- หน้าแรก
- ระบบความชำนาญสุดโกง ขอทานทะลุมิติพลิกสวรรค์
- บทที่ 22 - คู่แค้นทางแคบ
บทที่ 22 - คู่แค้นทางแคบ
บทที่ 22 - คู่แค้นทางแคบ
บทที่ 22 - คู่แค้นทางแคบ
คนผู้นั้นก็คือผู้ดูแลจางฮั่นแห่งหอถ่ายทอดวิทยายุทธ์ ผู้ที่เคยเป็นครูฝึกสอนเพลงหมัดทะลวงหลังให้แก่หลินเฉียนและเหล่าศิษย์สายนอกนั่นเอง
เมื่อครู่ผู้ดูแลจางบังเอิญเดินผ่านลานฝึกยุทธ์ ก็พบเห็นศิษย์สองคนกำลังเตรียมจะประลองกันบนแท่นสูง
ทีแรกเขาก็ไม่คิดจะหยุดดู ทว่าเมื่อเพ่งมองดีๆ กลับพบว่าเป็นคนที่เขาจำหน้าได้ทั้งคู่
หลินเฉียนเพิ่งจะได้เป็นศิษย์สายนอกเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ในสายตาของเขา พรสวรรค์ของเด็กคนนี้อยู่ในเกณฑ์ธรรมดา อนาคตคงไปได้ไม่ไกลนัก
ส่วนถังเจี๋ยนั้นเป็นศิษย์สายนอกมาหลายปีแล้ว ทว่ากลับยังติดแหง็กอยู่ในระดับเปลี่ยนเส้นเอ็น ไม่อาจทะลวงสู่ระดับหลอมกระดูกได้เสียที ด้วยเหตุนี้ ถังเจี๋ยจึงเคยมาขอคำปรึกษาจากเขาเป็นการส่วนตัว
ผู้ดูแลจางมองดูทั้งสองคนที่แตกต่างกันทั้งวัยวุฒิและขอบเขตวิถียุทธ์ ก็เกิดความสงสัยว่าเหตุใดจึงมาประลองกันได้ จึงทำให้เขารู้สึกสนใจใคร่รู้ขึ้นมาเล็กน้อย
ทว่าเมื่อยืนดูทั้งสองประลองกันได้สิบกว่ากระบวนท่า ก็พบว่าราบเรียบธรรมดา ไร้ซึ่งจุดเด่นใดๆ ภายในใจจึงรู้สึกผิดหวัง ส่ายหน้าเตรียมจะเดินจากไป
จู่ๆ หางตาก็เหลือบไปเห็นถังเจี๋ยที่จู่โจมเข้าใส่หลินเฉียนอย่างดุดันกะทันหัน ทำให้เขาต้องหยุดฝีเท้าลง
นึกในใจว่าเจ้าหนูหลินเฉียนคงต้องเคราะห์ร้ายแน่ๆ กำลังจะก้าวออกไปห้ามปราม ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้เขาต้องตกตะลึง
หลินเฉียนไม่เพียงแต่จะรับมือการจู่โจมได้ ทว่าในชั่วพริบตากลับสามารถซัดถังเจี๋ยที่อยู่ในระดับเปลี่ยนเส้นเอ็นจนปลิวลอยละลิ่วออกไปได้เสียอย่างนั้น
"เจ้าหนูนี่อย่างน้อยๆ ก็ต้องอยู่ในระดับเปลี่ยนเส้นเอ็นแน่ๆ เวลาเพียงไม่กี่เดือนกลับสามารถทะลวงสู่ระดับเปลี่ยนเส้นเอ็นได้อย่างเงียบเชียบ ซ่อนเร้นได้ลึกซึ้งนัก ดูท่าข้าจะมองคนผิดไปเสียแล้ว" ผู้ดูแลจางตาเป็นประกาย
"แถมท่วงท่าที่เขาใช้หลบการโจมตีของถังเจี๋ยเมื่อครู่นี้ ก็ดูคุ้นตาพิกลแฮะ"
ระหว่างที่เดินกลับ ผู้ดูแลจางก็ครุ่นคิดอยู่นาน ราวกับจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
......
แสงจันทร์สลัวราง ดวงดาวระยิบระยับบางตา
ภายในห้องพักของหลินเฉียน
แสงตะเกียงน้ำมันสาดส่อง บางคราเมื่อมีสายลมโชยพัดผ่านหน้าต่าง เปลวไฟในตะเกียงก็จะเอนไหวไปมา สว่างไสวสลับมืดมิด
สวี่หยางนั่งอยู่บนม้านั่งด้วยท่าทีอึดอัดกระอักกระอ่วน อยากจะเอ่ยสิ่งใดทว่าก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ได้แต่เกาหัวแกรกๆ อย่างร้อนรน
"ข้ารู้ว่าเจ้าอยากจะพูดสิ่งใด เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอกนะ" หลินเฉียนมองดูสีหน้าอ้ำอึ้งของสวี่หยาง จึงเอ่ยปลอบใจ
"พี่เฉียน ข้าขอโทษท่านด้วย เกือบจะทำให้ท่านต้องเดือดร้อนเสียแล้ว" สวี่หยางอ้าปากพะงาบๆ อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ก้มหน้างุด เอ่ยประโยคนี้ออกมา
"เจ้าเองก็ถูกผู้อื่นหลอกใช้เหมือนกัน เรื่องนี้จะโทษเจ้าไม่ได้หรอก" เมื่อเห็นสวี่หยางจมดิ่งอยู่ในความโศกเศร้าและโทษตนเอง หลินเฉียนจึงกล่าวเสริม
"ข้าขอบอกเจ้าไว้นะ นอกจากบิดามารดาแล้ว ในโลกนี้ไม่มีผู้ใดที่จะทำดีกับเราโดยไม่มีเหตุผลหรอก และยิ่งไม่มีลาภลอยหล่นทับด้วย หากมี มันก็ย่อมมีราคาค่างวดที่ถูกกำหนดไว้อย่างลับๆ มาตั้งแต่แรกแล้ว"
"หวังว่าจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ จะช่วยให้เจ้ามีสติระแวดระวังตัวมากขึ้น หากต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ในวันข้างหน้านะ"
สวี่หยางพยักหน้าอย่างหนักแน่น "พี่เฉียน ข้าจดจำไว้ขึ้นใจแล้วขอรับ"
"เจ้ากลับไปก่อนเถิด ข้าอยากจะรีบพักผ่อนแล้ว อ้อ เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ก็อย่าได้นำไปแพร่งพรายที่ใดล่ะ" หลินเฉียนเปิดประตูห้อง พลางเอ่ยกำชับสวี่หยาง
......
หลังจากสวี่หยางจากไป หลินเฉียนก็นั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะสี่เหลี่ยมเพียงลำพัง สีหน้าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เดาอารมณ์ไม่ถูก
ตอนที่เพิ่งทะลุมิติมาเป็นขอทาน อุตส่าห์ขอทานได้เงินมานิดหน่อย ก็ถูกเฒ่าเหยียนแย่งชิงไปเสียหมด หากผู้ดูแลหลิวไม่ได้พาเขามาที่สำนักชางอวิ๋น จุดจบของเขาก็คือการหนาวตายข้างถนน
จากนั้นตอนออกไปเก็บสมุนไพร ก็ดันไปเจอโจรป่าฆ่าคน เขาอุตส่าห์ยอมอ่อนข้อให้แล้ว แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมปล่อยเขาไป หากเขาไม่ฝึกยุทธ์จนเก่งกาจ ป่านนี้ก็คงกลายเป็นผีเฝ้าป่าไปแล้ว
มาบัดนี้ก็ยังถูกถังเจี๋ยหมายหัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ที่สำคัญคือเขายังไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายมุ่งร้ายเขาด้วยสาเหตุอันใด
แม้ครั้งนี้เขาจะเอาชนะถังเจี๋ยและเปิดโปงแผนการของอีกฝ่ายได้สำเร็จ ทว่าก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะไม่ถูกหมายหัวอีกในคราวหน้า ดีไม่ดีอีกฝ่ายอาจจะมีพรรคพวกก็เป็นได้
"เฮ้อ หอกที่พุ่งมาตรงๆ ยังพอหลบหลีกได้ แต่เกาทัณฑ์ลับกลับยากจะป้องกันจริงๆ!" หลินเฉียนขบคิดอยู่นานสองนาน แต่ก็นึกไม่ออกเลยสักนิดว่าตนเองไปล่วงเกินถังเจี๋ยตั้งแต่เมื่อใด
ปกติเขาก็ทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว ระแวดระวังตัวอยู่เสมอ ไม่เคยไปมีเรื่องบาดหมางกับผู้ใดเลย
"หรือว่าจะเป็นเฒ่าเหยียนผู้นั้น?"
"ไม่น่าจะใช่เฒ่าเหยียนหรอก ตอนที่ข้ามอบของขวัญให้เขา เขาก็ไม่ได้เห็นหน้าข้าเสียหน่อย" หลินเฉียนรู้สึกว่าข้อสันนิษฐานของตนเองช่างไร้เดียงสาสิ้นดี
ทว่าเหตุการณ์ที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาตระหนักถึงสภาพความเป็นจริงของโลกใบนี้ได้อย่างแจ่มแจ้ง
ที่นี่ไม่ใช่ประเทศที่สงบสุขและเจริญรุ่งเรืองเหมือนในอดีตชาติอีกต่อไป แต่เป็นโลกยุคโบราณที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เขาต้องรู้จักวิธีปกป้องตนเอง!
"ช่วงนี้ข้าทำตัวสบายเกินไปแล้วสิ ไม่ได้การล่ะ ต้องกลับมาปั่นค่าความชำนาญอย่างหนักหน่วงแล้วสิ"
"หากปั่นไม่ตาย ก็จะขอปั่นให้ตับพังไปเลย!"
"ทหารมาเอาขุนพลต้าน น้ำมาเอาดินกั้น" หลินเฉียนเผยสีหน้าดุดันเอาจริงเอาจัง
คืนนี้ขอเพิ่มเวลาฝึกซ้อมอีกหนึ่งชั่วยามแล้วค่อยเข้านอนก็แล้วกัน
......
วันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าแจ่มใส มีปุยเมฆสีขาวประดับอยู่ประปราย
ณ หอโอสถ สำนักชางอวิ๋น
หลินเฉียนติดตามท่านหมอเฉินมานั่งประจำที่ห้องตรวจโรคได้สองวันแล้ว ผู้ป่วยที่มารับการรักษาในช่วงสองวันนี้ ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นศิษย์ที่มีบาดแผลจากการต่อสู้ประลองฝีมือกัน
นอกจากนี้ก็ยังมีศิษย์ที่ป่วยเป็นไข้หวัด ครั่นเนื้อครั่นตัว และอาการเจ็บป่วยจิปาถะอื่นๆ
ท่านหมอเฉินจัดการกับอาการเจ็บป่วยเหล่านี้ได้อย่างเชี่ยวชาญและคล่องแคล่วยิ่งนัก ซึ่งนั่นก็ทำให้หลินเฉียนที่คอยสังเกตการณ์อยู่ด้านข้างพลอยได้ความรู้ไปด้วยไม่น้อย
วันนี้หลินเฉียนก็มาประจำการที่ห้องตรวจโรคพร้อมกับท่านหมอเฉินเช่นเคย ทว่าเมื่อเห็นผู้ที่มารับการตรวจ หลินเฉียนก็ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
มือขวาของถังเจี๋ยถูกหลินเฉียนซัดจนกระดูกหักเมื่อคืนนี้ เขาจึงรีบแจ้นมาหาหมอที่หอโอสถในทันที ทว่าด้วยความที่ดึกมากแล้ว บรรดาแพทย์จึงไม่อยู่ที่หอโอสถกันแล้ว เมื่อคืนเขาจึงทำได้เพียงให้ศิษย์ฝึกหัดคนอื่นๆ ช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นไปก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้บาดแผลกำเริบหนัก
เมื่อคืนพอกลับถึงห้องพัก เขาก็ปวดแผลจนทนไม่ไหว นอนไม่หลับกระสับกระส่ายตลอดทั้งคืน จนขอบตาคล้ำ หน้าซีดเผือด มีเส้นเลือดฝอยเต็มตา
เช้าวันนี้ พอรู้ว่าแพทย์ประจำหอโอสถเริ่มเปิดทำการ เขาก็รีบรุดหน้ามาที่หอโอสถอย่างร้อนรน
เมื่อเห็นว่าวันนี้เป็นท่านหมอเฉินที่ลงตรวจ แววตาของเขาก็ทอประกายยินดี เพราะใครๆ ก็รู้ว่าวิชาแพทย์ของท่านหมอเฉินนั้นเป็นเลิศเป็นอันดับต้นๆ ของสำนักเลยทีเดียว
ทว่าเมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นร่างที่ยืนอยู่เคียงข้างท่านหมอเฉิน ร่างกายของเขาก็พลันแข็งทื่อไปในทันที
เขานึกไม่ถึงเลยว่าหลินเฉียนก็มาอยู่ที่นี่ด้วย
"เขาเองก็มารักษาอาการบาดเจ็บหรือ?" ถังเจี๋ยลอบคาดเดาในใจ ทว่าเมื่อดูจากตำแหน่งที่ยืนแล้ว ก็ไม่น่าจะใช่มารับการรักษา ดูเหมือนจะเป็นศิษย์ฝึกหัดเสียมากกว่า
เมื่อเผชิญหน้ากับหลินเฉียนอีกครั้ง เขาก็รู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงอยู่ลึกๆ
ทว่าอาการบาดเจ็บที่แขนนั้นไม่อาจปล่อยปละละเลยได้อีกต่อไป เขาจึงจำใจแข็งใจเดินเข้าไปหาท่านหมอเฉิน
"กลางวันแสกๆ เช่นนี้ อีกฝ่ายคงไม่โง่ถึงขั้นลงมือหรอกกระมัง" ถังเจี๋ยลอบปลอบใจตนเอง
"ท่านหมอเฉินขอรับ" ถังเจี๋ยค้อมกายคารวะท่านหมอเฉิน น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเล็กน้อย
"นั่งลงสิ" ท่านหมอเฉินพยักหน้ารับ
ถังเจี๋ยทรุดตัวลงนั่งหน้าโต๊ะ ใช้มือซ้ายประคองมือขวา ค่อยๆ วางลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง
ท่านหมอเฉินพินิจดูครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้น "หากเจ้ามาช้ากว่านี้อีกวันเดียว มือขวาของเจ้าก็คงใช้การไม่ได้อีกแล้วล่ะ"
เมื่อได้ยินคำพูดของท่านหมอเฉิน ถังเจี๋ยก็ลอบโล่งใจอยู่ลึกๆ หางตาเหลือบไปมองหลินเฉียนที่ยืนอยู่ข้างกายท่านหมอเฉินด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
หลินเฉียนยืนนิ่งเงียบ ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด สีหน้าราบเรียบไร้อารมณ์
จากนั้นท่านหมอเฉินก็เริ่มลงมือรักษาบาดแผลให้ถังเจี๋ย เริ่มจากฝังเข็มเงินเพื่อขับเลือดเสียบริเวณบาดแผลออก จากนั้นก็ทายาสมานแผล และใช้ผ้าพันแผลพันปิดทับไว้อย่างแน่นหนา
ขั้นตอนการรักษาทั้งหมดเป็นไปอย่างเชื่องช้าและละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้หลินเฉียนได้จดจำและเรียนรู้ตามไปด้วย พร้อมทั้งคอยอธิบายจุดสำคัญและเคล็ดลับในการทำแผลให้หลินเฉียนฟังเป็นระยะ
เมื่อการรักษาเสร็จสิ้น ถังเจี๋ยก็รู้สึกได้ว่าอาการปวดที่แขนทุเลาลงมาก ซ้ำยังรู้สึกเย็นวาบสบายแผลอีกด้วย
ทว่าหัวใจของเขากลับเริ่มปวดหนึบขึ้นมาแทน
ถังเจี๋ยรู้สึกตัวแล้วว่า เขาไปล่วงเกินบุคคลที่ไม่สมควรล่วงเกินเข้าเสียแล้ว
การที่ท่านหมอเฉินคอยชี้แนะหลินเฉียนอย่างใส่ใจขณะทำแผลเมื่อครู่นี้ เขาเห็นกับตาทุกการกระทำ นั่นมันท่าทางของอาจารย์ที่กำลังสั่งสอนศิษย์อย่างชัดเจน
"เขาเป็นลูกศิษย์ของท่านหมอเฉินหรือ?"
"ไม่ใช่ว่าเขาเป็นแค่ศิษย์ฝึกหัดของหอโอสถหรอกหรือ?"
ต้องรู้ก่อนว่า แม้จะเรียกว่าเป็นศิษย์ฝึกหัดเหมือนกัน ทว่าศิษย์ฝึกหัดของหอโอสถกับศิษย์ฝึกหัดของแพทย์นั้น แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ศิษย์ฝึกหัดหอโอสถมีหน้าที่หลักในการทำงานจิปาถะที่หอโอสถจัดสรรให้ในแต่ละวัน เมื่อทำเสร็จแล้วจึงจะมีเวลาท่องจำตำราแพทย์และทำความรู้จักกับสมุนไพรต่างๆ โดยไม่มีแพทย์คอยชี้แนะ
ศิษย์ฝึกหัดเหล่านี้ต้องผ่านการทดสอบจากแพทย์เสียก่อน จึงจะมีสิทธิ์มาเป็นศิษย์ฝึกหัดของแพทย์ท่านนั้นๆ ได้
ในขณะที่ศิษย์ฝึกหัดของแพทย์ หรือก็คือผู้ช่วยแพทย์นั้น ไม่ต้องทำงานจิปาถะในแต่ละวัน มีหน้าที่เพียงคอยติดตามเรียนรู้วิชาแพทย์ และช่วยเหลือแพทย์จัดการธุระต่างๆ ซึ่งแพทย์ก็จะคอยชี้แนะสั่งสอนอย่างเต็มที่
ศิษย์ฝึกหัดของแพทย์ขอเพียงผ่านการประเมิน ก็สามารถเลื่อนขั้นเป็นแพทย์ที่แท้จริงได้ทันที อาจกล่าวได้ว่าศิษย์ฝึกหัดของแพทย์นั้นอยู่ห่างจากการเป็นแพทย์เพียงก้าวเดียวเท่านั้น
และศิษย์ฝึกหัดระดับนี้ ก็ไม่ใช่บุคคลที่ถังเจี๋ยจะสามารถล่วงเกินได้เลย
ขอเพียงหลินเฉียนเปิดเผยตัวตน และปล่อยข่าวออกไปเพียงเล็กน้อย บรรดาศิษย์สายนอกก็คงพากันตีตัวออกห่างจากเขา เวลาทำภารกิจก็อาจจะถูกศิษย์ร่วมสำนักกลั่นแกล้ง
ถึงตอนนั้น เขาก็คงจะใช้ชีวิตอยู่ในสำนักได้อย่างยากลำบากแสนเข็ญ
เมื่อคิดถึงจุดนี้ หน้าผากของถังเจี๋ยก็มีเหงื่อผุดพรายขึ้นมา
"หลินเฉียน เอาเทียบยานี้ไปจัดยาที่ห้องจ่ายยา แล้วต้มด้วยไฟอ่อนๆ ราวครึ่งชั่วยาม นำมาให้ศิษย์ผู้นี้ดื่ม" ท่านหมอเฉินวางพู่กันลง แล้วยื่นเทียบยาให้หลินเฉียน
หลินเฉียนรับเทียบยามา แล้วเดินจ้ำอ้าวออกไปอย่างรวดเร็ว
"เจ้าไปรอที่ห้องด้านข้างก่อนก็แล้วกัน" ท่านหมอเฉินหันไปบอกถังเจี๋ย
"ท่านหมอเฉินขอรับ ศิษย์ผู้นั้นเมื่อครู่คือลูกศิษย์ของท่านหรือขอรับ?" ถังเจี๋ยยังไม่ยอมลุกไปไหน แฝงความหวังลมๆ แล้งๆ เอ่ยถามสิ่งที่ตนเองใคร่รู้มากที่สุดจากปากท่านหมอเฉิน
"เจ้าหมายถึงหลินเฉียนหรือ? ใช่แล้วล่ะ เขาเป็นลูกศิษย์ที่ข้าเพิ่งรับเข้ามาใหม่ พรสวรรค์ล้ำเลิศนักเชียวล่ะ" ท่านหมอเฉินตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
เมื่อข้อสันนิษฐานในใจได้รับการยืนยัน ถังเจี๋ยก็เดินคอตกออกจากห้องไปราวกับคนไร้วิญญาณ
......
หลินเฉียนถือเทียบยาเดินเข้าไปในห้องจ่ายยาด้วยความคุ้นเคย ไม่นานก็จัดเตรียมสมุนไพรตามเทียบยาจนครบถ้วน แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องต้มยา
ทางด้านถังเจี๋ยที่นั่งรออยู่ภายในห้องเพียงลำพัง ไม่เพียงแต่จะไม่รู้สึกผ่อนคลาย ทว่ากลับรู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนเข็มที่ร้อนระอุ สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นกระสับกระส่าย
ภายในใจก่นด่าตนเองที่หลวมตัวรับปากศิษย์พี่เกา
พร้อมกันนั้นก็รู้สึกเคียดแค้นศิษย์พี่เกาที่หลอกลวงตน ปิดบังสถานะที่แท้จริงของหลินเฉียน
"ในเมื่อท่านไร้คุณธรรม ก็อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานีก็แล้วกัน" ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว เขาก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวบางอย่าง ทำเอาเขาสะดุ้งโหยง
"แอ๊ด"
หลินเฉียนประคองถ้วยยาที่ส่งควันกรุ่น ผลักประตูเดินเข้ามา
"ศิษย์พี่ถัง ได้เวลาดื่มยาแล้วขอรับ" น้ำเสียงของหลินเฉียนแฝงไว้ด้วยความเย็นชา สีหน้าประดับรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดาความหมาย ดูราวกับยมทูตทวงวิญญาณก็ไม่ปาน
(จบแล้ว)