- หน้าแรก
- ราชันเงาแห่งกลุ่มหมวกฟาง
- บทที่ 21 - เมืองแห่งการต้อนรับ?
บทที่ 21 - เมืองแห่งการต้อนรับ?
บทที่ 21 - เมืองแห่งการต้อนรับ?
บทที่ 21 - เมืองแห่งการต้อนรับ?
༺༻
เกล็ดหิมะปุยใหญ่ราวกับขนห่านโปรยปรายลงมาบนท้องทะเลที่กำลังเป็นระลอกคลื่น ขณะที่โกอิ้งแมรี่แล่นฝ่าท้องฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ
"อะไรกันเนี่ย! เมื่อกี้ฝนเพิ่งจะตกอยู่หยกๆ ทำไมตอนนี้กลายเป็นหิมะไปได้ล่ะ!?"
"อากาศในแกรนด์ไลน์นี่มันพิลึกพิลั่นเกินไปแล้ว"
"มันเหมือนกับที่ตาแก่คร็อกคัสพูดไว้เป๊ะเลย โชคดีนะเนี่ยที่ไรเนอร์ซื้อเสื้อผ้าสำหรับทั้ง 4 ฤดูมาจากโล้กทาวน์"
บนดาดฟ้าเรือแมรี่ นามิพันผ้าพันคอไว้รอบคอและสวมที่ปิดหูกันหนาว แม้จะห่อตัวด้วยเสื้อโค้ทขนเป็ดแล้ว เธอก็ยังคงสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
"ผู้หญิงนี่เข้าใจยากจริงๆ แฮะ"
เมื่อมองดูต้นขาขาวเนียนที่โผล่พ้นร่มผ้าของนามิ ไรเนอร์ก็อดไม่ได้ที่จะเหน็บแนมอย่างแห้งๆ "ฉันพูดจริงๆ นะ นามิ ถ้าเธอหนาวขนาดนั้น ทำไมไม่ใส่กางเกงที่มันหนาๆ หน่อยล่ะ?"
"ไม่ใช่กงการอะไรของนายนี่! แบร่~" นามิแลบลิ้นใส่ด้วยความหมั่นไส้
เป็นเวลาหลายวันแล้วตั้งแต่พวกเขาออกจากโล้กทาวน์และเข้าสู่แกรนด์ไลน์ พวกเขาได้พบกับลาบูนและตาแก่คร็อกคัสตามคาด
จากคำอธิบายของคร็อกคัส พวกเขาก็ได้รับรู้ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับแกรนด์ไลน์ด้วย
เนื่องจากสนามแม่เหล็กที่ปั่นป่วนอย่างหนักของแกรนด์ไลน์ เข็มทิศธรรมดาจึงใช้การไม่ได้เลยที่นี่ ตรงส่วนนี้ไม่มีปัญหาอะไร เพราะไรเนอร์เตรียมล็อคโพสมาไว้ล่วงหน้าตั้ง 10 อันแล้วเมื่อวันก่อน
ปัญหาคือ สนามแม่เหล็กที่ปั่นป่วนยังทำให้สภาพอากาศ กระแสน้ำ และทิศทางลม เอาแน่เอานอนไม่ได้เลยด้วย
แม้แต่นามิเองก็ยังลนลานในช่วงแรก สร้างภาระให้ไรเนอร์ต้องทำงานเพิ่มขึ้นอีกบานตะไท
เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง การบังคับเรือ การชักใบเรือขึ้นลง ฯลฯ ล้วนตกเป็นหน้าที่ของอันเดดของเขาที่ต้องช่วยกันจัดการ พวกมันต้องคอยวิดน้ำขังตอนฝนตกและกวาดหิมะตอนหิมะตก
นามิถึงกับเสนอไอเดียบ้าๆ อย่างการเอาโครงกระดูกอันเดดมาเผาไฟเพื่อผิงไฟให้ความอบอุ่น – โดยไม่สน 'ชีวิต' ของพวกโครงกระดูกเลยแม้แต่น้อย
"นามิ อีกนานแค่ไหนกว่าเราจะถึงเกาะต่อไปเหรอ?" ไรเนอร์ถาม
นามิคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"เรากำลังจะเข้าสู่ระยะที่สนามแม่เหล็กของเกาะต่อไปครอบคลุมถึง ลมและกระแสน้ำน่าจะค่อยๆ ทรงตัวขึ้นแล้วล่ะ ถ้าทุกอย่างราบรื่น เราน่าจะถึงก่อนเย็นวันนี้แหละ"
"เกาะกระบองเพชร จุดแวะพักแรกในแกรนด์ไลน์" ไรเนอร์เริ่มตั้งตารอคอย
มันก็ผ่านมา... ปีครึ่งแล้วสินะตั้งแต่เขาทะลุมิติมา ในที่สุดเขาก็สะสมความแข็งแกร่งได้มากพอที่จะเข้าสู่แกรนด์ไลน์เสียที
การมีส่วนร่วมของลูฟี่และโซโลนั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ถ้าไม่มีรูปแบบข้อมูลของพวกเขา การจะพึ่งพาลูกกระจ๊อกชุดแรกของไรเนอร์ไปท้าสู้กับคุโระและอาร์ลองนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ความสามารถของเขาแค่ต้องการการสะสมความแข็งแกร่งในระดับหนึ่งในช่วงแรก จากนั้นมันก็จะสามารถสโนว์บอลต่อไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง
ตอนนี้ ด้วยอันเดดปีศาจคาตานะและปีศาจเลื่อยยนต์ อันเดดวูล์ฟเวอรีนที่ได้รับการอัปเกรด (รวมเข้ากับรูปแบบของซันจิ) บวกกับดาบโซ่กระดูกที่สร้างจากรูปแบบของอาร์ลอง ในที่สุดเขาก็มีความแข็งแกร่งพอตัวสำหรับครึ่งแรกของแกรนด์ไลน์แล้ว
เมื่อเขาได้รูปแบบข้อมูลของสองผู้นำคนยักษ์เผ่าเอลบาฟที่ลิตเติ้ลการ์เด้นมาเมื่อไหร่ ก็แทบจะไม่มีใครในครึ่งแรกของแกรนด์ไลน์ที่เป็นภัยคุกคามต่อเขาได้อีก
ยังไงซะ พละกำลังทางกายภาพโดยรวมที่น่าสะพรึงกลัวของคนยักษ์ก็เป็นเรื่องที่รู้กันดีอยู่แล้ว ในมือของเขา พลังที่พวกมันสามารถแสดงออกมาได้นั้นจะยิ่งทรงพลังกว่าร่างต้นฉบับเสียอีก
ยักษ์น้ำเงิน ดอร์รี่, ยักษ์แดง โบรกี้
ผู้นำกลุ่มโจรสลัดนักรบคนยักษ์จากเอลบาฟในโลกใหม่ เจ้าทะเลขนาดยักษ์ที่พวกเขาเคยล่ามานั้นมีขนาดใหญ่กว่าภูเขาไฟหลายลูกรวมกันเสียอีก กินพื้นที่ไปครึ่งหนึ่งของเกาะลิตเติ้ลการ์เด้นเลยทีเดียว
ภาพการโจมตีของพวกเขา หอกแห่งเอลบาฟ: ฮาโคคุ ที่แทงทะลุปลาทองนักเขมือบเกาะได้ในพริบตา... ไรเนอร์ยังจำมันได้ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าจะมีใครในครึ่งแรกของแกรนด์ไลน์ที่สามารถทนรับการโจมตีนั้นตรงๆ ได้แม้แต่ครั้งเดียว
นายจะบอกว่าพวกสายโรเกียรับมือได้งั้นเหรอ?
โอเค ช่างมันเถอะ
"ชิชิชิ! ดูตุ๊กตาหิมะลาบูนของฉันสิ!"
"ไม่เลวเลยนี่ ลูฟี่! แต่ยังหยาบไปหน่อยนะ ให้ฉันโชว์ราชินีหิมะของฉันให้ดูดีกว่า!"
"ว้าวฮ่าฮ่าฮ่า! สุดยอดไปเลย อุซป!" ลูฟี่เอ่ยชมอย่างตื่นเต้น
ไรเนอร์อดไม่ได้ที่จะชื่นชมตุ๊กตาหิมะของอุซป ด้วยมงกุฎอันวิจิตรบรรจงและเสื้อผ้าที่ถูกจัดแต่งอย่างประณีต จะเรียกมันว่าเหมือนจริงก็ไม่เกินจริงเลย แต่ทำไมใบหน้านั่นถึงดูคุ้นๆ จังนะ?
"จึ๊ๆๆ นั่นคือกะจะปั้นให้เป็นคายะใช่ไหมล่ะ?" ไรเนอร์นึกถึงใครบางคนขึ้นมาได้และแหย่อุซป "เพิ่งจะออกมาก็คิดถึงความอบอุ่นที่บ้านแล้วเหรอ อุซป?"
"อ-อะ-อะไรนะ!? นายพูดเรื่องอะไรเนี่ย!"
อุซปหน้าแดงแจ๋และเดินเซถอยหลังไปสองสามก้าว "ฉันกำลังจะเป็นนักรบผู้กล้าหาญแห่งท้องทะเลนะ! ฉันจะไปยึดติดกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ได้ยังไงกัน?"
"ฉันว่าคายะก็เป็นคนดีออกนะ รู้ไหม? ทั้งสวยทั้งอ่อนโยน หรือฉันควรจะช่วยรับ 'ภาระ' นี้แทนฝนายดีล่ะ?"
"กล้าดียังไง ไอ้เด็กบ้า!!!"
"ฮ่าฮ่า~~ เอาล่ะๆ ฉันไม่แกล้งนายแล้ว" ไรเนอร์หันไปถามซันจิด้วยรอยยิ้ม "หัวหน้าพ่อครัว มื้อเที่ยงวันนี้มีอะไรกินบ้าง?"
"อ่า~ เจ้าปลาทูน่าช้างนั่นก็ใกล้จะหมดอายุขัยแล้วล่ะ ได้เวลาชำแหละมันแล้ว"
ซันจิครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พ่นควันบุหรี่ออกมา "จะทำอะไรดีนะ... มีไอเดียอะไรไหม?"
ลูฟี่: "ปลาย่าง!"
อุซป: "ต้มยำหัวปลา!"
ไรเนอร์: "ซาชิมิ!"
โซโล: "อะไรก็ได้"
"งั้นตกลงตามนี้ ต้มยำหัวปลา ซาชิมิท้องปลา ส่วนที่เหลือก็เอาไปย่าง ส่วนส่วนที่อร่อยที่สุด จมูกปลา...
—นั่นแน่นอนว่าต้องให้คุณนามิผู้น่ารักเป็นคนตัดสินใจ!" ดวงตาของซันจิเปลี่ยนเป็นรูปหัวใจ กลายเป็นไอ้บ้าคลั่งรักไปในพริบตา
"ชิ ไอ้กุ๊กหื่นเอ๊ย"
"แกว่าไงนะ ไอ้หัวมอส!?"
ไรเนอร์หัวเราะเบาๆ เมื่อมองดูคู่กัดสองคนนี้ ซันจิเพิ่งจะขึ้นเรือมาได้ไม่กี่วัน เขากับโซโลก็เริ่มเปิดฉากวันแห่งการเขม่นกันเสียแล้ว
ไม่นาน ซันจิก็เข้าไปวุ่นอยู่ในครัว ลูฟี่และอุซปเริ่มกิจวัตรตกปลาประจำวัน ขณะที่ไรเนอร์และโซโลก็ไปที่ท้ายเรือเพื่อยกน้ำหนัก
"นายพัฒนาขึ้นเร็วมากเลยนะ ไรเนอร์" โซโลอดไม่ได้ที่จะทัก "ยังไม่ถึงสองสัปดาห์เลย นายเพิ่มน้ำหนักอีกแล้วนะเนี่ย"
"อ่า~ หลักๆ ก็เพราะพลังจากผลปีศาจช่วยนั่นแหละ มันทำให้การฝึกมีประสิทธิภาพเป็นสองเท่าเลย" ไรเนอร์อธิบาย
ตอนที่เขามาถึงที่นี่ครั้งแรก เขาเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีแรงแม้แต่จะเชือดไก่ด้วยซ้ำ ตอนนี้สภาพร่างกายของเขาเหนือกว่าคนปกติไปไกลโขแล้ว
ถ้าไม่ได้รับการเสริมพลังจากผลสายโซออน การจะมาถึงจุดนี้ได้ด้วยการฝึกฝนเพียงอย่างเดียวนั้นคงจะเป็นเรื่องยากเอาการเลยทีเดียว
"ถ้านายยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันอาจจะโดนนายแซงหน้าได้ในเวลาไม่ถึงปีนะเนี่ย" โซโลอดไม่ได้ที่จะจับบาร์เบลของตัวเองให้แน่นขึ้น มองดูไรเนอร์กำลังวิดพื้นด้วยน้ำหนัก 1,200 กิโลกรัม
"ไม่หรอก ฉันไม่ได้พัฒนาขึ้นอยู่คนเดียวซะหน่อย ฉันยังมีหนทางอีกยาวไกลกว่าจะตามนายทันนะ" ไรเนอร์พูด พลางเหลือบมองบาร์เบลหนัก 2,100 กิโลกรัมในมือโซโล พร้อมกับออกแรงเพิ่มขึ้นในท่าทางของตัวเองโดยไม่รู้ตัว
ทั้งสองคนแข่งกันเงียบๆ จนกระทั่งซันจิเรียกไปกินมื้อเที่ยง
หลังจากกินเสร็จ ไรเนอร์ก็กลับขึ้นไปเฝ้ายามบนรังกา โดยเอาบาร์เบลของเขาไปด้วย
เขาอยู่บนนั้นจนถึงเย็น เมื่อดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า ในที่สุดเขาก็สังเกตเห็นเกาะแห่งหนึ่ง
มองจากระยะไกล เขาพอจะมองเห็นบ้านเรือนเรียงรายอัดแน่นกันอยู่ โดยมียอดเขาขนาดใหญ่รูปกระบองเพชรหลายลูกตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังเมือง
"ทุกคน! เห็นเกาะแล้ว! มีเมืองอยู่บนนั้นด้วยนะ!" ไรเนอร์ตระโกนบอกลงมา จากนั้นก็จุดบุหรี่ เฝ้ามองดูเรือที่กำลังค่อยๆ เข้าใกล้
ลูฟี่และคนอื่นๆ ตื่นเต้นขึ้นมาทันที หลังจากแล่นเรือมาหลายวัน ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงเกาะที่มีร่องรอยของอารยธรรมเสียที
เกาะแห่งนี้มีชื่อว่า เกาะกระบองเพชร มีแม่น้ำสายหนึ่งแบ่งเกาะออกเป็นสองฝั่ง โกอิ้งแมรี่แล่นทวนแม่น้ำขึ้นไป จนมาถึงท่าเรือน้ำจืด
"พวกโจรสลัดนี่นา!"
"เร็วเข้า ไปบอกทุกคนเร็วว่ามีโจรสลัดมา!"
ใครบางคนในท่าเรือสังเกตเห็นเรือโจรสลัดและรีบวิ่งเข้าไปในเมืองอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นไม่นาน ท่าเรือก็คลาคล่ำไปด้วยชาวหมู่บ้าน
ที่แปลกก็คือ นอกจากชาวหมู่บ้านจะไม่แสดงท่าทีตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย พวกเขากลับดูร่าเริงและตื่นเต้นกันสุดๆ
"นักรบผู้กล้าหาญแห่งท้องทะเล!"
"ยินดีต้อนรับสู่วิสกี้พีค!"
เมื่อได้ยินเสียงร้องต้อนรับอย่างคึกคักจากท่าเรือ ทุกคนนอกจากลูฟี่และอุซปที่กำลังตื่นเต้นสุดขีด ล้วนแต่มีสีหน้างุนงงกันไปหมด
"สวัสดีทุกคน!"
"ว้าวฮ่าฮ่าฮ่า~~ พวกเขาเรียกฉันว่านักรบผู้กล้าหาญแห่งท้องทะเลล่ะ!"
เมื่อเทียบกับปฏิกิริยาของสองคนนั้น นามิและคนอื่นๆ กลับดูมีสติมากกว่า
"ฉันหูฝาดไปหรือเปล่า? พวกเขาต้อนรับโจรสลัดเนี่ยนะ?"
"เหอะ เมืองประหลาดชะมัด" โซโลเปรยขึ้น สังเกตดู 'ชาวหมู่บ้าน' เบื้องล่างด้วยความสนใจ
ไม่นาน ทุกคนก็ลงจากเรือ ไรเนอร์ทิ้งสมอ ผูกเรือแมรี่ไว้ให้แน่น แล้วก็กระโดดตามลงมา
ผู้ชายร่างสูงที่มีผมหยิกหยักศกฟูฟ่องก้าวออกมาข้างหน้า กระแอมไอราวกับนักร้องที่กำลังวอร์มเสียง
"อะแฮ่ม~ อา-โอ-โอ~"
จากนั้น รอยยิ้มก็แผ่กว้างบนใบหน้าของชายผมหยิกขณะที่เขากล่าวกับกลุ่มของพวกเขา:
"ผมชื่ออิการัม เป็นนายกเทศมนตรีของเมืองนี้ ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่เมืองแห่งการต้อนรับ—วิสกี้พีค!"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลูฟี่ก็รีบพุ่งเข้าไปทักทายเขาทันที และไม่นานคนทั้งกลุ่มก็เข้าไปคลุกคลีพูดคุยกับชาวหมู่บ้านอย่างเป็นกันเอง
༺༻