- หน้าแรก
- ทะลุมิติปั้นอาณาจักรกำเนิดราชันอุตสาหกรรมฮ่องกง
- บทที่ 22 - พัฒนาแหล่งจัดส่ง
บทที่ 22 - พัฒนาแหล่งจัดส่ง
บทที่ 22 - พัฒนาแหล่งจัดส่ง
บทที่ 22 - พัฒนาแหล่งจัดส่ง
เมื่อกลับมาถึงเพิงพัก หยางเหวินตงมองแสงอาทิตย์ที่สาดส่องทะลุหลังคาเตี้ยๆ ลงมา แล้วก้มมองพื้นดินที่ยังคงชื้นแฉะ
ความต้องการย้ายออกไปจากที่นี่พลุ่งพล่านขึ้นมาจับใจ เมื่อเดือนก่อนที่เขายังไม่มีเงินทุน เขาก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ตอนนี้ เมื่อความหวังในธุรกิจเริ่มส่องแสงประกาย ความปรารถนานี้ก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
หลังจากเก็บข้าวของเสร็จ หยางเหวินตงก็เดินไปที่บ้านไม้ของจ้าวลี่หมิงที่อยู่ไม่ไกลนัก บ้านของพวกเขาใหญ่กว่าบ้านของหยางเหวินตงเล็กน้อย แต่สภาพแวดล้อมก็ย่ำแย่พอๆ กัน
"พ่อแม่นายไปทำงานแล้วเหรอ?" หยางเหวินตงเอ่ยถาม
จ้าวลี่หมิงพยักหน้าตอบ "ใช่ ไปทำงานแล้ว ฉันบอกให้พวกเขากลับมาช่วยงานพวกเราดีกว่า ถึงจะแค่อยู่บ้านทำกระบอกดักหนู พวกเขาก็ไม่ยอม"
"เรื่องปกติแหละ ต้องเข้าใจพวกเขานะ" หยางเหวินตงยิ้มบางๆ "พวกเขามีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง ย่อมรับความเสี่ยงไม่ได้ ไว้รอนายหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆ ค่อยว่ากันใหม่เถอะ"
ปรากฏการณ์นี้มีให้เห็นในทุกยุคทุกสมัย เถ้าแก่หลายคนก็เริ่มต้นธุรกิจเพราะตกงานจนไม่มีทางเลือกอื่น
ส่วนพวกที่มีงานการมั่นคงในบริษัทใหญ่โตหรือหน่วยงานรัฐ แทบจะไม่มีใครยอมลาออกมาเสี่ยงโชคทำธุรกิจหรอก หรือถ้าคิดจะทำจริงๆ ก็ต้องเจอแรงกดดันจากครอบครัวอย่างหนักหน่วงแน่นอน
งานของพ่อแม่จ้าวลี่หมิง แม้จะธรรมดาและเหนื่อยยาก ต้องทำงานเจ็ดวันต่อสัปดาห์ วันละเก้าชั่วโมง หรืออาจจะมากกว่านั้น แต่ในฮ่องกงยุค 1958 การมีงานประจำที่มั่นคง ก็ถือว่าดีกว่าคนอื่นอีกตั้งมากมายแล้ว
จ้าวลี่หมิงถอนหายใจ "ฉันก็เข้าใจความคิดของพวกเขานะ แต่ฉันเห็นพวกเขาเหนื่อยก็สงสาร ตาแม่ฉันใกล้จะมองไม่เห็นอยู่แล้ว แต่ก็ยังต้องไปทำงานที่โรงงานทอผ้าอีก"
"เพราะงั้นเราถึงต้องรีบหาเงินให้ได้เยอะๆ ไงล่ะ" หยางเหวินตงพยักหน้าเห็นด้วย
เงินคือยาขนานเอกที่แก้ได้ทุกปัญหา ถ้าแก้ไม่ได้ ก็แสดงว่าเงินยังไม่มากพอ
ถ้าจะพูดให้เว่อร์หน่อย สาเหตุที่แท้จริงของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง ก็มาจากเรื่องเงินนี่แหละ...
จ้าวลี่หมิงถามขึ้น "พี่ตง ตอนนี้เรารับงานโกดังมาเพิ่มอีกหกแห่ง กระบอกดักหนูคงไม่พอใช้แน่ๆ ให้ฉันกับเฮ่าอวี่ไปทำเพิ่มดีไหม?"
หยางเหวินตงส่ายหน้าปฏิเสธ "ไม่จำเป็น ตอนนี้เราควรทุ่มเทเวลาไปกับการวางกับดัก ศึกษาเรียนรู้พฤติกรรมหนู แล้วก็ฝึกอ่านเขียนตัวหนังสือดีกว่า"
"การนั่งเหลากระบอกไม้ไผ่มันเสียเวลาเปล่าๆ ตอนแรกเราไม่มีทางเลือกอื่นก็เลยต้องทำ แต่ตอนนี้เราต้องจัดการเวลาให้คุ้มค่าที่สุด"
จ้าวลี่หมิงเสนอ "งั้นเราจ้างคนมาทำ แล้วจ่ายค่าแรงดีไหม?"
หยางเหวินตงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามว่า "ช่วงนี้ในเขตเพิงพัก มีคนทำกระบอกดักหนูเลียนแบบเราตั้งหลายคนนี่นา นายพอจะรู้เรื่องของคนพวกนี้บ้างไหม?"
คนจีนเป็นชนชาติที่มีความสามารถในการเรียนรู้สูงมาก ยกตัวอย่างเช่น ในอนาคต ชาวจีนโพ้นทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายคน ก็ก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐี หรือถึงขั้นกุมเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศนั้นๆ ไว้ได้เลย
คนในเขตเพิงพักส่วนใหญ่แม้จะมีชีวิตที่ยากลำบาก แต่เมื่อเห็นใครสามารถหาเงินจากของบางอย่างได้ ก็ย่อมมีคนบางกลุ่มที่คิดจะศึกษาและทำตาม
จ้าวลี่หมิงพยักหน้ารับ "รู้สิ เท่าที่ฉันรู้ก็มีอยู่สามคน มีคนนึงเมื่ออาทิตย์ก่อนไปตั้งแผงขายที่ตลาดฝั่งตะวันออกด้วย คงเห็นว่าพวกเราไม่ไปตั้งแผงแล้วมั้ง"
"อืม ดีเลย" หยางเหวินตงยิ้มกริ่ม "ไปกันเถอะ ไปดูกันหน่อย ถ้าฝีมือดี เราก็รับซื้อมาเลย"
"รับซื้อเลยเหรอ?" จ้าวลี่หมิงครุ่นคิดตาม "ก็จริงนะ แบบนี้สะดวกกว่าเยอะเลย แต่เรื่องราคาล่ะ?"
"เดี๋ยวฉันคุยเอง" หยางเหวินตงบอก
จ้าวลี่หมิงลุกขึ้นยืน "งั้นเดี๋ยวฉันเดินนำไปเอง"
"อืม ไปเถอะ" หยางเหวินตงเดินตามไป
เพิงพักในฮ่องกงส่วนใหญ่มักจะตั้งอยู่บริเวณตีนเขาที่ขรุขระ เพราะพื้นที่ราบถูกคนอื่นยึดครองไปหมดแล้ว
แถมการสร้างบ้านไม้ก็ไม่มีการวางผังเมืองใดๆ ทางเดินแคบๆ เต็มไปด้วยกรวดทรายและน้ำเสีย ไม้ไผ่และสายไฟเก่าๆ ระโยงระยางไปทั่วบริเวณ มีเสื้อผ้าและเศษผ้าขี้ริ้วตากแขวนอยู่เต็มไปหมด
โชคดีที่เป็นช่วงกลางวัน ผู้คนส่วนใหญ่ออกไปทำมาหากินกันหมด ไม่อย่างนั้นถ้าเป็นช่วงเย็นล่ะก็ คนคงเบียดเสียดกันแน่นขนัดยิ่งกว่าถนนหนานจิงในเซี่ยงไฮ้ยุคหลังเสียอีก
ไม่นานนัก ทั้งสองก็มาถึงจุดหมาย จ้าวลี่หมิงตะโกนเรียกเสียงดัง "อาตู้? ออกมาหน่อย พี่ตงมาหา"
ครู่ต่อมา เด็กหนุ่มร่างผอมเกร็งคนหนึ่งก็เดินออกมา พอเห็นหยางเหวินตงก็รีบฉีกยิ้มทักทาย "พี่ตง ลมอะไรหอบมาถึงนี่เนี่ย?"
"ก็แวะมาดูนายน่ะสิ ได้ยินมาว่าช่วงนี้ขายดิบขายดีเลยนี่" หยางเหวินตงเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม
อาตู้ยิ้มเจื่อนๆ "พี่ตงก็อย่าล้อผมเล่นเลยครับ ผมหาไม่ได้ก็เลยแอบลอกเลียนแบบกระบอกดักหนูของพี่ กะจะหาเงินประทังชีวิตไปวันๆ น่ะครับ"
หยางเหวินตงเลือกก้อนหินสูงระดับเอวแถวๆ นั้นนั่งลง พลางถามยิ้มๆ "ได้ยินว่านายไปตั้งแผงขายมาหลายวันแล้วนี่ ทำไมถึงเลิกขายล่ะ?"
อาตู้ตอบเสียงอ่อย "ค่าตั้งแผงวันละตั้งห้าเหมา ผมขายมาสามวันเพิ่งขายได้แค่สองอัน ขาดทุนย่อยยับเลยครับ เลยทำต่อไม่ไหวแล้ว"
จ้าวลี่หมิงที่ยืนอยู่ข้างๆ หัวเราะเบาๆ ตบบ่าอาตู้แล้วบอก "นายคิดว่าพี่ตงหาเงินได้จากการขายกระบอกดักหนูแค่นั้นเหรอ?"
อาตู้ทำหน้าปั้นยาก "นั่นสิครับ ผมเพิ่งรู้ตัวว่าผมพูดจาไม่เป็นเอาซะเลย"
"เรื่องแบบนี้มันเป็นพรสวรรค์น่ะ แก้ไขกันยาก" หยางเหวินตงยิ้มตอบ
ชาติก่อนเขาช่างเจรจาพาทีมาตั้งแต่เด็ก ถึงขั้นขึ้นเวทีเป็นพิธีกรได้สบายๆ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีความสามารถแบบนั้น ต่อให้ฝึกฝนเป็นเวลานานก็ใช่ว่าจะทำได้
พรสวรรค์ด้านนี้ ก็เหมือนกับงานศิลปะนั่นแหละ มันต้องมีติดตัวมาตั้งแต่เกิด
อาตู้ถามขึ้น "พี่ตง มาหาผมมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?"
หยางเหวินตงไม่ตอบตรงๆ แต่ย้อนถาม "เห็นนายยังมีไม้ไผ่เหลืออีกเพียบเลยนี่ แสดงว่ายังทำกระบอกดักหนูอยู่สินะ แล้วทำส่งให้ใครล่ะ?"
อาตู้ตอบ "ผมทำส่งให้พวกพ่อค้าแม่ค้าขายผักที่ตลาดฝั่งตะวันออก ที่ผมไปเจอตอนไปตั้งแผงขายน่ะครับ พวกเขารับไปขายควบคู่กับผัก"
"ฉลาดไม่เบานี่" หยางเหวินตงพยักหน้าชื่นชม "แล้วขายส่งให้พวกเขาอันละเท่าไหร่ล่ะ?"
อาตู้ชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว "สองเหมาครับ"
"อืม ก็พอได้อยู่" หยางเหวินตงถามต่อ "งั้นถ้านายขายให้พวกเราบ้างล่ะ?"
อาตู้ดีใจเนื้อเต้น "ได้สิครับ พี่ตงต้องการกี่อันครับ?"
"ไม่ใช่แค่กี่อันหรอก แต่เป็นหลักร้อยอันเลยล่ะ" หยางเหวินตงตอบ
"หลักร้อยเลยเหรอครับ?" อาตู้เบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ
หยางเหวินตงแบมือขวาออก "แต่ฉันให้ราคาแค่อันละห้าเซนต์นะ"
"ห้าเซนต์?" รอยยิ้มบนใบหน้าของอาตู้จางหายไปทันที "พี่ตงครับ พี่กดราคาโหดไปไหมครับ?"
"จะทำหรือไม่ทำก็เรื่องของนาย อย่าลืมนะว่าฉันเป็นคนต้นคิดกระบอกดักหนูนี่ ต้นทุนมันเท่าไหร่ ฉันรู้ดีทะลุปรุโปร่งเลยล่ะ" หยางเหวินตงยิ้มกริ่ม
ไม้ไผ่หลังเขาก็เป็นเศษวัสดุก่อสร้างที่ทิ้งแล้ว มีให้เก็บฟรีๆ ไม่มีวันหมด ต้นทุนเดียวของกระบอกดักหนูก็คือค่าแรง จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คนๆ นึงทำได้ประมาณวันละสามสิบอัน
ส่วนคนในเขตเพิงพัก ถ้าอยากหาเงินให้ได้วันละหยวนครึ่งล่ะก็ ต้องทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำสาหัสสากรรจ์กว่าการนั่งเหลาไม้ไผ่เยอะเลย
อาตู้ต่อรอง "ขอเพิ่มอีกสักเซนต์ไม่ได้เหรอครับ วันนึงได้เพิ่มอีกสามเหมา ผมจะได้เอาไปกินบะหมี่เกี๊ยวสักชามก็ยังดี"
"ไม่ได้หรอก นายก็น่าจะรู้ดีว่าราคานี้มันทำกำไรได้หรือเปล่า" หยางเหวินตงไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่น้อย
"งั้นก็ตกลงครับ" อาตู้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลงในที่สุด
หยางเหวินตงพยักหน้ารับ "ดี งั้นวันนี้เราจะเอาของกลับไปก่อนจำนวนนึง ลี่หมิง จ่ายเงินให้เขาเลย"
จ้าวลี่หมิงยิ้มแฉ่ง "รับทราบครับ"
(จบแล้ว)