- หน้าแรก
- ใครว่าเป็นแค่นักธนูธรรมดา พอดีดาเมจผมทะลุหลอดครับ
- บทที่ 33 - นั่นมันของฉันอยู่แล้วต่างหาก
บทที่ 33 - นั่นมันของฉันอยู่แล้วต่างหาก
บทที่ 33 - นั่นมันของฉันอยู่แล้วต่างหาก
สายตาของฉินเชี่ยนเสวี่ยตวัดไปมองซุนม่านม่านที่อยู่ในอ้อมกอดของเฉินจื้อกัง น้ำเสียงเจือความสมเพชอย่างจงใจเหยียบย่ำ "ซุนม่านม่าน ฉันล่ะยอมใจรสนิยมการเลือกผู้ชายของเธอจริงๆ... ห่วยแตกบรม แต่ว่านะ..."
เธอเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน รอยยิ้มสว่างไสวเสียจนแยงตา "ยังไงก็ต้องขอบใจเธอนะจ๊ะ"
ซุนม่านม่านตัวแข็งทื่อ ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้เรือนผมเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ความรู้สึกตีรวนสารพัดพัดถาโถมเข้าใส่เธอในพริบตา—ทั้งช็อก ทั้งรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องตลกตลบตะแลง และยังมีความรู้สึก... เจ็บจี๊ด ที่แม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่อยากจะยอมรับ
แววตาเคียดแค้นชิงชังของซุนม่านม่านทะลุผ่านปรอยผมที่ปรกหน้า พุ่งตรงไปยังเซี่ยมู่
ส่วนเซี่ยมู่น่ะเหรอ... เมินสายตาของซุนม่านม่านไปอย่างสิ้นเชิง
"ดีแต่หลบหลังผู้หญิงหรือไง?"
เฉินจื้อกังเหลือบมองแขนของฉินเชี่ยนเสวี่ยที่คล้องแขนเซี่ยมู่ไว้แน่น พูดด้วยน้ำเสียงดูแคลน "ไอ้สวะอย่างแก ต่อให้มีฉินเชี่ยนเสวี่ยคอยแบก ก็เป็นได้แค่ตัวถ่วงนั่นแหละวะ ถ้าฉันเป็นแกนะ ป่านนี้มุดหัวลงหลุมไปแล้ว ไม่มีหน้ามาเดินลอยชายให้คนเขาสมเพชแบบนี้หรอก!"
เฉินจื้อกังไม่กล้าหลุดปากพูดจาหยาบคายกับฉินเชี่ยนเสวี่ย เลยระเบิดอารมณ์ทั้งหมดไปลงที่เซี่ยมู่แทน
เซี่ยมู่รู้ดีว่าที่ฉินเชี่ยนเสวี่ยทำไปก็เพื่อออกตัวปกป้องเขา เขาจึงไม่ได้โง่ขนาดจะสะบัดแขนเธอทิ้ง
เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้เฉินจื้อกัง กระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคน "สวะงั้นเหรอ? หึ ลองเดาดูสิ... ทำไมฉันถึงเดินออกมาจากจัตุรัสวาร์ปของดันเจี้ยนล่ะ?" น้ำเสียงของเขาเย็นชาเจือความขบขัน "สมองกลวงๆ อย่างแก ยังกล้าฝันจะเอาเฟิร์สเคลียร์อีกเหรอ? เลิกเพ้อเจ้อ แล้วกลับบ้านไปล้างหน้าเข้านอนซะไป"
เฉินจื้อกังชะงักกึก สิ่งที่เซี่ยมู่พูดเป็นความจริง ก่อนหน้านี้เขาเห็นเซี่ยมู่เดินออกมาจากรูนวาร์ปดันเจี้ยนจริงๆ รายละเอียดเล็กๆ ที่เขาเผลอมองข้ามไป พอถูกเซี่ยมู่สะกิดขึ้นมา มันเหมือนโดนสาดน้ำเย็นจัดรดหัวจนชาดิกไปทั้งตัว!
เขารู้ดีว่า ไม่ว่าจะเป็นดันเจี้ยนมือใหม่หรือดันเจี้ยนพิเศษ เงื่อนไขการเข้าร่วมคือต้องมีเลเวล 5 ขึ้นไปเท่านั้น
ในเมื่อเซี่ยมู่สามารถเดินเข้าออกรูนวาร์ปดันเจี้ยนได้ นั่นก็แปลว่าเลเวลของเขาต้องทะลุเลเวล 5 ไปแล้วแน่นอน
รอยยิ้มได้ใจบนใบหน้าของเฉินจื้อกังเหือดหายไปราวกับน้ำลด สีหน้ากลายเป็นเขียวคล้ำ เขาจ้องเซี่ยมู่เขม็งด้วยสายตาที่แทบจะกินเลือดกินเนื้อ
เป็นไปไม่ได้! ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด!
พิธีตื่นรู้เพิ่งจบไปเมื่อวานเองนะ! ขนาดเขาที่อาศัยของเทพๆ จากตระกูล กับปาร์ตี้ที่รู้ใจกันสุดๆ ลากเลือดปั่นเลเวลกันจนถึงตอนนี้ เพิ่งจะแตะเลเวล 5 แบบหืดขึ้นคอ! แล้วไอ้สวะเซี่ยมู่ที่ทุกคนตราหน้าเมื่อวานเนี่ยนะ จะกระโดดมาถึงเลเวล 5 ได้ยังไง?!
เว้นเสียแต่ว่า...
ความคิดหนึ่งพุ่งปราดเข้ามาในหัวราวกับอสรพิษ!
กระต่ายคลั่งดึกดำบรรพ์ บอสฟิลด์เมื่อวานที่ใกล้จะเสร็จเขาอยู่รอมร่อ! บอสที่ปาร์ตี้ของเขาสู้รบตบมือจนเลือดตาแทบกระเด็นกว่าจะรีดเลือดมันจนเหลือปริ่มหลอด แต่ดันโดนหมาหวงก้างโฉบเอาลาสช็อตไปหน้าตาเฉย!
ลมหายใจของเฉินจื้อกังเริ่มหอบถี่ เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปน ดวงตาแดงก่ำจ้องเซี่ยมู่เขม็ง สายตาเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายและรังสีอำมหิตที่บ้าคลั่ง น้ำเสียงของเขาแหบพร่าจากแรงอารมณ์โกรธจัด "เซี่ยมู่! บอสตัวเมื่อวาน... เป็นฝีมือมึงใช่มั้ยที่เสือกมาลาสไป?!!"
"ลาส?" เซี่ยมู่แค่นหัวเราะ "นั่นมันบอสของฉันอยู่แล้วต่างหาก..."
เซี่ยมู่ไม่ได้ปฏิเสธ เขายืดตัวขึ้นช้าๆ ก้มมองเฉินจื้อกังที่ยืนอยู่ตรงตีนบันได มุมปากกระตุกยิ้มเย็นชาและเย้ยหยัน ก่อนจะพ่นสองคำออกมาชัดเจน "ไอ้โง่เอ๊ย!"
ผู้คนรอบข้างตกอยู่ในความเงียบงัน...
เซี่ยมู่ขี้เกียจจะชายตามองเฉินจื้อกังให้เสียเวลา เขาหันหน้าไปกระซิบกับฉินเชี่ยนเสวี่ยที่ดวงตาเปื้อนยิ้ม "ไปกันเถอะ"
ฉินเชี่ยนเสวี่ยส่งยิ้มพยักหน้ารับ ควงแขนเซี่ยมู่เดินผ่านหน้าเฉินจื้อกังไปโดยไม่สนสายตาอาฆาตแค้นราวกับจะฆ่าคนของเขา เดินตรงดิ่งออกจากอาคารจัตุรัสวาร์ปไป
สายตาของเฉินจื้อกังเหมือนตะขออาบยาพิษที่ปักแน่นอยู่บนแผ่นหลังของเซี่ยมู่ กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกยิก บิดเบี้ยวเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
เขาค่อยๆ เค้นเสียงเย็นเยียบออกมาจากไรฟันทีละคำ เสียงนั้นเย็นยะเยือกรอบกับงูพิษแลบลิ้น "ดี... ดีมาก... เซี่ยมู่..."
พอนึกถึงภาพชวนช็อกเมื่อวาน—ตัวเลขดาเมจสีเลือดที่เด้งขึ้นมาจากหัวของกระต่ายคลั่งดึกดำบรรพ์ พลังโจมตีมหาศาลขนาดนั้น... ในมือมันต้องมีของระดับเทพที่เหนือจินตนาการซ่อนอยู่แน่ๆ! หรือว่า... จะเป็นอาวุธไม่จำกัดเลเวล? พอคิดถึงตรงนี้ หัวใจของเฉินจื้อกังก็เต้นระรัว
"ธนูดอกเดียวทำดาเมจอัดบอสได้สองร้อยกว่าเลยงั้นเหรอ? ฉันอยากจะรอดูนักเชียว ว่าสวะก้นสังคมอย่างแก จะรักษา 'ของล้ำค่า' ในมือเอาไว้ได้นานแค่ไหน"
...
ที่หน้าอาคารจัตุรัสวาร์ป แสงอาทิตย์ยามเย็นของฤดูใบไม้ร่วงสาดส่องลงมา อาบไล้เมืองหนานทั้งเมืองให้กลายเป็นสีส้มอมแดงอันอบอุ่น
ฉินเชี่ยนเสวี่ยเอียงคอเล็กน้อย สายตาหลุบมองมือของตัวเองที่ยังคงควงแขนเซี่ยมู่เอาไว้
เมื่อกี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผีตัวไหนเข้าสิง ถึงได้คว้าแขนเขาหมับเข้าให้แบบนั้น ตอนนี้ความใกล้ชิดที่เกิดจากความตั้งใจเมื่อครู่ กลับแจ่มชัดขึ้นมาท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็น ทำให้แก้มขาวเนียนของเธอมีริ้วสีแดงระเรื่อพาดผ่านบางๆ
เธอพยายามตีหน้านิ่ง แต่ก็ซ่อนความประหม่าไว้ไม่มิด ค่อยๆ ดึงแขนตัวเองออกจากวงแขนของเซี่ยมู่อย่างเบามือ พยายามทำให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด ทำเหมือนว่าแค่ลมพัดแขนเสื้อปลิว เลยต้องจัดให้เข้าที่เข้าทางแค่นั้นแหละ
"อะแฮ่ม..."
ฉินเชี่ยนเสวี่ยกระแอมเบาๆ จงใจหลบตาเซี่ยมู่ น้ำเสียงแฝงความเกร็งไว้ลึกๆ "นายอย่าเข้าใจผิดไปล่ะ... ฉันก็แค่หมั่นไส้ที่พวกนั้นรังแกคนอื่น เลยอยากจะปั่นหัวพวกมันเล่นๆ ก็แค่นั้นแหละ"
เซี่ยมู่หยุดเดิน แล้วหันไปมองฉินเชี่ยนเสวี่ย
เขาพยักหน้ารับเรียบๆ "อืม รู้แล้วล่ะ ขอบใจนะ"
ฉินเชี่ยนเสวี่ยถึงกับสะอึกกับความนิ่งเฉยของเซี่ยมู่ จู่ๆ ในใจก็รู้สึก... โหวงๆ ขึ้นมานิดหน่อย? เหมือนโดนขนนกปัดแก้มเบาๆ ทั้งคันยิกๆ ทั้งหวิวๆ ยังไงชอบกล
เธอสะบัดหัวไล่ความคิดบ้าๆ พวกนั้นทิ้งไป เชิดหน้าขึ้น น้ำเสียงกลับมาเย่อหยิ่งตามสไตล์เดิม "แค่คำว่าขอบใจคำเดียวเนี่ยนะ? คุณหนูอย่างฉันยอมสละภาพพจน์เพื่อช่วยนายแก้วิกฤตเลยนะยะ จะเอาแค่คำพูดมาตบรางวัลแค่นี้มันไม่เกินไปหน่อยหรือไง?"
เซี่ยมู่มองท่าทางแกล้งงอนของเธอ ในแววตาพาดผ่านรอยยิ้มบางๆ เขาทำท่าครุ่นคิดก่อนจะพูดขึ้น "เรื่องนี้... เมื่อเช้าพวกเราน่าจะคุยกันลึกซึ้งพอแล้วมั้ง? ถ้าเธออยากได้ตัวฉันขนาดนั้นล่ะก็..."
"ไปตายซะไป๊!"
ฉินเชี่ยนเสวี่ยหน้าแดงแปร๊ด เงื้อหมัดเตรียมจะทุบ แต่ก็ชะงักหมัดค้างไว้กลางอากาศ เธอถลึงตาใส่เขาขวับใหญ่ ใบหูแดงก่ำกลืนไปกับแสงอาทิตย์ยามเย็น "ยังไงก็ช่าง... เรื่องนี้มันไม่จบง่ายๆ แค่นี้หรอกย่ะ!"
เซี่ยมู่ยักไหล่แบบไม่หยี่ระ นิ้วมือจิ้มลงไปในอากาศตรงหน้าเบาๆ สองสามครั้ง แสงสว่างวาบขึ้น และสร้อยคอเส้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา
สายสร้อยทำจากโลหะสีเงินขาวประกายมุกที่ดูอบอุ่น ถักทออย่างประณีต ส่วนจี้เป็นอัญมณีสีฟ้าทรงหยดน้ำ ที่สะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็นจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับชวนหลงใหล
"อ๊ะ นี่ให้เธอ"
เซี่ยมู่ยื่นสร้อยคอไปตรงหน้าฉินเชี่ยนเสวี่ย "โชคดีน่ะ ได้อุปกรณ์เฉพาะของสายอัญเชิญมาอีกชิ้นนึง"
ฉินเชี่ยนเสวี่ยชะงักไป รับสร้อยคอที่เซี่ยมู่ยื่นให้มาถือไว้ แสงจากสกิลตรวจสอบสว่างวาบ รอยยิ้มดีใจสุดขีดก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของเธอทันที
[สร้อยคอน้ำตาชำระจิตใจ] (แรร์)
สติปัญญา +50
ออปชันเสริม:
การเยียวยาแห่งพันธสัญญา (เผาผลาญมานาของสายอัญเชิญ 50% เพื่อฟื้นฟูพลังชีวิตให้สัตว์อัญเชิญ 50%)
การฟื้นฟูวิญญาณสัตว์ (เมื่อสัตว์อัญเชิญออกจากการต่อสู้ ฟื้นฟูพลังชีวิต 2% ต่อวินาที)
เลเวลสวมใส่: 10
"สุดยอดไปเลย!"
ฉินเชี่ยนเสวี่ยเงยหน้ามองเซี่ยมู่ ดวงตาเป็นประกายวิบวับ "สร้อยเส้นนี้มูลค่าอย่างต่ำๆ ก็ปาเข้าไปห้าหมื่นเหรียญทองแล้วนะ นายแน่ใจเหรอ... ว่าจะยกให้ฉันฟรีๆ แบบนี้?"
เซี่ยมู่ยิ้มมุมปาก "อืม ให้เธอแหละ"
ฉินเชี่ยนเสวี่ยลูบคลำสร้อยคอเล่นไปมา หัวเราะคิกคัก "ขอบใจน้า ของขวัญชิ้นนี้คุณหนูถูกใจมาก"
เธอชะงักไปครู่หนึ่ง เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ น้ำเสียงดูจริงจังขึ้นนิดหน่อย "ฉันกะว่าจะเพลาๆ เรื่องปั่นเลเวลลงหน่อย จะได้รอยัยหลินเวยอินด้วย ไม่งั้นถ้าเกิดยัยเพื่อนรักพลาสติกนั่นวีนแตกขึ้นมา ฉันคงรับมือไม่ไหวแน่ๆ"
เซี่ยมู่พยักหน้า สถิติเลเวลสูงสุดก่อนวันจบการศึกษาของเมืองหนานอยู่ที่เลเวล 16 เท่านั้น ตอนนี้พวกเขาก็ปาเข้าไปเลเวล 15 แล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรต้องรีบปั่นเลเวลให้เลือดตาแทบกระเด็นอีกต่อไป
คะแนนเข้ามหาวิทยาลัยผู้ตื่นรู้ก็ต้องการแค่เลเวล 10 เท่านั้น ถึงมองเผินๆ เลเวล 10 กับ 15 จะห่างกันแค่ 5 เลเวล แต่ค่าประสบการณ์รวมที่ต้องใช้สำหรับ 5 เลเวลนี้ มันมากพอที่จะปั้นผู้ตื่นรู้จากเลเวล 1 ไปถึง 10 ได้เป็นสิบๆ รอบเลยทีเดียว
"เพลาๆ การทำตัวเด่นแบบไร้สาระลงบ้างก็ดีเหมือนกันนะ" เซี่ยมู่คิดในใจ