- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นบอสลับ คุมกระดานล้างแค้นพระเจ้า
- บทที่ 48 - เธอคู่ควรกับสมญานามแห่งอัศวิน (1)
บทที่ 48 - เธอคู่ควรกับสมญานามแห่งอัศวิน (1)
บทที่ 48 - เธอคู่ควรกับสมญานามแห่งอัศวิน (1)
บทที่ 48 - เธอคู่ควรกับสมญานามแห่งอัศวิน (1)
หล่อนยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ดูน่าเวทนา ราวกับกำลังเยาะเย้ยความโง่เขลาของตัวเอง ราวกับกำลังเยาะเย้ยดวงตาของตัวเองที่ถูกปิดบังมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ หรือบางทีอาจจะกำลังเยาะเย้ยโชคชะตาอันอยุติธรรมบนโลกใบนี้อยู่ก็เป็นได้
แต่เพียงไม่นาน สีหน้าของอเล็กซานดร้าก็เปลี่ยนไป หล่อนชูชูดาบขึ้นฟ้า แล้วตะโกนด่าทอด้วยความโกรธแค้น "องค์เทพซุส! ท่านเห็นหรือเปล่า? ดินแดนในอุดมคติที่ดูไม่ต่างอะไรกับนรกขุมนี้!"
ทว่าเมื่อไลอิสเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า เขากลับไม่ห้ามปรามเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำ เขายังห้ามคาสเตอร์ที่ตั้งใจจะเข้าไปปลอบใจหล่อนเอาไว้อีกด้วย
"ถอยออกไปเถอะ สถานการณ์มันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วล่ะ เตรียมตัวรับมือกับศัตรูหน้าใหม่กันดีกว่า"
"อาจี นี่นายหมายความว่ายังไง? ศัตรูหน้าใหม่อะไรกัน? ตอนนี้ยังแก้ไขทันนะ ขอแค่นายกางอาณาเขตให้ครอบคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ แล้วก็ใช้ดาบแห่งดาโมคลีสเหมือนคราวก่อน ปัญหาทุกอย่างก็จะคลี่คลาย..."
แต่ในวินาทีต่อมา หน้าผากของอเล็กซานดร้าก็มีรอยแยกปริแตกออก ทว่าสิ่งที่ไหลทะลักออกมาจากรอยแยกนั้น ไม่ใช่เลือดหรือเศษเนื้อ แต่มันคือของเหลวสีดำข้น และเมื่อของเหลวสีดำนั้นไหลผ่าน ร่างกายของอเล็กซานดร้าก็ค่อยๆ หลอมละลายลง!
"จากข้อสันนิษฐานของฉัน ตำแหน่งจตุรอาชาแห่งวันสิ้นโลกก็น่าจะมาพร้อมกับพายุหมุนอันรุนแรงเช่นกัน"
"เพียงแต่พายุหมุนลูกนี้มันซ่อนอยู่ภายในร่างกาย และตอนนี้หล่อนก็สิ้นหวังไปแล้ว แถมยังมาสิ้นหวังในสถานที่แบบนี้อีก แม่มดตนใหม่ก็เลยถือกำเนิดขึ้นมายังไงล่ะ"
ซึ่งความจริงแล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ จตุรอาชาแห่งวันสิ้นโลกไม่เคยรู้ตัวเลยว่าในร่างกายของตัวเองมีพายุหมุนซ่อนอยู่ พวกเขาคิดว่าเป็นเพียงการสืบทอดพลังจากนามพระราชทานเท่านั้น
พวกเขาจึงสืบทอดพลังนี้ต่อกันมารุ่นสู่รุ่น และพลังของพายุหมุนก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
ผิวหนังของอเล็กซานดร้าหลุดลอกออก เผยให้เห็นก้อนเนื้อสีดำสนิท ซึ่งสสารบนก้อนเนื้อนั้นกำลังบิดเบี้ยวและประกอบร่างขึ้นมาใหม่
ส่วนม้าศึกสวมเกราะที่อยู่ข้างกายอเล็กซานดร้า ราวกับว่ามันรับรู้ได้ถึงความตายของผู้เป็นนาย มันจึงส่งเสียงร้องคร่ำครวญ ก่อนจะเริ่มหลอมละลายเช่นเดียวกัน
ในชั่วพริบตา ร่างที่ปรากฏขึ้นมาแทนที่ก็คือม้าโครงกระดูกขนาดยักษ์สวมชุดเกราะ และคนที่ยืนอยู่ข้างม้าโครงกระดูกตัวนั้นก็คือคนในชุดเกราะสีดำสนิท ผมสีดำ ถือดาบยักษ์สีดำ รูปร่างหน้าตาเหมือนอัศวินไม่มีผิด
ทว่าความบังเอิญทั้งหมดก็เกิดขึ้นในวินาทีนี้เช่นกัน ขอบเขตพลังของอเล็กซานดร้าที่หยุดชะงักมาเนิ่นนาน บัดนี้ได้ทะลวงเข้าสู่ระดับเจ็ดอย่างแท้จริง และหล่อนก็สามารถกางอาณาเขตได้แล้ว
ในชั่วพริบตา ความมืดมิดก็เข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ แสงแดดบนท้องฟ้าไม่อาจสาดส่องลงมาได้อีกต่อไป แม้แต่เปลวไฟที่ลุกโชนอยู่รอบๆ ก็ไม่อาจสาดส่องความมืดมิดรอบกายได้เลยแม้แต่น้อย
"นี่คืออาณาเขตของเธอสินะ? สิ่งที่ตอนมีชีวิตอยู่ทำไม่ได้ กลับมาทำได้ตอนตายซะงั้น ช่างน่าขันสิ้นดี"
ไลอิสไม่ได้พูดอะไรมาก เขาเพียงแค่เรียกดาบยาวเกล็ดมังกรออกมาไว้ในมือขวา ขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปหาอเล็กซานดร้า
อัศวินแห่งความตายร่างยักษ์ราวกับสัมผัสได้ถึงจิตสังหารของชายหนุ่มตรงหน้า หล่อนจึงลงจากหลังม้า แล้วค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปหาไลอิสทีละก้าวเช่นกัน
"คัดลอก...เริ่มได้ ดาบศักดิ์สิทธิ์ จงสถิต!"
ในชั่วพริบตา ดาบยาวเกล็ดมังกรก็ถูกอาบไปด้วยแสงสีทองอร่าม ก่อนที่ดาบทั้งสองเล่มจะเข้าปะทะกัน
ทว่าถึงแม้ดาบยาวเกล็ดมังกรจะเปล่งประกายแสงสีทองอร่ามเพียงใด มันก็ไม่อาจสาดส่องความมืดมิดรอบด้าน และดาบสีดำในมือของอัศวินแห่งความตายได้เลยแม้แต่น้อย
การปะทะกันครั้งแรกจบลงเพียงเท่านี้ ไลอิสพุ่งตัวถอยหลังกลับไปตั้งหลักข้างๆ เพื่อนร่วมทีม ก่อนจะกระอักเลือดออกมาคำโต
"ไลอิส นายเป็นไงบ้าง?" ในตอนนั้น คาสเตอร์ไม่สนใจเรื่องการเรียกชื่อแล้ว
"ท่านดอนกิโฆเต้ พวกเราเข้าไปลุยด้วยกันเถอะค่ะ แบบนั้นพวกเราน่าจะมีโอกาสชนะมากกว่านะ" เอมิเลียเดินเข้าไปใกล้ไลอิส แล้วกระซิบเสียงเบา
"ไม่ได้ พวกเธอห้ามยื่นมือเข้ามาสอดเด็ดขาด นี่คือการดวลกันระหว่างกษัตริย์แห่งอัศวินกับอัศวินแห่งความตาย การดวลกันระหว่างอัศวินด้วยกัน ห้ามให้ใครหน้าไหนเข้ามายุ่งเกี่ยวเด็ดขาด"
"ณ บัดนี้ ดอนกิโฆเต้ เด ลา มันชา ขอประกาศ! ขอให้แสงสว่างแห่งอัศวินสาดส่องเส้นทางเบื้องหน้าของเธอ ต่อไปนี้คือการต่อสู้แบบตัวต่อตัว โดยมีเกียรติยศของอัศวินเป็นเดิมพัน และมีชีวิตของตัวเองเป็นตั๋วแลกเปลี่ยน!"
และในวินาทีต่อมา มือซ้ายของไลอิสก็ระเบิดดังตู้ม! กลายสภาพเป็นเถาวัลย์หนามขนาดใหญ่หลายเส้น ที่แผ่นหลังของเขามีปีกงอกออกมา ส่วนบนหัวก็มีเขางอกขึ้นมาเช่นกัน
และตามร่างกายของเขาก็มีเกล็ดมังกรสีดำปรากฏขึ้น ดวงตาของเขาจากที่เคยเป็นปกติ ก็แปรเปลี่ยนเป็นดวงตาแนวตั้งคล้ายสัตว์ร้าย และดวงตาสีดำคู่นั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม
"ถ้างั้นก็มาเริ่มกันเลย การเข่นฆ่าครั้งสุดท้ายในเมืองเถาฮวาแห่งนี้!"
สิ้นเสียง การโจมตีของไลอิสก็พุ่งเข้ามาติดๆ เถาวัลย์ที่มือซ้ายปักลึกลงไปในดิน ก่อนจะขยายตัวอย่างบ้าคลั่ง แล้วพุ่งพรวดขึ้นมาจากพื้นดิน เข้าไปรัดพันร่างของอัศวินแห่งความตาย
แต่จินตนาการนั้นสวยหรู ทว่าความเป็นจริงกลับโหดร้าย เถาวัลย์ที่ทำท่าจะรัดร่างของอัศวินแห่งความตายเอาไว้ได้ กลับถูกฟันขาดกระจุยกระจายทันทีที่สัมผัสกับกลุ่มควันสีดำรอบกายของหล่อน!
"อะไรกัน?!"
เมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า ไลอิสก็ทนดูไม่ได้อีกต่อไป เขาคิดเผื่อความเป็นไปได้เอาไว้หลายทาง แต่ไม่คิดเลยว่าจะไม่สามารถเข้าใกล้ร่างของอัศวินแห่งความตายได้เลย
ส่วนอัศวินแห่งความตายก็พลิกตัวขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะกระตุกบังเหียน แล้วพุ่งเข้าใส่ไลอิสด้วยความเร็วเหนือแสง
ดาบสีดำในมือของหล่อนมีกลุ่มควันสีดำแผ่ซ่านออกมา พุ่งเป้าไปที่หน้าอกของไลอิส!
ไลอิสพยายามยกดาบขึ้นมาตั้งรับ แต่ในเสี้ยววินาทีที่ดาบทั้งสองเล่มเข้าปะทะกัน ดาบยาวเกล็ดมังกรก็ถูกดีดกระเด็นออกไป แสดงให้เห็นเลยว่าพละกำลังที่แขนของอัศวินแห่งความตายนั้นมหาศาลเพียงใด
และสิ่งที่ตามมาติดๆ ก็คือดาบของอัศวินแห่งความตายที่แทงทะลุหน้าอกของไลอิส ก่อนจะตวัดขึ้นบน ฟันแขนซ้ายของไลอิสขาดสะบั้นไปพร้อมกับหน้าอกซ้ายบางส่วน ถึงจะบอกว่าเป็นแขนซ้าย แต่ความจริงแล้วมันก็แค่เถาวัลย์ส่วนหนึ่งเท่านั้น
เกล็ดมังกรของอัลเบียนไม่ได้ช่วยอะไรเลย...ไม่สิ! มันก็ช่วยได้แหละ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคมดาบของอัศวินแห่งความตาย พลังของอัลเบียนส่วนนี้ก็เปราะบางราวกับเต้าหู้ไม่มีผิด
ความจริงแล้ว ถ้าเป็นอัลเบียนร่างสมบูรณ์ การโจมตีแค่นี้ไม่มีทางสร้างความเสียหายอะไรได้เลย แต่สิ่งที่ไลอิสควบคุมอยู่ มีเพียงแค่ส่วนหัวและลำตัวเท่านั้น ส่วนอื่นๆ เขาไม่มีเลย
เมื่อสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด ไลอิสก็รีบถอยร่นเพื่อทิ้งระยะห่างทันที ก่อนจะล้วงแหวนออกมาจากมือของโซเฟีย แล้วใช้พลังนามพระราชทานของตัวเองสร้างชิ้นส่วนร่างกายขึ้นมาใหม่ แล้วนำมาประกอบเข้ากับส่วนที่ขาดหายไป
"สมกับเป็นพวกไร้ขีดจำกัดจริงๆ แข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนตั้งเยอะเลยนะเนี่ย เทียบกันไม่ติดเลยทีเดียว"
แต่ในวินาทีต่อมา ไลอิสก็ไม่คิดจะออมมืออีกต่อไป แสงสีแดงสว่างวาบขึ้นมาบนตัวของเขา เขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดราวกับถูกแผดเผา แววตาของเขาฉายแววเด็ดเดี่ยวออกมา
จากนั้นเขาก็สะบัดมือ ถอดเสื้อท่อนบนออก เผยให้เห็นผิวหนังที่มีเปลวไฟลุกโชนอยู่ บนผิวสีทองแดงนั้นมีรอยแตกปริอยู่หลายจุด และภายในรอยแตกเหล่านั้นก็มีเปลวไฟลุกโชนอยู่
"ดาบศักดิ์สิทธิ์ ปลดปล่อยพลังสูงสุด!"
(จบแล้ว)