- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นบอสลับ คุมกระดานล้างแค้นพระเจ้า
- บทที่ 67 - เขาวงกต
บทที่ 67 - เขาวงกต
บทที่ 67 - เขาวงกต
บทที่ 67 - เขาวงกต
เพดานเป็นสีทอง
พื้นก็เป็นสีทองเช่นกัน
ส่วนรอบด้านคือกำแพงที่สูงตระหง่านเสียดฟ้า กำแพงเหล่านั้นเชื่อมต่อกับเพดาน ปิดกั้นห้องนี้เอาไว้จนมิดชิด
ไม่ว่าจะพยายามยังไง ก็ไม่สามารถมองเห็นโครงสร้างทั้งหมดของห้องนี้จากมุมสูงได้เลย
เบื้องหน้าของทั้งสองคนคือทางแยกรูปตัวที ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกเขาถูกดึงเข้ามาในเขาวงกตเสียแล้ว แต่ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ จะถูกดึงเข้ามาด้วยหรือเปล่า
"โชคดีจังเลยนะคะ ไม่คิดเลยว่าฉันจะได้มาอยู่กับท่านดอนกิโฆเต้แบบนี้"
เอมิเลียยิ้มบางๆ ราวกับพอใจในผลลัพธ์นี้เป็นอย่างมาก
"นี่ไม่ใช่โชคชะตา แล้วก็ไม่ใช่ความบังเอิญด้วย เกรงว่าราศีพฤษภคงรู้ตัวตนของพวกเรานานแล้ว หรือไม่เขาก็ตั้งใจจับพวกเรามาอยู่ด้วยกันด้วยเหตุผลบางอย่าง"
แต่ไลอิสกลับปฏิเสธความคิดของเอมิเลีย พร้อมกับส่ายหน้าไปมา
และในขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่นั้น เสียงหนึ่งก็ดังกึกก้องไปทั่วห้อง "สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษทุกท่าน! ยินดีต้อนรับสู่งานเต้นรำที่แท้จริง! เขาวงกตทองคำแห่งนี้สร้างขึ้นมาเพื่อพวกคุณโดยเฉพาะ แต่ถ้าจะพูดให้ถูก ก็สร้างมาเพื่อหนูสองตัวนั่นต่างหาก"
"แต่ไหนๆ ก็มากันแล้ว ก็เชิญสนุกกันให้เต็มที่เถอะ ในเขาวงกตแห่งนี้มีสมบัติล้ำค่ามากมาย และก็มีกับดักอันตรายรอพวกคุณอยู่เช่นกัน"
"ถ้าหากหาทางออกเจอ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะรอพวกคุณอยู่ที่ปลายทาง"
สิ้นเสียงนั้น ก็ไม่มีเสียงใดๆ ดังขึ้นอีกเลยเป็นเวลานาน ราวกับเป็นการประกาศเริ่มต้นเกมอย่างเป็นทางการ
"เหอะ ก็แค่กำแพงโง่ๆ ไม่ใช่หรือไง?"
ไลอิสแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะเดินตรงไปที่กำแพงตรงทางแยก แล้วง้างหมัดต่อยเข้าที่กำแพงนั้นอย่างสุดแรงเกิด
ทว่าสิ่งที่ไลอิสไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น กำแพงนั้นไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย แต่หน้าอกข้างซ้ายของเขากลับรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว ราวกับถูกกระแทกอย่างแรง
"สะท้อนความเสียหายงั้นเหรอ? เข้าทางฉันเลย! มาดูกันสิว่าร่างกายฉันจะแหลกสลายไปก่อน หรือกำแพงของแกจะพังทลายลงมาก่อน!"
พูดจบ ไลอิสก็ยกหมัดทั้งสองข้างขึ้น แล้วกระหน่ำชกเข้าใส่กำแพงอย่างบ้าคลั่ง
เพียงไม่นาน ไลอิสในสภาพสะบักสะบอมก็เดินกลับมาหาเอมิเลีย พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้
"ผิดคาดแฮะ กำแพงนี่มันพังยากกว่าที่คิดไว้เยอะเลย ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่แค่ทองคำธรรมดาๆ ซะแล้วสิ"
โซเฟียใช้โซ่ดึงขวดยาสีแดงออกมาจากร่างอย่างระมัดระวัง ก่อนจะหยดลงบนมือของไลอิส
"นี่คงเป็นครั้งแรกที่ตุ๊กตากลอย่างฉันต้องเจอทางตันสินะ? ไม่คิดเลยว่า 'การสังเวยเลือดอันขมขื่น' ที่แสนทรงพลัง จะไร้ประโยชน์ในที่แบบนี้"
โซ่ของโซเฟียกลายสภาพเป็นมือทั้งสองข้าง หล่อนแบมือออก แล้วถอนหายใจยาว ราวกับกำลังปลงตกในโชคชะตาที่พลิกผัน
"เอาเป็นว่าออกเดินทางกันก่อนเถอะ ขืนอยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก" ไลอิสใช้มือข้างหนึ่งแตะกำแพงด้านซ้ายของเขาวงกต ก่อนจะค่อยๆ เดินเลาะกำแพงไป
"ท่านดอนกิโฆเต้กำลังทำอะไรอยู่เหรอคะ?"
เมื่อได้ยินคำถามของเอมิเลีย ไลอิสก็หันไปตอบ "เขาว่ากันว่าถ้าเดินเลาะกำแพงด้านซ้ายของเขาวงกตไปเรื่อยๆ ก็จะหาทางออกเจอ ผมก็เลยอยากจะลองดูน่ะครับ"
ส่วนผลลัพธ์จะเป็นยังไงนั้น ทุกคนคงเดาได้ไม่ยาก ระหว่างทาง ไลอิสกับพวกต้องเผชิญหน้ากับกับดักมากมาย
บางอันก็แค่ทำให้เกิดรอยขีดข่วนเล็กน้อย แต่บางอันก็รุนแรงถึงขั้นทำให้ไลอิสแขนขาขาด แต่โชคดีที่พลังของไลอิสทำให้เขาสามารถเมินเฉยต่อบาดแผลเหล่านี้ได้
"พวกคุณรู้สึกแปลกๆ ไหมครับ? ผมรู้สึกเหมือนพวกเรากำลังเดินวนเวียนอยู่ที่เดิมเลย" ไลอิสขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
"ก็เป็นไปได้นะ เพราะกำแพงพวกนี้ไม่มีรอยขีดข่วนอะไรเลย พวกเราก็เลยไม่รู้ว่าเคยเดินผ่านมาทางนี้หรือเปล่า" โซเฟียยกมือขึ้นกอดอก พลางพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"...แต่เรื่องนั้นมันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วล่ะ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ ก็คือการจัดการกับไอ้ตัวประหลาดที่ตามพวกเรามาต่างหาก"
เมื่อไลอิสพูดจบ หญิงสาวทั้งสองถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่พวกหล่อนถูกล้อมรอบไปด้วยฝูงสัตว์ประหลาดเสียแล้ว
สัตว์ประหลาดเหล่านั้นมีรูปร่างเหมือนซากศพแห้งกรัง ผิวหนังเหี่ยวย่น แต่สีผิวของพวกมันไม่ใช่สีเนื้อ กลับเป็นสีทองอร่ามราวกับไปกลิ้งในบ่อทองคำหลอมเหลวมาอย่างนั้นแหละ
ส่วนในเบ้าตาของพวกมันก็ไม่มีลูกตา มีเพียงแสงสีแดงฉานสองจุดสว่างวาบอยู่
แต่พอดูจากเสื้อผ้าที่พวกมันใส่ ก็พอจะเดาได้ว่า สัตว์ประหลาดพวกนี้ก็คือพวกขุนนางที่ถูกดึงเข้ามาในเขาวงกตพร้อมกับพวกเขานั่นเอง
"การแปรธาตุร่างมนุษย์ถือเป็นวิชาต้องห้ามนะ! ไม่คิดเลยว่าเจ้านี่จะใช้วิชาแบบนี้เป็นด้วย รู้อย่างนี้พาคาสเตอร์มาด้วยก็ดี อย่างน้อยฉันก็ยังอัญเชิญกองทัพออกมาสู้ได้"
คิ้วของไลอิสขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อยๆ
บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดขึ้นมาทันที ราวกับสายธนูที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะ และในวินาทีถัดมา ฝูงสัตว์ประหลาดก็พุ่งเข้าโจมตีพวกเขาทั้งสองคนกับอีกหนึ่งสร้อยคอจากทั้งด้านหน้าและด้านหลังอย่างบ้าคลั่ง
เอมิเลียไม่พูดพร่ำทำเพลง หล่อนตวัดดาบเล่มโตสีแดงเข้มในมือออกไป เพียงดาบเดียวก็ฟาดฟันสัตว์ประหลาดที่อยู่ตรงหน้าขาดกระจุย
เพียงไม่กี่อึดใจ สัตว์ประหลาดทั้งหมดที่พุ่งเข้ามาหาเอมิเลียก็ถูกฟันขาดท่อน ล้มลงไปกองกับพื้นจนหมดสิ้น
ส่วนทางด้านของไลอิสยิ่งง่ายกว่านั้น เขาเพียงแค่ดีดนิ้วดังเป๊าะ ดอกไม้สีแดงฉานก็งอกเงยขึ้นมาบนตัวสัตว์ประหลาดเหล่านั้น จากนั้นเถาวัลย์บนดอกไม้ก็เลื้อยรัดพวกมันเอาไว้กับพื้นอย่างแน่นหนา
"กระจอกจริงๆ แต่ในเมื่อแน่ใจแล้วว่าที่นี่ไม่มีคนเป็นเหลืออยู่ ถ้างั้นฉันก็ใช้ท่าไม้ตายได้แล้วสินะ"
ไลอิสพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ จากนั้นมือซ้ายของเขาก็ระเบิดออก กลายเป็นเถาวัลย์นับไม่ถ้วน เขาฟาดมือซ้ายที่กลายเป็นเถาวัลย์ลงบนพื้น เถาวัลย์เหล่านั้นก็เลื้อยแผ่ขยายออกไปตามทางเดินในเขาวงกตทันที
แม้ว่าทองคำเหล่านี้จะปิดกั้นอาณาเขตของเขาเอาไว้ แต่มันไม่สามารถหยุดยั้งการเลื้อยขยายของเถาวัลย์เหล่านี้ได้เลย และเถาวัลย์เหล่านี้ก็มีหมอกสีขาวจางๆ ปกคลุมอยู่ ซึ่งนั่นก็คือสัญลักษณ์แห่งอาณาเขตของเขานั่นเอง
ไม่นานนัก รอยยิ้มอันชั่วร้ายก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของไลอิส "เอาล่ะครับ คุณผู้หญิงทั้งสอง ผมว่าพวกเราน่าจะออกไปจากที่นี่ได้แล้วล่ะ ผมหาทางออกของเขาวงกตเจอแล้ว"
สาเหตุที่ก่อนหน้านี้เขาไม่ใช้พลังนี้ ก็เพราะหมอกสีขาวที่แฝงมากับเถาวัลย์อาจจะทำอันตรายคนธรรมดาได้
เนื่องจากอยู่ห่างไกลตัว ไลอิสจึงควบคุมอาณาเขตได้ไม่เต็มที่ ยิ่งเถาวัลย์อยู่ห่างจากเขามากเท่าไหร่ โอกาสที่มันจะหลุดการควบคุมก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
เพียงชั่วพริบตา ทั้งสองคนกับอีกหนึ่งสร้อยคอก็มายืนอยู่ที่ปลายทางของเขาวงกต ท้ายที่สุดเถาวัลย์นับไม่ถ้วนก็กลายสภาพเป็นละอองแสงระยิบระยับ ลอยกลับเข้าไปรวมกับร่างกายของไลอิสจนหมด
และในวินาทีที่เขาก้าวเท้าออกจากเขาวงกต เขาวงกตทั้งหลังก็พังทลายลงมา ไม่สิ จะเรียกว่าพังทลายคงไม่ได้ เรียกว่าแหลกสลายเป็นผุยผงน่าจะเหมาะกว่า ราวกับว่าห้วงมิติทั้งหมดถูกทำลายไปจนหมดสิ้น
"ถ้างั้น แกก็ควรจะโผล่หัวออกมาเจอพวกเราได้แล้วนะ ผู้พิทักษ์ราศีพฤษภ?"
"ส่งหัวของแกมาซะ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยแรงเปล่า"
ไลอิสเรียกกระบี่เกล็ดมังกรสีทองหม่นออกมา ก่อนจะกำมันไว้ในมือขวาแน่น
(จบแล้ว)