- หน้าแรก
- ทะลุมิติปั้นอาณาจักรกำเนิดราชันอุตสาหกรรมฮ่องกง
- บทที่ 8 - ลูกค้าเก่า
บทที่ 8 - ลูกค้าเก่า
บทที่ 8 - ลูกค้าเก่า
บทที่ 8 - ลูกค้าเก่า
เมื่อเห็นหญิงชาวตะวันตกเดินตรงเข้ามาหา หยางเหวินตงก็รู้สึกประหม่าเล็กน้อย
"พวกคุณก็เป็นคนของหน่วยจัดการพ่อค้าหาบเร่เหรอ?" หญิงผิวขาวเดินเข้ามาใกล้ พร้อมเอ่ยถามด้วยภาษากวางตุ้งที่คล่องแคล่วชัดเจน
"เปล่าครับ" หยางเหวินตงรีบปฏิเสธ "พวกเราก็แค่พ่อค้าหาบเร่ที่นี่ครับ"
หญิงผิวขาวจึงพูดต่อ "ถ้าอย่างนั้น รบกวนช่วยพาคุณคนนี้ไปส่งที่โรงพยาบาลหน่อยได้ไหมคะ"
"ไปโรงพยาบาล?" หยางเหวินตงปรายตามองชายวัยกลางคนที่เพิ่งถูกรุมทำร้าย ซึ่งตอนนี้ได้ลูกสาวช่วยพยุงให้ยืนขึ้นแล้ว
หญิงผิวขาวยังคงพูดต่อ "เขาบาดเจ็บหนักมาก อาจจะกระดูกหักได้ ต้องไปโรงพยาบาลนะคะ"
"ไม่เอา ผมไม่ไปโรงพยาบาล" ชายผู้ถูกทำร้ายที่ได้ยินบทสนทนาจากที่ไม่ไกลนัก รีบเดินกะเผลกเข้ามาพร้อมกับปฏิเสธเสียงแข็ง
หญิงผิวขาวถาม "ทำไมล่ะคะ? อวัยวะภายในของคุณอาจจะบอบช้ำก็ได้นะ"
ชายวัยกลางคนส่ายหน้า พลางข่มความเจ็บปวดรวดร้าวตามร่างกายไว้แล้วเอ่ย "ผมไม่มีเงินจ่ายแม้แต่ค่าคุ้มครองด้วยซ้ำ จะเอาเงินที่ไหนไปหาหมอ ถ้าผมมีเงิน ผมคงไม่โดนซ้อมหรอก"
หญิงผิวขาวบอก "เรื่องค่ารักษาฉันจะออกให้เอง คุณไม่ต้องห่วงนะ"
หยางเหวินตงยืนนิ่งเงียบมาตลอด เขาก็สงสารสองพ่อลูกคู่นี้เหมือนกัน แต่เขาก็ไม่มีอำนาจพอจะช่วยอะไรได้ ในสังคมฮ่องกงยุคนี้ มีคนน่าสงสารแบบนี้อีกถมเถไป
หากตอนนั้นเขาป่วยตายเพราะไข้หวัดใหญ่จริงๆ สองแม่ลูกตระกูลซูจะสามารถรักษากระท่อมในเขตเพิงพักไว้ได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่ และหลังจากนั้น ชีวิตของพวกเธอก็คงไม่ได้ดีไปกว่านี้สักเท่าไหร่
ทว่าพอได้ยินสิ่งที่แหม่มฝรั่งพูด เขาก็อดไม่ได้ที่จะลอบมองเธออีกครั้ง ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอกับชาวต่างชาติที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่นแบบนี้
"ไม่ ผมไม่ไป" ชายวัยกลางคนปฏิเสธทันทีโดยไม่เสียเวลาคิด
หญิงผิวขาวขมวดคิ้วมุ่น "ถ้าอวัยวะภายในของคุณบอบช้ำ คุณอาจจะตายได้เลยนะคะ"
ชายวัยกลางคนส่ายหน้าอีกครั้ง "ถ้าคุณอยากจะช่วยผมจริงๆ ช่วยซื้อของกินให้ลูกสาวผมหน่อยเถอะ แกไม่ได้กินอะไรอิ่มท้องมานานมากแล้ว"
"ตกลงค่ะ นี่ถือเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากฉันก็แล้วกัน" ท้ายที่สุด หญิงผิวขาวก็ไม่ได้คะยั้นคะยออีก เธอหยิบธนบัตรห้าหยวนส่งให้เขา ชายคนนั้นกล่าวขอบคุณแล้วก็เดินจากไป
หยางเหวินตงยังคงไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เมื่อเห็นว่าเรื่องจบลงแล้ว เขาก็เตรียมตัวจะเดินกลับ แต่หญิงผิวขาวกลับเรียกเขาไว้ "เดี๋ยวสิคะ เมื่อกี้คุณบอกว่าเป็นพ่อค้าที่นี่ใช่ไหม?"
"ใช่ครับ" หยางเหวินตงพยักหน้าตอบ
หญิงผิวขาวจ้องมองเขาครู่หนึ่ง น้ำเสียงแฝงความประหลาดใจเล็กน้อย "ฉันรู้สึกว่า ท่าทางของคุณดูแตกต่างจากคนอื่นๆ นะคะ"
หยางเหวินตงถามกลับ "แตกต่างยังไงหรือครับ?"
"ฉันก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน" หญิงผิวขาวไม่ได้เก็บมาใส่ใจให้มากความ เธอเบนสายตาไปมองกระบอกดักหนูที่เหลืออยู่ในตะกร้าข้างกายหยางเหวินตง พลางเอ่ยถาม "นี่คืออะไรเหรอคะ?"
"เอาไว้ดักหนูน่ะครับ คุณสนใจรับสักอันไหม?" หยางเหวินตงรักษาสปิริตความเป็นพ่อค้าไว้อย่างดีเยี่ยม จึงรีบย้อนถามทันที
แหม่มฝรั่งผิวขาวพินิจดูอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะยังมองไม่ออก จึงถามว่า "ของชิ้นนี้มันดักหนูได้ยังไงคะ?"
"มันเป็นอย่างนี้ครับ..." เมื่อเห็นว่าฝรั่งตรงหน้าเริ่มสนใจ หยางเหวินตงจึงลงมืออธิบายทันที
หลังจากหญิงผิวขาวตั้งใจฟังจนจบ เธอก็เข้าใจหลักการทำงานของมัน "เป็นโครงสร้างที่ฉลาดมากเลยค่ะ ไม่ทำร้ายคนเหมือนกับดักหนู แล้วก็ไม่ต้องคอยเอาซากหนูหรือหนูที่บาดเจ็บออกมาเหมือนกรงดักหนูด้วย"
หยางเหวินตงยิ้มรับ "ใช่ครับ แค่ดึงไม้ชิ้นนี้ออก ซากหนูก็จะร่วงลงมาเอง ง่ายนิดเดียวครับ หรือถ้าจะโยนทิ้งไปพร้อมกับกระบอกนี่เลยก็ได้ ราคาถูกมากครับ แค่อันละห้าเหมาเท่านั้นเอง"
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา หยางเหวินตงได้เปิดโลกรับรู้ข้อมูลข่าวสารมากมายจากการตั้งแผงขายของในตลาดแห่งนี้ เพราะเขาสามารถหาหนังสือพิมพ์เก่าๆ มาอ่านได้ไม่ยาก
แม้ตัวอักษรจีนตัวเต็มหลายตัวเขาจะอ่านไม่ออกเมื่ออยู่โดดๆ แต่พอเอามาเรียงร้อยเป็นประโยค เขาก็พอจะเดาความหมายได้เกือบทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงพอมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพสังคมฮ่องกงในปี 1958 บ้าง ยกตัวอย่างเช่น ค่าแรงเฉลี่ยของคนที่นี่อยู่ที่แปดสิบดอลลาร์ฮ่องกงต่อเดือน
แต่ไม่ว่าในสังคมใด คนส่วนใหญ่ก็มักจะถูกเหมารวมอยู่ในค่าเฉลี่ยเสมอ คนธรรมดาทั่วไปในฮ่องกงที่ต้องทำงานหนักอาบเหงื่อต่างน้ำวันละสิบสองชั่วโมง อาจจะมีรายได้แค่เพียงหนึ่งหยวนกว่าๆ เท่านั้น
ในขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้สูงปรี๊ด ซึ่งเป็นตัวดึงค่าเฉลี่ยให้สูงขึ้น มักจะมีรายได้หลักร้อยหรือหลักพันต่อเดือน อย่างเช่นพวกข้าราชการฝรั่งชาวอังกฤษ เป็นต้น
เงินห้าเหมา สำหรับครอบครัวชาวจีนทั่วไปอาจจะไม่ถือว่ามากมายอะไร แต่ก็ใช่ว่าจะยอมเอามาทิ้งขว้างได้ง่ายๆ ทว่าสำหรับฝรั่งชาวอังกฤษแล้ว มันก็เหมือนกับพนักงานกินเงินเดือนในยุคหลังๆ ที่ซื้ออมยิ้มสักแท่งเท่านั้นเอง
"สะดวกมากจริงๆ ค่ะ พวกหนูนี่น่ารำคาญที่สุดเลย" หญิงผิวขาวพยักหน้าเห็นด้วย "ถ้าอย่างนั้น ฉันขอซื้อสองอันก็แล้วกันค่ะ ถ้าใช้ได้ผลดี คราวหน้าฉันจะมาอุดหนุนใหม่นะคะ"
"ได้เลยครับ" หยางเหวินตงยิ้มกว้าง ในการทำธุรกิจ เขาไม่เคยละเลยลูกค้าแม้แต่รายเดียว วันนี้เขานำกระบอกดักหนูมาสองร้อยอันตามออเดอร์ของอาเปียว และยังเตรียมมาเผื่อขายปลีกอีกนิดหน่อย หวังว่าจะได้เงินเพิ่มอีกสักเล็กน้อย
ถึงแม้ว่าเงินสามสิบหยวนที่ได้จากอาเปียว จะพอช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขากระเตื้องขึ้นมาบ้าง
แต่ความจริงแล้ว เขาก็ยังคงขัดสนเงินทองอยู่มากทีเดียว
วันเวลาของการหาบเร่ขายของยังคงดำเนินต่อไป แม้จะไม่ได้เป็นกอบเป็นกำอะไรนัก แต่ในฮ่องกงยุคนี้ ที่ผู้คนส่วนใหญ่ต้องทนอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมอันเลวร้าย ผู้คนรอบตลาดฝั่งตะวันออกก็ต้องทนทุกข์กับปัญหาหนูระบาดอยู่เป็นประจำ เมื่อเจอกับกระบอกดักหนูราคาถูก ก็ย่อมมีคนยอมควักกระเป๋าซื้ออยู่บ้าง
การเร่ขายของในตลาด ช่วยให้หยางเหวินตง จ้าวลี่หมิง และคนอื่นๆ พอมีรายได้สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ภายใต้คำร้องขอของหยางเหวินตง ซูอี้อี้ก็หยุดงานปักผ้าที่ทำลายสายตาชั่วคราว แล้วหันมาช่วยเขาเร่ขายของแทน ส่วนจ้าวลี่หมิงก็รับหน้าที่ผลิตกระบอกดักหนูอยู่ที่เพิงพักตามลำพัง
วันหนึ่ง ขณะที่หยางเหวินตงและอี้อี้กำลังยืนเฝ้าแผงขายของและพูดคุยกันเพลินๆ
ซูอี้อี้ก็พูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม "พี่ตง ที่พี่พูดมาน่ะถูกเผงเลยนะ มีคนทำกระบอกดักหนูเลียนแบบเราตั้งหลายคน แต่พวกเขาไม่ได้มาเร่ขายที่นี่หรอกนะ แค่เอาไปขายในเขตเพิงพัก หรือไม่ก็ไปขายตามสถานที่ที่มีคนเยอะๆ แทน"
หยางเหวินตงพยักหน้ารับ "อืม ก็ปกตินี่นา การจะมาค้าขายในตลาดสดได้ มันต้องมีเงินจ่ายค่าที่ แล้วก็ต้องมีฝีปากในการโน้มน้าวใจลูกค้าด้วย ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะมีความสามารถพวกนี้"
ความจริงอาจจะมีบางคนเคยลองทำดูแล้ว แต่ก็ถอดใจไปตั้งแต่วันแรก
การทำธุรกิจรายย่อย สำหรับคนส่วนใหญ่ที่มีงานประจำทำ หรือแม้แต่คนที่รับจ้างทั่วไป ถือเป็นอุปสรรคชิ้นโตที่ก้าวข้ามไปได้ยาก
ฟังดูเหมือนง่าย แต่พอลงมือทำจริงๆ กลับยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่างานใช้แรงงานหรืองานใช้สมองเสียอีก
แต่ถ้าทำสำเร็จ ผลตอบแทนก็ย่อมคุ้มค่า อย่างเช่นหยางเหวินตงในตอนนี้ รายได้ของเขาแซงหน้างานแบกหามไปไกลลิบ ซึ่งก็ทำให้คุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
"ใช่ค่ะ วันนี้เราขายของได้เยอะเลย ตอนเย็นฉันอยากจะไปซื้อไก่สักครึ่งตัว เอาไปทำกับข้าวให้แม่กินอร่อยๆ สักมื้อ" ซูอี้อี้เอ่ยขึ้น
"เอาสิ" หยางเหวินตงตอบตกลง
แม้ตอนนี้เงินทองจะยังฝืดเคืองอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นต้องตระหนี่ถี่เหนียวจนแค่กินประทังชีวิตไปวันๆ นานๆ ทีก็ควรจะได้กินของดีๆ บ้าง
ในตอนนั้นเอง ลูกค้าหน้าคุ้นก็เดินตรงเข้ามาหา ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นหญิงชาวตะวันตกเมื่อหลายวันก่อนนั่นเอง เธอเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าหยางเหวินตงแล้วเอ่ย "สวัสดีค่ะ ฉันอยากจะซื้อกระบอกดักหนูของคุณเพิ่มอีกสักหน่อยค่ะ"
(จบแล้ว)