- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นยอดจอมยุทธ์อัจฉริยะ
- บทที่ 33 - คลี่คลาย
บทที่ 33 - คลี่คลาย
บทที่ 33 - คลี่คลาย
บทที่ 33 - คลี่คลาย
ยามค่ำคืน แสงเทียนในเรือนสว่างไสว หลิ่วเหวินเซิงพร้อมด้วยคนอีกสองคนนำสุราอาหารมาหา ที่หน้าโต๊ะไม้ตัวเล็ก ทั้งสี่ร่วมดื่มร่ำสุราเสวนาเรื่องราวชีวิต เมื่อได้รู้ว่าเจียงผิงก็เริ่มฝึกวิชายืนปักหลักแล้ว พวกเขาก็ลอบอิจฉาอยู่ในใจ
"น่าเสียดายที่ข้าไม่มีพรสวรรค์เฉกเช่นสหายเจียง ภายหน้าหากอยากฝึกวิชายืนปักหลัก คงต้องเก็บหอมรอมริบเงินทองด้วยตนเอง" ซุนเจ็ดเริ่มมีอาการมึนเมา เอ่ยด้วยความอิจฉาและเจือความไม่ยินยอมพร้อมใจอยู่บ้าง
"อายุของเจ้ายังน้อยกว่าข้า ไม่ต้องเร่งร้อนไปหรอก ช่วงเวลาก่อนอายุสามสิบล้วนเป็นช่วงวัยทองคำ สามารถยกระดับความก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว" เจียงผิงเอ่ยปลอบใจ
"ใช่แล้ว อย่าเพิ่งมาท้อแท้เอาป่านนี้ ช่วงวัยทองคำคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการฝึกยุทธ์ พวกเราต้องขยันขันแข็งให้มาก มิเช่นนั้นหากเลยวัยสามสิบไปแล้ว การยกระดับฝีมือจะยากเย็นแสนเข็ญ" หลิ่วเหวินเซิงพยักหน้าเห็นด้วย
"อย่ามัวแต่พูดเรื่องหมดสนุกพวกนี้เลย มาเถิด พวกเราดื่ม วันนี้ถือเป็นการฉลองให้แก่สหายเจียง ที่ทั้งได้เป็นผู้คุ้มภัย ทั้งยังได้วิชายืนปักหลักมาครอบครอง" เฉียนเต๋อเล่อชูจอกสุราขึ้น เขาเริ่มมองโลกตามความเป็นจริงได้บ้างแล้ว รู้ซึ้งถึงความต้อยต่ำของตนเอง บัดนี้จึงมองโลกในแง่ดีอย่างยิ่ง แค่ได้เป็นผู้คุ้มภัยก็ถือว่าจุดธูปขอบคุณฟ้าดินแล้ว
"จริงสิ ข้าได้ยินมาว่าเจ้ากับสหายเก่าหมางเมินกัน เกิดอันใดขึ้นหรือ?" หลิ่วเหวินเซิงพลันหัวเราะร่วน อดไม่ได้ที่จะปรายตามองเจียงผิงแวบหนึ่ง
"เขาน่ะหรือ" เฉียนเต๋อเล่อทอดถอนใจ ปรายตามองเจียงผิงเช่นกัน เอ่ยว่า "เจ้านั่นมันทำตัวไม่เข้าท่าจริงๆ ช่างโง่เขลาและเจ้าคิดเจ้าแค้นนัก ตั้งแต่สหายเจียงย้ายออกจากหอพัก เขาก็ถือดีว่าสนิทสนมกับฟางหย่ง คอยหาเรื่องข่มเหงหลัวต้าหนิวกับพวกอยู่เสมอ คนเหล่านั้นก็โกรธแต่ไม่กล้าปริปาก"
เจียงผิงเลิกคิ้ว "หลัวเถี่ยเกินไม่ได้ห้ามปรามหรือ?"
หลัวเถี่ยเกินกับหลัวต้าหนิวเป็นคนบ้านเดียวกัน ความสัมพันธ์ก็ถือว่าใช้ได้
"ไม่เลย เขาเอาแต่ร่วมหัวจมท้ายเป็นพวกเดียวกับซุนเจิ้ง จะไปห้ามปรามได้อย่างไร บางครั้งยังร่วมผสมโรงวางอำนาจด้วยซ้ำ ข้าเคยทนดูไม่ไหวเลยเอ่ยปากตักเตือนไปสองสามประโยค ผลคือซุนเจิ้งนั่นกลับตั้งตนเป็นปรปักษ์และด่าทอข้าเสียอีก ช่างเนรคุณดั่งหมาป่าเสียจริง" เฉียนเต๋อเล่อส่ายหน้า แววตาสลับซับซ้อน
หลัวเถี่ยเกินนั่นเขาไม่ใส่ใจ ทว่าซุนเจิ้งเป็นสหายเก่า รู้จักกันมาเนิ่นนาน คล้ายกับว่าเพิ่งจะได้เห็นธาตุแท้ของอีกฝ่ายก็วันนี้เอง
"ก็แค่คนพาล จะไปเอ่ยถึงพวกมันทำไม มาเถิด พวกเราดื่ม" ซุนเจ็ดไม่สนใจเรื่องพรรค์นี้ เขามองไปสู่อนาคตเบื้องหน้ามากกว่า
"ดื่ม" เจียงผิงก็ไม่ได้กล่าวอันใดอีก เรื่องระหว่างเขากับซุนเจิ้งกลายเป็นอดีตไปแล้ว เขาจะไม่รื้อฟื้นขึ้นมาอีก ส่วนเรื่องอื่นเขาก็ไม่อยากใส่ใจ ตัวเขาเองยังไม่ได้เงินคืนเลย ย่อมมีเรื่องให้รำคาญใจอยู่บ้าง
จากนั้น ทั้งสี่ก็ชนจอกร่ำสุราอย่างเบิกบานใจ ไม่ให้บรรยากาศกร่อย พูดคุยกันถึงเรื่องอนาคต
ไม่นานนัก เจียงผิงก็เริ่มมึนเมาเล็กน้อย จึงเดินออกไปส่งสหายที่หน้าประตู
เมื่อกลับเข้ามา ความเมามายของเจียงผิงก็ค่อยๆ สร่างซาง แววตากลับมาสว่างใส อาศัยจังหวะที่ยังมีเรี่ยวแรงอยู่บ้าง ฝึกฝนวิชายืนปักหลักต่อไป
แม้จะเป็นอัจฉริยะ ก็สมควรทะนุถนอมช่วงวัยทองคำในการฝึกยุทธ์ เขาไม่ปรารถนาให้ตนเองต้องด่วนจากไปก่อนวัยอันควร หรือขาดช่วงในการพัฒนาฝีมือ
...
วันเวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว จนถึงวันที่นัดหมายกับผู้คุ้มภัยหวง
เป็นไปตามที่เจียงผิงคาดการณ์ไว้ เนื้อหลิงซีสองชั่งยังไม่ถูกส่งมา หวังเซิงจู้ผู้นั้นคงกะจะกินรวบเขาเป็นแน่
แต่เจียงผิงก็ไม่ใช่พวกที่ยอมอ่อนข้อให้ง่ายๆ ขนาดเรื่องที่สำนักยุทธ์จี๋เต้าหลอกลวงเขา เขาก็ยังจดจำฝังใจ เตรียมตัวจะ 'ตอบแทน' ในภายหน้า แล้วเขาจะไปกลัวเกรงคนผู้นี้ได้อย่างไร
เขาไม่หวั่นกลัวการถูกกลั่นแกล้งลับหลัง กลัวเพียงแต่เส้นทางวิถียุทธ์ของตนเองจะไม่ราบรื่นต่างหาก
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลังจากที่เจียงผิงฝึกวิชายืนปักหลัก ความก้าวหน้าก็พุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ความคืบหน้าในการฝึกฝนทะลุสี่ส่วนไปแล้ว ใกล้จะถึงขั้นสมบูรณ์เต็มที
ดังนั้นเขาจึงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ไม่เกรงกลัวปัญหา
เมื่อเจียงผิงพบกับผู้คุ้มภัยหวง เขาก็ชี้แจงสถานการณ์ให้ฟังทันที พร้อมทั้งเล่าเรื่องที่หวังเซิงจู้ประกาศชื่อแซ่ให้ฟังด้วย
พอหวงโหย่วเหรินได้ฟังก็ขมวดคิ้วแน่น โกรธจนควันออกหู "เจ้านี่มันช่างโง่เง่าตาบอดนัก แม้แต่เนื้อสองชั่งของผู้คุ้มภัยธรรมดาก็ยังจะยักยอก ทั้งยังทำอย่างโจ่งแจ้งปานนี้ นี่มันจะขัดสนเงินทองไปถึงไหนกันเชียว?"
"เจ้าอย่าเพิ่งใจร้อน เรื่องนี้ข้าจะไปรายงานต่อหัวหน้าผู้คุ้มภัยเหลียง จะต้องทวงคืนความยุติธรรมให้เจ้าอย่างแน่นอน" ผู้คุ้มภัยหวงเอ่ยปลอบเจียงผิง
"ผู้น้อยยังต้องรออีกหรือขอรับ?" เจียงผิงเอ่ยถาม
"ภายในสองวันต้องมีผลลัพธ์แน่นอน" ผู้คุ้มภัยหวงให้คำมั่นเป็นมั่นเป็นเหมาะ
"เช่นนั้นต้องรบกวนอาจารย์หวงแล้วขอรับ" เจียงผิงพยักหน้า จากนั้นเขาก็บบอกผู้คุ้มภัยหวงว่าตนเองทะลวงถึงขั้นที่ห้าแล้ว
ในเมื่อผู้คุ้มภัยหวงดูแลเอาใจใส่คนรุ่นหลังอย่างเขาถึงเพียงนี้ เขาก็สมควรแสดงฝีมือให้เห็นบ้าง จะได้ไม่ทำให้อีกฝ่ายผิดหวัง
และในขณะเดียวกัน ก็เพื่อเป็นหลักประกันให้ผู้คุ้มภัยหวงอุ่นใจ ว่าเขายังมีพรสวรรค์อยู่ ไม่หวั่นเกรงหวังเซิงจู้ผู้นั้น
"ดี ดี ดี!" เมื่อหวงโหย่วเหรินยืนยันพลังหมัดของเจียงผิงแล้ว ก็เอ่ยคำว่า 'ดี' ออกมาติดๆ กันสามครั้ง ยิ้มจนหุบปากไม่ลง กล่าวว่า "พรสวรรค์ของเจ้าแข็งแกร่งกว่าที่ข้าคิดไว้มากนัก เกรงว่าก่อนอายุสามสิบ คงก้าวขึ้นสู่ขั้นแปดได้อย่างมั่นคง แม้แต่ขั้นเจ็ดก็ยังมีความหวัง"
ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรในช่วงเริ่มต้น สามารถใช้ประเมินอนาคตได้คร่าวๆ
เวลาเพียงไม่ถึงสองเดือน เจียงผิงก็ทะลวงถึงขั้นที่ห้าได้สำเร็จ นับว่าแสดงฝีมือได้ไม่เลวเลยทีเดียว เทียบกับฟางหย่งแล้วก็ด้อยกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
"ภรรยาจ๋า ไปผัดเนื้อหลิงซีมาสักชั่งนึง แล้วก็เอาสุราชั้นดีที่ข้าเก็บสะสมไว้ออกมาด้วย วันนี้ข้าจะดื่มกับเสี่ยวเจียงให้เมามายกันไปข้าง" ผู้คุ้มภัยหวงหันไปสั่งภรรยาให้ไปทำกับข้าวทันที ส่วนเจียงผิงก็ทำได้เพียงยักไหล่ เขาไม่ได้ตั้งใจมากินข้าวฟรีเสียหน่อย
แน่นอนว่า เขารู้ดีว่าหลังจากการแสดงฝีมือในครั้งนี้ น้ำหนักของเขาในใจผู้คุ้มภัยหวงก็จะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น
...
สองวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ความคืบหน้าในการฝึกฝนของเจียงผิงรวดเร็วจนน่าใจหาย ทะลุครึ่งทางไปแล้ว ใกล้จะถึงเจ็ดส่วนเต็มที
อีกเพียงสามสี่วัน ย่อมต้องบรรลุขั้นสมบูรณ์แน่นอน
"ต้องยกความดีความชอบให้วิชายืนปักหลักจริงๆ หากข้าฝึกวิชานี้มาตั้งแต่ต้น ความเร็วในการฝึกคงน่าเหลือเชื่อแน่ๆ" เจียงผิงเอ่ยปากชม ในใจเบิกบานยิ่งนัก ยิ่งฝีมือสูงส่ง ความรู้สึกปลอดภัยก็ยิ่งเพิ่มพูน
และทรัพยากรที่ควรเป็นของเขาก็ถูกส่งคืนกลับมาแล้วเช่นกัน
ผู้คุ้มภัยหวงมาเยือนถึงเรือนหลังน้อยด้วยตนเอง หยิบเงินออกมาพลางกล่าวว่า "อยากกินเนื้อหลิงซีก็ไปซื้อที่โรงอาหารเอาเองเถิด กินเท่าไหร่ก็ซื้อเท่านั้น"
เจียงผิงมองเงินในมือของอีกฝ่าย ยังไม่รีบรับมา แต่กลับเอ่ยถามด้วยความสงสัย "เหตุใดจึงเป็นยี่สิบตำลึงล่ะขอรับ?"
"นี่คือบทลงโทษที่หัวหน้าผู้คุ้มภัยมีต่อหวังเซิงจู้ หากคนผู้นี้ไม่ใช่บุตรชายของหัวหน้าผู้คุ้มภัยหวัง บทลงโทษคงจะหนักหนากว่านี้ เจ้าจงรับไว้ให้สบายใจเถิด หวังเซิงจู้ไม่กล้ามาหาเรื่องเจ้าแล้ว หากมีเรื่องอันใดก็มาบอกข้าได้" ผู้คุ้มภัยหวงชี้แจงให้กระจ่าง หลังจากที่เขานำเรื่องการเลื่อนระดับของเจียงผิงไปแจ้งแก่หัวหน้าผู้คุ้มภัย อีกฝ่ายก็จัดการเรื่องนี้ให้ทันที ถือเป็นการแสดงออกว่าเล็งเห็นแววในตัวเจียงผิง
"เช่นนั้นต้องขอบพระคุณอาจารย์หวงและหัวหน้าผู้คุ้มภัยเหลียงมากขอรับ" หลังจากเจียงผิงรับเงินมาแล้ว ก็ประสานมือกล่าวขอบคุณ
ทว่ากลับเห็นผู้คุ้มภัยหวงถอนหายใจ กล่าวว่า "คนที่ทวงความยุติธรรมคืนให้เจ้าไม่ใช่หัวหน้าผู้คุ้มภัยเหลียงหรอก แต่เป็นหัวหน้าผู้คุ้มภัยอีกท่านหนึ่ง"
"หา?" เจียงผิงชะงักงัน
ไม่นาน หลังจากได้ฟังผู้คุ้มภัยหวงเล่า เขาก็เพิ่งรู้ว่า วันนั้นหวงโหย่วเหรินได้ชี้แจงสถานการณ์กับหัวหน้าผู้คุ้มภัยเหลียงแล้ว ทั้งยังเอ่ยถึงเรื่องที่เจียงผิงทะลวงจุดคอขวดด้วย
ทว่าจนถึงบ่ายวันนี้ กลับไม่มีผลลัพธ์ใดๆ ปรากฏ เห็นได้ชัดว่า หัวหน้าผู้คุ้มภัยเหลียงไม่ได้เลือกที่จะออกหน้าแทนเจียงผิง คงไม่อยากไปล่วงเกินหัวหน้าผู้คุ้มภัยหวังกระมัง
สุดท้ายก็เป็นผู้คุ้มภัยหวงที่ไปขอร้องหัวหน้าผู้คุ้มภัยอีกท่านหนึ่ง เรื่องนี้จึงได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว
"ทำให้ท่านอาจารย์หวงต้องลำบากแล้วขอรับ" แววตาเจียงผิงสลับซับซ้อนขณะเอ่ย
คิดไม่ถึงเลยว่า หัวหน้าผู้คุ้มภัยผู้มีพระคุณถ่ายทอดวิชาให้เขา กลับไม่ยอมออกหน้าให้ ทว่าหัวหน้าผู้คุ้มภัยอีกท่านที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน กลับยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
"เขาตั้งความหวังกับฟางหย่งไว้มากเกินไป ประกอบกับตนเองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ดังนั้นการกระทำจึงมีข้อควรระวังอยู่บ้าง อยากจะทุ่มเทแรงกายแรงใจปลุกปั้นฟางหย่งเพียงคนเดียว" ผู้คุ้มภัยหวงกล่าวเสริมอีกประโยค
"ผู้น้อยเข้าใจแล้วขอรับ" เจียงผิงพยักหน้า เขาไม่ได้โกรธแค้นอันใด การช่วยเหลือคือความมีน้ำใจ การไม่ช่วยก็เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เขาจะไม่เก็บมาผูกใจเจ็บอันใด
"หัวหน้าผู้คุ้มภัยที่ช่วยเจ้า แซ่จู เจ้าไม่ต้องจงใจไปขอเข้าพบหรอก วันหน้าหากบังเอิญพบเจอค่อยกล่าวขอบคุณสักคำก็พอ เขาไม่ชอบการประจบประแจงตีสนิทพวกนี้เท่าใดนัก" ผู้คุ้มภัยหวงเอ่ยสมทบ
ครู่ต่อมา หวงโหย่วเหรินก็จากไป เจียงผิงมองเงินในมือ แววตาเป็นประกายวูบวาบ
เคล็ดวิชาขั้นแปด สมควรหามาครอบครองได้แล้ว
(จบแล้ว)