- หน้าแรก
- ระบบนักบุญกวนโอ๊ย ปล่อยผี ปล่อยปีศาจ แล้วก้าวสู่วิถีเซียน
- บทที่ 19 - แบกรับไว้เพียงผู้เดียว
บทที่ 19 - แบกรับไว้เพียงผู้เดียว
บทที่ 19 - แบกรับไว้เพียงผู้เดียว
บทที่ 19 - แบกรับไว้เพียงผู้เดียว
ตอนเที่ยงวัน จางซิ่วกลับมาถึงบ้านตระกูลซินด้วยใบหน้าสดใสเปล่งปลั่ง บนหลังแบกกระสอบที่บรรจุของจนเต็มตุงมาหลายใบ
ในเวลานี้ ร่างกายของหวังจู่เต๋อและซินซื่อเหนียงฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติแล้ว ทั้งสองกำลังนั่งพลอดรักกันอยู่ใต้ซุ้มดอกไม้ในลานบ้าน
เมื่อเห็นคณะของจางซิ่วเดินเข้ามา ทั้งสองก็รีบผละออกจากกันด้วยใบหน้าแดงก่ำ
ซินซื่อเหนียงกวาดตามองจางซิ่วและเยี่ยนเฟิง ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น “คุณชายทั้งสอง ทำไมท่านพ่อถึงไม่กลับมาพร้อมพวกท่านล่ะ?”
“พ่อเจ้างั้นรึ? พ่อที่เจ้าทำหาย คือพ่อทองคำ พ่อเงิน หรือว่าพ่อจิ้งจอกธรรมดาตัวนี้ล่ะ?”
จางซิ่วยิ้มพลางล้วงเอาจิ้งจอกขนแดงออกมาจากถุงผ้า จิ้งจอกตัวนั้นถูกจางซิ่วหิ้วหลังคอเอาไว้ มันก้มหน้าหงอย เผยสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก
ซินซื่อเหนียงสะดุ้งตกใจ รีบวิ่งเข้าไปถามด้วยความร้อนรน “ท่านพ่อ ท่านเป็นอะไรไปน่ะ?”
นายท่านผู้เฒ่าซินตอบอย่างอ่อนระโหยโรยแรง “ได้รับบาดเจ็บนิดหน่อยน่ะ สงสัยต้องพักฟื้นสักระยะถึงจะหายดี คุณชายจาง ปล่อยข้าลงได้แล้ว”
หลังจากสังหารปีศาจแมงป่อง จางซิ่วก็เดินค้นหาศพปีศาจไปทั่วทั้งภูเขา แล้วจัดการปลดทรัพย์สินมีค่าบนตัวพวกมันมาจนหมด
และเขาก็ถูกจางซิ่วจับยัดใส่ถุง หิ้วแกว่งไปแกว่งมาตลอดทางจนกลับมาถึงนี่ ตอนนี้เขายังเวียนหัวตาลาย มองเห็นคนซ้อนกันอยู่เลย
จางซิ่วขมวดคิ้ว พึมพำกับตัวเอง “ถ้ารอให้แผลหายดีแล้วค่อยเอาไปปล่อยทำบุญ โอกาสรอดชีวิตก็น่าจะสูงกว่านะ”
นายท่านผู้เฒ่าซินตาเหลือกทันที “...”
ข้าเป็นถึงปีศาจจิ้งจอกพันปี ยังเกือบเอาชีวิตไม่รอด เจ้าตั้งใจจะเอาข้าไปปล่อยทำบุญในดงเสือหมอบมังกรซ่อนที่ไหนอีกฟะ?!
หัวใจของนายท่านผู้เฒ่าซินกระตุกวูบ รีบตะเกียกตะกายดิ้นรน กระโดดหนีออกจากมือของจางซิ่ว ลงมายืนบนโต๊ะหิน ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเอ่ยว่า “ไม่ได้ออกจากภูเขามาหลายร้อยปี โลกมนุษย์เดี๋ยวนี้มันอันตรายถึงเพียงนี้เชียวหรือ ซื่อเหนียง เรื่องที่นี่จบลงแล้ว พวกเราก็รีบกลับเข้าไปในป่าเขาเถอะ”
เริ่มจากงูดำเสวียนสุ่ยโผล่มา ตามด้วยปีศาจแมงป่องพันปี แล้วสุดท้ายแม้แต่เทพดาวเหม่ารื่อจากสวรรค์ก็ยังปรากฏตัว ถ้าเขาไม่หนีไปให้ไกลๆ มีหวังคงโดนเสียงไก่ขันของเทพดาวเหม่ารื่อกระแทกจนตายอย่างไม่รู้ตัวแน่ๆ
แต่นั่นยังไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวที่สุดหรอกนะ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือคุณชายจางที่วันๆ เอาแต่คิดจะเอาเขาไปปล่อยทำบุญนี่แหละ ตอนนี้แค่เขาสบตากับสายตาอันเร่าร้อนนั่น ขนจิ้งจอกทั่วทั้งตัวเขาก็ลุกซู่ไปหมดแล้ว!
โลกมนุษย์ที่แสนน่ากลัวแบบนี้ เขาไม่อยากอยู่ต่อเลยแม้วินาทีเดียว!
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้เป็นบิดา ซินซื่อเหนียงก็มีสีหน้าลังเล นางเหลือบมองหวังจู่เต๋อที่ยืนทำหน้าอาลัยอาวรณ์อยู่ข้างๆ กัดฟันตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เอ่ยกับบิดาด้วยสายตาแน่วแน่ “ท่านพ่อ ข้าไม่กลับไปแล้ว!”
นายท่านผู้เฒ่าซินอึ้งไป ดวงตาจิ้งจอกกวาดมองสลับไปมาระหว่างลูกสาวและหวังจู่เต๋อ เมื่อเห็นทั้งสองกุมมือกันไว้แน่น เขาก็ถอนหายใจยาว เอ่ยว่า “เฮ้อ อุตส่าห์ออกมาตั้งไกล ของฝากก็ไม่ได้ติดไม้ติดมือกลับไปสักอย่าง แถมยังต้องเสียลูกสาวไปอีกคน พอกลับไปแม่เจ้าต้องบ่นหูชาแน่ๆ...”
จางซิ่วหัวเราะเบาๆ พลางเอ่ย “นั่นก็ไม่แน่หรอกนะ บางทีปีหน้าตอนที่นางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด อาจจะอุ้มหลานชายตัวจ้ำม่ำไปฝากท่านก็ได้นะ”
ซินซื่อเหนียงหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที นางรีบไปหลบอยู่ด้านหลังหวังจู่เต๋อด้วยความขัดเขิน หวังจู่เต๋อเห็นดังนั้นก็ยกมือขึ้นเกาหัว หัวเราะแหะๆ ออกมาอย่างซื่อบื้อ
ในเมื่อซินซื่อเหนียงไม่กลับเข้าไปในป่าเขา หวังจู่เต๋อก็ยังไปสำนักศึกษาไม่ได้ชั่วคราว ทั้งสองครอบครัวต่างก็วุ่นวายอยู่กับการเตรียมงานแต่งงาน ทางด้านเยี่ยนเฟิงและจางซิ่วที่ทำภารกิจที่ท่านอาจารย์ใหญ่มอบหมายสำเร็จลุล่วงแล้วก็ไม่รั้งรอ ขอตัวลากลับไปรายงานตัวที่สำนักศึกษาทันที
วินาทีที่ก้าวพ้นประตูเมือง เสียงแจ้งเตือนก็ดังก้องขึ้นในหัวของจางซิ่วติดๆ กันสองครั้ง
[สวรรค์มีเมตตาต่อสรรพชีวิต ท่านปล่อยซินซื่อเหนียงได้สำเร็จ ได้รับรางวัลเป็นอายุขัยสามร้อยปี]
[สวรรค์มีเมตตาต่อสรรพชีวิต ท่านปล่อยนายท่านผู้เฒ่าซินได้สำเร็จ ได้รับรางวัลเป็นประสบการณ์เลี้ยงดูลูกแปดร้อยปี]
รอยยิ้มบนใบหน้าของจางซิ่วแข็งค้างไปทันที “...”
ไอ้จิ้งจอกเฒ่าตัวแสบเอ๊ย ประสบการณ์เลี้ยงดูลูกแปดร้อยปีเอาไปทำแป๊ะอะไรได้ จะให้ข้าไปเปิดสถานรับเลี้ยงเด็กในโลกนี้หรือไง!
แต่เขาหงุดหงิดอยู่ได้แค่แป๊บเดียว ดวงตาก็กลับมาเป็นประกายอีกครั้ง
ถ้าบังเอิญเขาเก็บพวกลูกคุณหนูเอาแต่ใจแบบจ้าวจี๋มาได้สักสองสามคน เอามาเลี้ยงดูสั่งสอนสักพัก แล้วค่อยเอาไปปล่อยทิ้งไว้ตามเกาะร้าง ป่าเขาลำเนาไพร หรืออะไรทำนองนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าไม่เลวเลยนะ?
ณ สำนักศึกษา จ้าวจี๋ที่กำลังคร่ำเคร่งกับการเตรียมสอบ จู่ๆ ก็หนาวสั่นจนขนลุกซู่ เขากระชับเสื้อคลุมบนร่างให้แน่นขึ้น อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจว่า ฤดูหนาวปีนี้ ดูเหมือนจะมาเยือนเร็วกว่าทุกปีเสียเหลือเกิน...
สามวันต่อมา จางซิ่วก็จูงวัวแก่สีเหลืองที่บรรทุกสัมภาระพะรุงพะรังเต็มหลังกลับมาถึงสำนักศึกษา
ท่านอาจารย์ใหญ่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในศาลาพักร้อนหน้าประตู เมื่อเห็นจางซิ่วกลับมาพร้อมกับสัมภาระเต็มหลัง ก็ตกใจจนหน้าถอดสี ลุกพรวดขึ้นมาทันที “นี่... นี่เจ้าไปปล้นบ้านเศรษฐีหน้าไหนมาอีกล่ะเนี่ย?”
จางซิ่วกรอกตาด้วยความระอา “ที่แน่ๆ ไม่ใช่บ้านท่านก็แล้วกัน”
จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่พบเจอที่หวยหนานให้ท่านอาจารย์ใหญ่ฟังอย่างละเอียดไม่มีตกหล่น ปิดท้ายด้วยการสรุปว่า “เอาเป็นว่า ปีนี้หลานชายของท่านคงมาสำนักศึกษาไม่ได้แล้วล่ะ แถมท่านยังต้องเสียเงินใส่ซองงานแต่งเพิ่มอีกซองด้วย”
ท่านอาจารย์ใหญ่ยืนนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ กว่าจะย่อยข้อมูลทั้งหมดที่จางซิ่วบอกได้ครบถ้วน เขาก็เอ่ยด้วยสีหน้าประหลาดใจ “นึกไม่ถึงเลยว่าจู่เต๋อจะได้พบกับเรื่องราวมหัศจรรย์ถึงเพียงนี้ น่าเสียดายที่การสอบชุนเหวยใกล้เข้ามาแล้ว ข้าคงไปร่วมงานแต่งของเขาไม่ทันแน่ๆ”
พูดจบ เขาก็เผยรอยยิ้ม ยิ้มกริ่มมองมาที่จางซิ่ว “ซิ่วเอ๋อร์ เจ้ามาเกาะกินอยู่ที่สำนักศึกษาเป็นสิบปีแล้ว ตอนนี้การสอบใหญ่กำลังจะมาถึง ก็ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องสอบให้ได้ที่หนึ่งเพื่อให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คนแล้วล่ะ”
จางซิ่วรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน “โลกภายนอกสำนักศึกษามันอันตรายเกินไปแล้ว ยังไงซะภายในหนึ่งร้อยถึงสองร้อยปีนี้ข้าก็ไม่คิดจะออกไปไหนหรอก เอ่อ แต่ถ้าท่านอ้อนวอนข้าหนักๆ ข้าจะฝืนใจอยู่เป็นอาจารย์ผู้ฝึกสอนที่สำนักศึกษาก็ได้นะ!”
“...”
อีกหนึ่งร้อยถึงสองร้อยปีข้างหน้า จะให้คนอุ้มโถกระดูกของเจ้าเข้าเมืองหลวงไปสอบงั้นรึ?
ท่านอาจารย์ใหญ่วุ่นวายใจอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะชำเลืองตามองด้วยสายตาขุ่นมัว เอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากรับเจ้าเป็นอาจารย์หรอกนะ เพียงแต่อาจารย์ในสำนักศึกษาของเราล้วนเคยเป็นขุนนางในราชสำนักมาแล้วทั้งสิ้น ต่อให้เป็นอาจารย์หลิวที่ตำแหน่งต่ำที่สุด ก็ยังเคยเป็นถึงเจ้ากรมแพทย์หลวงขั้นห้าเชียวนะ ต่อให้ข้ายอมรับเจ้าเป็นอาจารย์ คนอื่นๆ เขาก็คงไม่ยอมหรอก”
จางซิ่วชะงักไป ขมวดคิ้วครุ่นคิด “สรุปก็คือ ถ้าข้าอยากจะเกาะกินอยู่ในสำนักศึกษาตลอดไป ข้าก็ต้องไปจัดการฆ่าพวกอาจารย์ที่เคยเป็นขุนนางพวกนั้นให้หมดก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขามากีดกันข้าในภายหลังสินะ?”
“@#¥%¥#@...”
เส้นเลือดดำปูดโปนขึ้นบนหน้าผากของท่านอาจารย์ใหญ่ เขากำหนังสือในมือแน่น กัดฟันกรอดเอ่ยว่า “ข้าบอกให้เจ้าไปฆ่าอาจารย์ในสำนักศึกษาให้หมดตั้งแต่เมื่อไหร่? ข้าหมายความว่าให้เจ้าออกไปรับตำแหน่งขุนนางข้างนอกก่อน แล้วค่อยกลับมาเป็นอาจารย์ที่สำนักศึกษาต่างหาก! เจ้าวางใจเถอะ ถึงตอนนั้นเยี่ยนเฟิงจะร่วมเดินทางไปสอบที่เมืองหลวงกับเจ้าด้วย เขาจะคอยคุ้มครองความปลอดภัยให้เจ้าเอง”
เยี่ยนเฟิงพยักหน้าอย่างมั่นใจ เอ่ยสำทับ “มีข้าอยู่ทั้งคน เรื่องความปลอดภัยไม่ต้องห่วง!”
จางซิ่วหันไปมองเยี่ยนเฟิงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา “ก็เพราะมีไอ้บ้าพลังอย่างเจ้าตามไปด้วยนี่แหละ ข้าถึงได้ยิ่งเป็นห่วงหนักกว่าเดิม...”
ด้วยนิสัยของเยี่ยนเฟิงที่เจอปีศาจเป็นไม่ได้ต้องพุ่งเข้าไปบวกตรงๆ แบบนี้ เขาไม่สงสัยเลยว่า ถึงตอนนั้นเยี่ยนเฟิงจะต้องป่วนเมืองหลวงจนวุ่นวายไปหมดแน่ๆ และสุดท้าย คนที่ต้องมาคอยตามเช็ดตามล้างแบกรับทุกอย่างเอาไว้ ก็คงหนีไม่พ้นคนใจดีอย่างเขาอยู่ดี...
[จบแล้ว]