- หน้าแรก
- มหาราชันกระบี่บรรพกาล
- บทที่ 8 - พลิกสถานการณ์สังหาร
บทที่ 8 - พลิกสถานการณ์สังหาร
บทที่ 8 - พลิกสถานการณ์สังหาร
บทที่ 8 - พลิกสถานการณ์สังหาร
ผ่านการฝึกฝนในเทือกเขาวายุทมิฬมาได้ระยะหนึ่ง ระดับการบ่มเพาะของฟางเฉินก็บรรลุถึงขอบเขตฝึกปราณขั้นที่สองจุดสูงสุดแล้ว การจะสังหารสัตว์อสูรระดับขอบเขตฝึกปราณขั้นที่สามระดับกลาง ย่อมสามารถทำได้อย่างง่ายดาย
ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน เขาสามารถพัฒนาจากไอ้สวะมาถึงระดับนี้ได้ ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า หัวใจสีทองนั้นมีประโยชน์ต่อเขามากเพียงใด
"หัวใจสีทอง..."
ฟางเฉินพึมพำกับตนเองอยู่ในใจ
เขาอยากจะเก็บซากเสือดาววายุเข้าไปในแหวนมิติ ทว่าน่าเสียดายที่แหวนมิติอัดแน่นไปด้วยซากสัตว์อสูรจนเต็มเอี้ยดแล้ว ไม่อาจยัดสิ่งใดเข้าไปได้อีก
"กลับไปคราวนี้ ต้องหาแหวนมิติวงที่ดีกว่านี้ให้ได้เลย" ฟางเฉินกล่าว
ขณะที่ฟางเฉินเตรียมตัวจะจากไป จู่ๆ ก็มีเสียงแหวกอากาศสองสายดังขึ้น
ฟางเฉินเงยหน้าขึ้นมอง และพบว่าเป็นศิษย์สายนอกของสำนักกระบี่ชิงเฟิงสองคน กำลังพุ่งทะยานตรงมาหาเขาด้วยท่าทีคุกคาม
"หลิวเฟิง เหวินอวี่"
ฟางเฉินจำทั้งสองคนได้ทันที
ฟิ้ว...
หลิวเฟิงและเหวินอวี่พุ่งเข้ามาดักหน้าฟางเฉินอย่างรวดเร็ว หลิวเฟิงจ้องมองฟางเฉินด้วยสายตาเย้ยหยัน พลางเอ่ย "ศิษย์น้องฟาง นึกไม่ถึงเลยว่าจะมาเจอเจ้าที่นี่"
ฟางเฉินไม่สนใจทั้งคู่ เขาหันหลังเตรียมจะเดินจากไป
นัยน์ตาของคนทั้งสองฉายแววจิตสังหารวูบหนึ่ง หลิวเฟิงจึงเอ่ยขึ้น "ศิษย์น้องฟาง จะรีบไปไหนเล่า"
ฟางเฉินได้ยินดังนั้นจึงหยุดฝีเท้า เอ่ยถาม "มีธุระอะไร?"
"ศิษย์พี่เวินส่งพวกเราสองคนมาหาเจ้า เพื่อมาทวงของชิ้นหนึ่ง" เหวินอวี่ ชายร่างท้วมตุ้ยนุ้ยกล่าว
"ของอะไร?"
เมื่อได้ยินชื่อเวินเจิ้งอวิ๋น ฟางเฉินก็ขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยถามกลับไป
"ทวง... ชีวิตของเจ้ายังไงล่ะ"
ใบหน้าของหลิวเฟิงเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม เขาจ้องมองฟางเฉินราวกับมองลูกแกะที่รอการเชือด
"ฟางเฉิน พวกเราตามหาเจ้ามาตั้งนาน ศิษย์พี่เวินสั่งให้เจ้าหลับไหลอยู่ในเทือกเขาวายุทมิฬแห่งนี้ตลอดกาล" เหวินอวี่กล่าวเสียงเย็น
ฟางเฉินรับฟังคำขู่ นัยน์ตาเย็นเยียบกวาดมองทั้งสองคน ก่อนจะเอ่ยขึ้น "สุนัขรับใช้ของเวินเจิ้งอวิ๋น"
"ฟางเฉิน เจ้าว่าไงนะ? ความตายมาเยือนถึงหน้าประตูบ้านแล้ว ยังกล้าปากดีอยู่อีกรึ?"
"ฟางเฉิน ถึงเจ้าจะปากเก่งแค่ไหน ก็ขัดขวางพวกเราไม่ได้หรอก วันนี้แหละคือวันตายของเจ้า" หลิวเฟิงกล่าว
หลิวเฟิงและเหวินอวี่ ล้วนเป็นศิษย์ขอบเขตฝึกปราณขั้นที่สามตอนต้น พวกเขาคิดว่าการสังหารฟางเฉินนั้น เป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
หารู้ไม่ว่า ฟางเฉินไม่ได้เห็นพวกเขาทั้งสองอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
"ถอนรากถอนโคน"
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของฟางเฉินทันที
"ในเมื่อพวกเจ้าต้องการชีวิตของข้า... งั้นก็ทิ้งชีวิตของพวกเจ้าไว้ที่นี่เสียเถอะ"
สิ้นคำพูดของฟางเฉิน กระบี่ยาวก็ปรากฏขึ้นในมือของเขาในพริบตา จากนั้นเขาก็ไม่ลังเลที่จะร่ายรำวิชากระบี่แสงทองออกไป
วิชากระบี่แสงทอง กระบวนท่าที่หนึ่ง!
ปัง ปัง ปัง...
เมื่อเห็นฟางเฉินเป็นฝ่ายลงมือก่อน หลิวเฟิงก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะ "ไอ้ขยะขอบเขตฝึกปราณขั้นที่สองตัวกระจ้อยร่อย ริอ่านจะมาลงมือกับพวกเรา รนหาที่ตายชัดๆ"
"เหวินอวี่ ให้โอกาสเจ้าจัดการมันซะ"
ฝีมือของหลิวเฟิงเหนือกว่าเหวินอวี่อยู่ขั้นหนึ่ง ดังนั้นเมื่อเห็นฟางเฉินบุกเข้ามา หลิวเฟิงจึงโยนหน้าที่ให้เหวินอวี่จัดการ
"ไอ้หนู ชาติหน้าเกิดใหม่ก็หัดลืมตาดูโลกให้กว้างๆ หน่อย คนที่ไม่ควรล่วงเกิน ก็อย่าได้บังอาจไปแหยม" เหวินอวี่ตวาดเสียงต่ำ ก่อนจะชักกระบี่ยาวออกมา
"วิชากระบี่วายุพลิ้ว"
เหวินอวี่ใช้วิชาระดับทั่วไปที่ตนฝึกฝนมา ทันใดนั้น บนท้องฟ้าก็ปรากฏประกายกระบี่สว่างวาบขึ้นมาสายหนึ่ง
ปัง ปัง ปัง...
ประกายกระบี่ทั้งสองสายปะทะกัน บังเกิดเสียงระเบิดดังกึกก้อง พริบตาต่อมา บนใบหน้าของเหวินอวี่ก็ปรากฏแววตื่นตะลึง
"เป็นไปได้อย่างไร?" เหวินอวี่ไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง
ฟางเฉินไปแอบฝึกวิชาที่แข็งแกร่งขนาดนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงขนาดรับมือวิชากระบี่วายุพลิ้วของเขาได้?
"นั่นมันวิชากระบี่แสงทองนี่ นึกไม่ถึงเลยว่าฟางเฉินจะเลือกฝึกวิชากระบี่แสงทอง หึ ช่างเป็นพวกกบในกะลาเสียจริง" หลิวเฟิงที่ยืนดูอยู่ด้านข้างเห็นดังนั้นก็หัวเราะเยาะ
เหวินอวี่ได้ยินดังนั้นก็หรี่ตาลง ก่อนจะร่ายรำวิชากระบี่วายุพลิ้วออกมาอีกครั้ง
ฟุ่บ...
ประกายกระบี่ตวัดวาบ ร่างของเหวินอวี่ถอยกรูดไปด้านหลัง ตรงจุดที่เขาเคยยืนอยู่ปรากฏรอยกระบี่ฟาดฟันเอาไว้ เหวินอวี่ถึงกับสะดุ้งโหยง
"เหวินอวี่ นี่เจ้าจัดการขยะแบบนี้ไม่ได้งั้นหรือ?" หลิวเฟิงเริ่มรู้สึกหงุดหงิด จึงเอ่ยปากขึ้น
"ไอ้หมอนี่มันรับมือยากกว่าที่คิด แต่ข้าจัดการได้แน่" เหวินอวี่ตอบกลับเสียงเครียดขณะประมืออยู่
"วิชากระบี่วายุพลิ้วของเหวินอวี่ ยังฝึกไม่ถึงขั้นสมบูรณ์แบบ อานุภาพสู้กระบี่แสงทองของข้าไม่ได้หรอก" ฟางเฉินคิดในใจ "รอให้มันเข้ามาประชิดตัว แล้วค่อยจู่โจมด้วยวิชากระบี่แสงทอง ต้องปลิดชีพมันได้แบบไม่ทันตั้งตัวแน่"
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฟางเฉินก็หยุดใช้วิชากระบี่แสงทอง แล้วเปลี่ยนมาใช้วิชากระบี่หนึ่งปราณแทน
แม้วิชากระบี่หนึ่งปราณจะมีอานุภาพไม่เบา แต่สถานการณ์ก็พลิกผันในทันที วิชากระบี่หนึ่งปราณถูกวิชากระบี่วายุพลิ้วของเหวินอวี่กดดันอย่างหนัก
"ฮ่าๆๆ ฟางเฉิน ไอ้สวะ ใช้วิชากระบี่แสงทองไม่ไหวแล้วล่ะสิ? คราวนี้ข้าจะส่งเจ้าลงนรกไปซะ"
เมื่อเห็นฟางเฉินตกเป็นรอง ใบหน้าของเหวินอวี่ก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย เขากวัดแกว่งกระบี่ยาวในมือพลางพุ่งตัวบุกเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ฟางเฉินแสร้งทำเป็นสู้ไม่ได้และถอยร่น แต่เหวินอวี่มีหรือจะยอมปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอยไป เขาพุ่งเข้าประชิดตัวฟางเฉิน พร้อมร่ายวิชากระบี่วายุพลิ้วออกมาอีกระลอก
"ได้จังหวะแล้ว"
เมื่อเห็นเหวินอวี่เข้ามาใกล้จนอยู่ในระยะประชิด ฟางเฉินก็เอ่ยขึ้นเบาๆ "จบกันแค่นี้แหละ"
"ใช่ ได้เวลาจบชีวิตเจ้าแล้ว!" เหวินอวี่ยังคงหลงระเริง มั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะสังหารฟางเฉินได้แน่
วินาทีต่อมา ฟางเฉินก็สาดวิชากระบี่แสงทองกระบวนท่าที่สองออกไป แสงเย็นเยียบสว่างวาบ เหวินอวี่ไม่ทันแม้แต่จะหลบหลีก ก็ถูกประกายแสงนั้นแทงทะลุร่างไปเสียแล้ว
พรวด...
กระบี่ยาวของเหวินอวี่ยังคงเงื้อค้างอยู่กลางอากาศ ทว่ามุมปากของเขากลับมีเลือดหยดไหลริน ตรงกลางอกมีรูโหว่ขนาดใหญ่ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อขณะจ้องมองฟางเฉิน
"เป็นไปได้ยังไง..."
ทันทีที่เหวินอวี่หลุดคำพูดนี้ออกมา ร่างของเขาก็ล้มตึงลงกับพื้นและขาดใจตายไปในที่สุด
กว่าหลิวเฟิงจะรู้ตัวว่าเหวินอวี่สิ้นใจไปแล้ว คิดจะพุ่งเข้าไปช่วย ก็สายเกินแก้ไปเสียแล้ว
"ไอ้สารเลว ไอ้บัดซบ ข้าจะสับแกเป็นหมื่นๆ ชิ้น!" หลิวเฟิงคำรามลั่นด้วยความเดือดดาล ก่อนจะลงมือโจมตีอย่างดุดันและรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
ตอนที่เวินเจิ้งอวิ๋นส่งพวกเขาสองคนมาสังหารฟางเฉิน หลิวเฟิงรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าต้องเด็ดหัวฟางเฉินมาให้ได้แน่นอน
ใครจะไปคาดคิดว่า นอกจากจะฆ่าฟางเฉินไม่ได้แล้ว เหวินอวี่ยังต้องมาถูกฟางเฉินฆ่าตายอีก แบบนี้เขากลับไปมีหวังรายงานตัวไม่ได้แน่
"ไปตายซะ!"
หลิวเฟิงใช้วิชากระบี่วายุพลิ้วเช่นกัน แต่เห็นได้ชัดว่าร้ายกาจกว่าของเหวินอวี่มากนัก
ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลิวเฟิงเพียงลำพัง ฟางเฉินกลับไม่รู้สึกกดดันเลยแม้แต่น้อย อานุภาพของวิชากระบี่แสงทองถูกเค้นออกมาจนถึงขีดสุด
ครืน...
พริบตาเดียว ทั้งสองก็พุ่งเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด เสียงอาวุธกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว สัตว์อสูรในละแวกนั้นต่างขวัญหนีดีฝ่อ ไม่กล้าเฉียดกรายเข้ามาใกล้
ปัง ปัง ปัง...
ชั่วพริบตา ทั้งสองประมือกันไปแล้วกว่ายี่สิบกระบวนท่า ถึงตอนนี้หลิวเฟิงจึงเพิ่งจะสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง
"ไอ้สัตว์ประหลาดเอ๊ย พลังมาจากไหนนักหนา ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยบ้างเลยรึไงวะ?"
หลิวเฟิงอดไม่ได้ที่จะสบถด่าออกมา
ขอบเขตฝึกปราณ ถือเป็นด่านแรกและเป็นระดับพื้นฐานที่สุดของผู้ฝึกยุทธ์ ผู้ที่อยู่ในระดับนี้ จะเน้นที่การดูดซับพลังฟ้าดินมาขัดเกลาร่างกายเป็นหลัก
ร่างกายของพวกเขายังไม่สามารถกักเก็บพลังฟ้าดินเอาไว้ได้ ดังนั้นการใช้วิชากระบี่ขั้นสูงติดต่อกัน จึงต้องสูญเสียพละกำลังไปอย่างมหาศาล
ต้องรอจนกว่าจะบรรลุถึงขอบเขตหลอมปราณ ก่อเกิดแก่นแท้ปราณขึ้นภายในจุดตันเถียนเสียก่อน ถึงจะสามารถกักเก็บพลังฟ้าดินเอาไว้ได้ เมื่อถึงตอนนั้น ผู้ฝึกยุทธ์จึงจะสามารถผสานพลังฟ้าดินเข้ากับร่างกายเพื่อใช้โจมตีคู่ต่อสู้ได้
ในช่วงแรก ทั้งสองยังสู้กันได้อย่างสูสี แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่นาที หลิวเฟิงก็เริ่มรู้สึกได้ชัดเจนว่า พละกำลังของเขากำลังหดหายไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าฟางเฉินกลับไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนล้าลงเลย ซ้ำยังยิ่งสู้ก็ยิ่งห้าวหาญขึ้นไปอีก
และแล้ว เมื่อผ่านไปห้านาที หลิวเฟิงก็พลาดท่าถูกฟางเฉินแทงเข้าที่ร่าง แม้จะไม่โดนจุดสำคัญ แต่ก็ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บไปไม่น้อย
"ฟางเฉิน เจ้าฆ่าเหวินอวี่ ศิษย์พี่เวินไม่มีวันปล่อยเจ้าไว้แน่!"
หลิวเฟิงตวัดกระบี่ฟันออกไปหนึ่งครั้ง ก่อนจะแผดเสียงคำรามลั่น ร่างของเขากระโดดถอยหลัง หวังจะเผ่นหนีเอาตัวรอด
"ก่อนจะถึงตอนนั้น ข้าจะขอส่งเจ้าลงนรกไปก่อนก็แล้วกัน" ฟางเฉินกล่าวเรียบๆ ก่อนจะถือกระบี่พุ่งไล่ตามไป
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว...
หลิวเฟิงระเบิดพลังทั้งหมดที่มี พุ่งตัวหนีไปทางเขตรอบนอกของเทือกเขาวายุทมิฬอย่างรวดเร็ว ขอเพียงแค่หนีพ้นจากเทือกเขาแห่งนี้ไปได้ ฟางเฉินย่อมไม่กล้าลงมือสังหารเขาอย่างแน่นอน
แต่ทว่า ความเร็วของฟางเฉินนั้นก็รวดเร็วปานสายฟ้าแลบเช่นกัน
ชั่วพริบตาเดียว ฟางเฉินก็ไล่ตามมาจนเกือบจะทัน
"ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป โดนไล่ทันแน่"
เมื่อสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่ตามติดมาเบื้องหลัง หลิวเฟิงก็พยายามขบคิดหาวิธีเอาตัวรอดอย่างหนัก
ทันใดนั้น ในหัวของเขาก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา เขาจึงพึมพำกับตัวเอง "ข้างหน้ามีสัตว์อสูรขอบเขตฝึกปราณขั้นที่สามอยู่..."
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลิวเฟิงก็หักเลี้ยวเปลี่ยนทิศทาง พุ่งเป้าไปยังสัตว์อสูรตัวนั้นทันที
แน่นอนว่าฟางเฉินเองก็สัมผัสได้ถึงตัวตนของสัตว์อสูรเช่นกัน เขาอ่านเกมออกทันทีว่า หลิวเฟิงกำลังคิดจะยืมดาบฆ่าคน หลอกล่อให้สัตว์อสูรจัดการเขาแทนนั่นเอง
"เจ้าหนีไม่พ้นหรอก"
ฟางเฉินตวาดเสียงต่ำ พุ่งตัวตามไปอย่างไม่ลดละ
ฟิ้ว...
ในจังหวะที่จวนเจียนจะไล่ทันหลิวเฟิง ฟางเฉินก็ร่ายวิชากระบี่แสงทองกระบวนท่าที่สองออกไป ประกายกระบี่อันเย็นเยียบพุ่งทะลวงเข้ากระแทกกลางหลังของหลิวเฟิงเข้าอย่างจัง
พรวด...
หลิวเฟิงกระอักเลือดคำโต ใบหน้าซีดเผือด ร่างกายลอยละลิ่วกระเด็นไปเบื้องหน้า
ปัง...
ขณะที่ร่างของหลิวเฟิงร่วงหล่นกระแทกพื้น จู่ๆ ก็มีเสียงคำรามของสัตว์อสูรดังกึกก้องขึ้นมา
วินาทีต่อมา พื้นดินก็เริ่มสั่นสะเทือน
"เป็นไปได้ยังไง?"
หลิวเฟิงเองก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือน ความรู้สึกอันตรายแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็พบกับสัตว์อสูรร่างยักษ์กำยำ กำลังก้าวเดินตรงเข้ามาหาเขาทีละก้าว
"โฮก..."
สัตว์อสูรตัวนั้นคำรามลั่น ก่อนจะกางกรงเล็บยักษ์ตะปบเข้าใส่ร่างของหลิวเฟิงที่บาดเจ็บสาหัสจมกองเลือด
"ไม่..."
พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของหลิวเฟิง ร่างของเขาก็ถูกสัตว์อสูรฉีกทึ้งเป็นชิ้นๆ จบชีวิตลงอย่างอนาถ
และในตอนนั้นเอง ฟางเฉินที่วิ่งไล่ตามมาติดๆ เมื่อสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัวของสัตว์อสูรตัวนี้ เขาก็เตรียมจะหันหลังหนีทันที
"โฮก..."
หลังจากสังหารหลิวเฟิง สัตว์อสูรก็กางกรงเล็บมหึมาราวกับภูเขาย่อมๆ ฟาดลงมาหมายจะบดขยี้ฟางเฉิน
ปัง...
ฟางเฉินรีดเค้นพลังทั้งหมดขึ้นมาต้านทาน แต่ก็ยังถูกโจมตีเข้าอย่างจัง ร่างของเขาราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่ พุ่งกระแทกพื้นดินจนจมลึกลงไป
"โฮก..."
สัตว์อสูรแผดเสียงคำรามอีกครั้ง ก่อนจะฟาดกรงเล็บยักษ์ซ้ำลงไปในหลุมยุบนั้นอีกระลอก
"แย่แล้ว"
ฟางเฉินสัมผัสได้ถึงวิกฤตถึงชีวิต เขาพยายามรวบรวมพลังทั่วร่าง ก่อนจะกลิ้งตัวหลบไปทางซ้ายเล็กน้อย
ปัง...
เสียงระเบิดดังกึกก้อง กรงเล็บยักษ์พลาดเป้า ฟาดลงบนขอบหลุมอย่างจัง เศษดินหินปลิวว่อนไปทั่ว
โฮก...
เมื่อโจมตีไม่โดนฟางเฉิน สัตว์อสูรก็เดือดดาลถึงขีดสุด มันเตรียมจะเปิดฉากโจมตีอีกครั้ง
ทว่าในวินาทีนั้นเอง ฟางเฉินก็เหลือบไปเห็นว่า ตรงจุดที่สัตว์อสูรเพิ่งฟาดกรงเล็บลงไปเมื่อครู่ ปรากฏรูขนาดเล็กขึ้นมา
"หืม?"
ขณะที่ฟางเฉินกำลังงุนงง รูนั้นก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ดินร่วงหล่นลงไปไม่หยุด เพียงพริบตาเดียว ฟางเฉินก็ค้นพบว่า
เบื้องล่างของผืนดินแห่งนี้ กลับมีอุโมงค์ลับซ่อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง!
"ไม่ดีแน่... ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว"
จู่ๆ ฟางเฉินก็สัมผัสได้ถึงภัยคุกคามอันน่าสะพรึงกลัว เขาไม่ลังเลที่จะซัดหมัดเข้าใส่รูเล็กๆ นั้น รูเล็กก็ขยายกว้างออกเป็นช่องใหญ่ ฟางเฉินทิ้งตัวมุดลงไปใต้ดินทันที
เมื่อร่างของฟางเฉินหายลับลงไปใต้ดิน สัตว์อสูรที่กำลังคลุ้มคลั่งก็ชะงักกึก มันจ้องมองหลุมดำมืดนั้นด้วยความหวาดระแวง ก่อนจะหยุดโจมตี และอารมณ์เกรี้ยวกราดก็ค่อยๆ สงบลง
(จบแล้ว)