิ้งชิวเอ่ยอย่างท้อแท้ คิดว่าเจียงผิงจงใจทำเช่นนี้
"ผู้อาวุโสไว้ชีวิตด้วย ข้ายินดีมอบทรัพย์สินทั้งหมดที่หามาทั้งชีวิตให้แก่ท่าน" เจ้าของแผงอีกคนแสดงความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอดออกมา
ตูม!
เจียงผิงไม่ปริปากเอ่ยคำใด เพียงอยากจะจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุดเท่านั้น
ปราณดาบพุ่งทะลุร่างของทั้งสองในชั่วพริบตา ปิดฉากการต่อสู้ลง
"กำลังมีคนมา" ยามนี้ เจียงผิงได้ยินความเคลื่อนไหวจากแดนไกล สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเล็กน้อย
ทว่าเขาไม่ได้รีบร้อนจากไป กลับค้นหาข้าวของบนศพทั้งสามอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงใส่เกียร์สุนัขเร่งฝีเท้าหายตัวเข้าไปในความมืดมิดของค่ำคืน
เจียงผิงไม่ได้รั้งอยู่นาน และยิ่งไม่เสแสร้งทำเป็นผู้สัญจรผ่านไปมาเพื่อกลับไปดูที่เกิดเหตุ
เขาลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยอันเงียบสงัด เมื่อมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดสะกดรอยตามแล้ว จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
หลังจากเปลี่ยนกลับไปสวมชุดตามปกติ เจียงผิงก็มุ่งหน้ากลับไปยังสำนักคุ้มภัย
...
หลังจากนั้นไม่นาน
ถนนอันเงียบสงัดถูกย้อมด้วยแสงเพลิง ข้างศพทั้งสามปรากฏมือปราบจำนวนมากที่ถือคบเพลิงเดินเข้ามา
หลังจากที่มือปราบตรวจสอบอย่างคร่าวๆ แล้ว ก็รายงานต่อชายร่างใหญ่หน้าเหลี่ยมที่สวมชุดธรรมดาว่า "เรียนใต้เท้าจ้าว ยืนยันตัวตนของทั้งสามคนแล้วขอรับ สองคนเป็นโจรที่กำลังถูกประกาศจับ ส่วนอีกคนดูเหมือนจะเป็นรองหัวหน้าพรรคโลหิตขอรับ"
"โอ้?" ประกายความประหลาดใจวาบผ่านดวงตาของชายหน้าเหลี่ยม เขาเดินไปที่ศพของรองหัวหน้าพรรคในทันที
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็พยักหน้า "เป็นรองหัวหน้าพรรคโลหิตผู้นั้นจริงๆ"
"ฝีมือผู้ใดกัน?" ชายหน้าเหลี่ยมลอบคิดในใจ
รองหัวหน้าพรรคผู้นี้เป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นแปด ผู้ที่สามารถสังหารเขาได้ หากไม่ใช่ยอดฝีมือระดับแนวหน้าของขั้นแปด ก็ต้องเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ดแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ในเมืองหยาง ย่อมต้องก่อให้เกิดความฮือฮาอย่างแน่นอน
"หืม?" ยามนี้ มือปราบหลายคนที่กำลังตรวจดูศพ เมื่อสัมผัสโดนบาดแผลก็พากันหนาวสั่นสะท้าน สีหน้าแปรเปลี่ยนไปในทันที
"เกิดอันใดขึ้น?" นายทะเบียนจ้าวหันขวับไปมอง
"ใต้เท้า บาดแผลนี่เย็นเฉียบจนแทงทะลุกระดูกเลยขอรับ" มือปราบคนหนึ่งร้องอุทาน
"เย็นเฉียบจนแทงทะลุกระดูก?" นายทะเบียนจ้าวเลิกคิ้วขึ้น รีบเอื้อมมือไปสัมผัสบาดแผลของรองหัวหน้าพรรค ก่อนจะรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว เอ่ยเสียงต่ำว่า "ปราณดาบ หิมะโปรย จูเยว่แห่งสำนักคุ้มภัยซื่อไห่!"
คล้ายนึกสิ่งใดขึ้นได้ เขาวางมือลงบนบาดแผลอีกครั้ง ผ่านไปครู่หนึ่ง ชายร่างใหญ่ผู้นี้ก็ขมวดคิ้วแน่น "เพลงดาบหิมะโปรยของจูเยว่ผู้นั้นเกรงว่าจะบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว ไร้ผู้ต่อกรในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นแปด!!"
...
อีกด้านหนึ่ง
เมื่อเจียงผิงกลับมาถึงเรือนพักเดี่ยว เขาก็ปิดประตูหน้าต่างลงกลอนแน่นหนา จากนั้นก็ล้วงเอาข้าวของกองหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
เคร้ง!
เศษเงินร่วงหล่นลงบนโต๊ะส่งเสียงดังกังวาน เจียงผิงฟังแล้วรู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก
นี่คือของเชลยที่เขาได้มา เพียงแค่เศษเงินเหล่านี้ก็มีมากกว่าห้าสิบตำลึงแล้ว ซึ่งรวมถึงเงินที่เขาใช้ซื้อเคล็ดวิชาด้วย ถือว่า 'ได้ของที่สูญเสียไปกลับคืนมา'
แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่คุ้มค่าที่สุดในครั้งนี้
เจียงผิงนำตำราหลายเล่มวางเรียงรายลงบนโต๊ะ พร้อมกับตั๋วเงินใบละร้อยตำลึงอีกแปดใบ
ร่ำรวยในชั่วข้ามคืน!
หัวใจที่เต้นระทึก มือที่สั่นเทา และรอยยิ้มที่ไม่อาจหุบลงได้บนใบหน้า
ก่อนหน้านี้เจียงผิงยังกลุ้มใจเรื่องเงินทองอยู่เลย ใครจะคิดว่าการไปเยือนตลาดมืดเพียงครั้งเดียว กลับทำให้เขาได้เงินมาถึงแปดร้อยตำลึงเงิน
"มิน่าเล่าพวกโจรพวกนี้ถึงชอบปล้นฆ่าชิงทรัพย์ นี่ต่างหากเล่าการค้าที่ทำกำไรได้มากที่สุด!" เขายังอดหวั่นไหวไม่ได้ อยากจะไปเป็นโจรกับเขาบ้างแล้ว
แน่นอนว่า หวั่นไหวก็ส่วนหวั่นไหว เจียงผิงยังคงมีสติสัมปชัญญะดี พวกโจรไปที่ใดก็มีแต่คนรุมประณาม ตอนนี้ชีวิตของเขาก็ถือว่าสุขสบายดีอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีเงินก้อนนี้ เขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทองไปอีกนานแสนนาน
"เมื่อก่อนเคยเกือบจะสิ้นไร้ไม้ตอกเพราะเงินแค่แปดตำลึง ตอนนี้มีแปดร้อยตำลึงอยู่ในมือ วันคืนอันขัดสนคงจะผ่านพ้นไปแล้วล่ะ" เจียงผิงรู้สึกเหม่อลอยไปชั่วขณะ ความทรงจำอันแร้นแค้นในอดีตยังคงตราตรึงอยู่ในใจ
เขาเก็บตั๋วเงินกลับเข้าไปในอกเสื้อ แล้วเบนสายตาไปมองตำราบนโต๊ะ
เคล็ดวิชาขั้นแปดสองเล่ม เคล็ดวิชาจิ้งชิวและเคล็ดวิชาขั้นแปดของสำนักยุทธ์อีกแห่ง
"ฝึกเคล็ดวิชาจิ้งชิวเป็นหลัก ว่างๆ ค่อยเปิดอ่านอีกเล่มเพื่อเปรียบเทียบหาข้อบกพร่อง"
เมื่อวางหนังสือสองเล่มนั้นไว้ด้านข้าง เจียงผิงก็หยิบตำราอีกสามเล่มขึ้นมา
"เพลงกระบี่เฉิงเฟิง!"
เจียงผิงมองตำราเล่มหนึ่ง คิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อย เขาจำได้ว่า เพลงกระบี่นี้เป็นของสำนักคุ้มภัยเฉิงเฟิง ซึ่งเป็นศัตรูคู่อาฆาตของสำนักคุ้มภัยซื่อไห่ ผู้คุ้มภัยในสังกัดทุกคนล้วนฝึกจนมีประกายกระบี่ เพลงกระบี่อันรวดเร็วของพวกเขาเป็นที่เลื่องลือไปทั่วเมืองหยาง
"ไม่เลว" เขาพยักหน้าเล็กน้อย ลอบคิดในใจ "ครั้งนี้ข้าเผยเพลงดาบหิมะโปรยออกไป เกรงว่าหลังจากนี้คงมีคนสืบสาวราวเรื่อง แม้จะไม่สงสัยมาถึงตัวข้า แต่ก็คงทำให้สำนักคุ้มภัยเป็นที่จับตามอง ไม่แน่ว่าเบื้องบนอาจจะตรวจสอบกันเองด้วยซ้ำ"
"ดังนั้น วันข้างหน้าเวลาจะลงมือ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เพลงดาบนี้จะดีกว่า เพลงกระบี่นี้มาได้ทันเวลาพอดี ต่อไปก็ต้องพึ่งพามันแล้วล่ะ!"
"ใช้เพลงกระบี่เฉิงเฟิงรับศัตรู ต่อให้วันหน้าความแตก ก็ไม่มีทางสืบสาวมาถึงสำนักคุ้มภัยซื่อไห่ได้หรอก มีสำนักคุ้มภัยเฉิงเฟิงเป็นเป้าล่อดึงดูดความสนใจทั้งหมด หึหึ ข้านี่มันอัจฉริยะจริงๆ!"
(จบแล้ว)