- หน้าแรก
- ผมก็แค่เซียนกระบี่สุดแกร่ง ที่รับจ้างทำงานจิปาถะไปวันๆ
- บทที่ 36 - เด็กก็อยู่ตรงนี้นะ
บทที่ 36 - เด็กก็อยู่ตรงนี้นะ
บทที่ 36 - เด็กก็อยู่ตรงนี้นะ
บทที่ 36 - เด็กก็อยู่ตรงนี้นะ
ท่าตีกรรเชียงสุนัข เป็นท่าว่ายน้ำแบบพิเศษอย่างหนึ่ง
ท่าว่ายน้ำที่เหมือนกับสุนัข ศีรษะพ้นน้ำอยู่ตลอดเวลา ใช้แขนขาตีน้ำ ความเร็วในการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าค่อนข้างช้า
แต่สำหรับสุนัขแล้ว มันเป็นท่าว่ายน้ำที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์มาก
ปัญหาก็คือ...
“พวกเธอคนนึงว่ายท่ากบได้ อีกคนว่ายท่าลอยตัวกรรเชียงแบบจักจั่นได้ ทำไมถึงต้องมาหัดว่ายท่าลูกหมาตกน้ำด้วยล่ะเนี่ย?”
ในบ่อน้ำพุร้อนกลางป่าไผ่ที่มีหมอกปกคลุม หลี่เหยาเอนกายพิงขอบบ่อพลางส่ายหน้าบ่นอุบ
“เพราะท่าลูกหมาตกน้ำมันคือการว่ายน้ำแบบฟรีสไตล์ไง”
“มนุษย์สัตว์อย่างพวกเราก็ต้องแสวงหาอิสระเสรีสิ อาบน้ำก็ต้องว่ายแบบฟรีสไตล์ นายเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ?”
ชุนวากับชิวฉานราวกับสุนัขกระเบื้องเคลือบสีขาวสองตัว ตีน้ำดังตั้มๆ ปั่นป่วนอยู่ในบ่อ
ทำเอาบ่อน้ำพุร้อนกลางป่าไผ่อันอบอุ่นและเป็นส่วนตัว กลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่คลื่นลมปั่นป่วน
ความโดดเด่นของสองมังกรหลับหงส์ดรุณคู่นี้ กลบรัศมีของหลี่เหยากับหยินเยว่ที่อยู่ในบ่อเดียวกันซะมิดเลย!
ท่ามกลางหมอกควัน หลี่เหยากอดอก สีหน้าดูไม่ได้เลย เขารู้สึกสิ้นหวังกับภาพตรงหน้าอย่างสุดซึ้ง
ฉันจะมานั่งดูไอ้เด็กแสบสองคนนี้หัดว่ายท่าลูกหมาตกน้ำหาพระแสงอะไรวะเนี่ย!
ทำไมถึงไม่ปล่อยให้ฉันกับหยินเยว่แช่น้ำพุร้อนกันสองต่อสองล่ะ?
ข้าคือเซียนกระบี่นะเว้ย ค่ายกลอาคมไหนข้าก็ต้านทานไหว!
“นายเป็นอะไรหรือเปล่า?”
เสียงใสๆ ที่ทั้งสง่างามดุจจันทร์เพ็ญลอยเด่น และอ่อนโยนดั่งสายน้ำไหลริน ดังมาจากด้านหลังเขา
หยินเยว่นั่งคุกเข่าอยู่บนเสื่อทอริมฝั่ง สวมถุงมือผ้ากอซสีขาวลายลูกไม้ ใช้ผ้าขนหนูใยไผ่สีเขียวเช็ดแผ่นหลังให้หลี่เหยา
ท่าทางระมัดระวังเป็นพิเศษ ราวกับกลัวว่าจะไปสัมผัสโดนผิวหนังของเขาเข้า
หลี่เหยาเลิกสนใจท่าลูกหมาตกน้ำที่แสบตา แล้วหันมาเพลิดเพลินกับฝีมือของเถ้าแก่เนี้ยแทน
หมอกในบ่อหนาทึบมาก บ่อกว้างแค่ไม่กี่ตารางเมตร แต่ก็แทบจะมองไม่เห็นโขดหินกับกอไผ่ม่วงที่ฝั่งตรงข้ามแล้ว
มีเพียงดอกสาลี่สีขาวบานสะพรั่งเต็มต้นที่ร่วงหล่นลงมาตามสายลมแห่งป่าไผ่ ปลิวว่อนเต็มท้องฟ้าก่อนจะตกลงบนผิวน้ำ ถูกคลื่นน้ำจากท่าลูกหมาตกน้ำของเด็กหญิงทั้งสองพัดพากลีบดอกให้ลอยล่องส่งกลิ่นหอม
เมื่อมองผ่านหมอกหนา จะเห็นน้ำในบ่อใสแจ๋วราวกับทับทิมสีแดง ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรออกมา
หลี่เหยาเองก็แยกไม่ออกเหมือนกันว่า นั่นคือกลิ่นสมุนไพร หรือกลิ่นกายของแม่ม่ายสาวที่อยู่ด้านหลัง...
น้ำพุร้อนผุดพรายขึ้นมาจากก้นบ่อ โขดหินลื่นปรื๊ด เย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งหิมะละลาย ชะล้างคราบสกปรกบนร่างกาย เมื่อได้แช่ตัวในน้ำพุร้อนที่อุ่นสบายและไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา ก็รู้สึกราวกับได้เดินทอดน่องอยู่บนหมู่เมฆ เบาสบายดุจเซียน
หลี่เหยารู้สึกว่า ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศสุดโรแมนติก หรือทิวทัศน์งดงามตระการตาขนาดไหน ก็เทียบไม่ได้กับสัมผัสอันอ่อนโยนจากฝีมือของเถ้าแก่เนี้ยเลย
เบามาก นุ่มมาก อ่อนโยนมาก เหมือนความรู้สึกตอนกำลังอาบน้ำให้เด็กเลย...
ท่อนล่างของหลี่เหยาพาดผ้าขนหนูเอาไว้ หมอกน้ำก็ถูกปรับให้หนาทึบพอดี ถึงไม่มีแสงศีลธรรมก็ยังรักษาความปลอดภัยได้
ยิ่งไปกว่านั้น หยินเยว่ยังสวมชุดฮั่นฝูสีดำมิดชิด ใบหน้าเปลือยเปล่าปราศจากเครื่องสำอาง
หลี่เหยาหันหน้าไปมองด้วยหางตา
ใบหน้าอันสง่างามและอ่อนโยน ท่ามกลางสายหมอกช่างดูงดงามราวกับเทพธิดา
พวงแก้มที่มีสีระเรื่อราวกับภาพวาดสีน้ำที่ตวัดพู่กันอย่างแผ่วเบา ผมยาวสลวยเกล้าเป็นมวยสูง ริมฝีปากประดับด้วยหยาดน้ำค้าง นัยน์ตาสะท้อนเงาดวงจันทร์สีเลือด
เส้นผมเคลียคลออยู่ข้างแก้ม ผิวพรรณขาวผ่องที่ลำคอราวกับถูกอาบด้วยแสงจันทร์ ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรเซียนและสุรา
“ผมสบายดี คุณขยับเข้ามาใกล้กว่านี้อีกหน่อยก็ได้นะ ผมเป็นถึงเซียนกระบี่ ผมทนไหวอยู่แล้ว”
หลี่เหยาว่าไปนั่น
หยินเยว่หน้าแดงระเรื่อ งดงามราวกับภาพวาดพู่กันจีนท่ามกลางสายหมอก
“เด็กๆ ก็อยู่ตรงนี้นะ!”
คุณพระช่วย!
หลี่เหยาถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ความรู้สึกเหมือนครอบครัวสุขสันต์พ่อแม่ลูกนั่งผิงไฟบนเตียงเตา ความรู้สึกเหมือนกำลังวิ่งไล่จับกันใต้แสงอาทิตย์ยามอัสดง นี่มันคือวัยหนุ่มสาวของเขากับเธอที่ผ่านพ้นไปนับล้านๆ ปีแล้ว...
กลิ่นอายความคลาสสิกมันรุนแรงมาก!
แต่หลี่เหยาก็ชอบนะ
แต่เด็กหญิงทั้งสองกลับทำเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวอยู่ฝั่งตรงข้ามของบ่อ:
“บ่อก็ตั้งใหญ่ หมอกก็ตั้งหนา พูดซะเหมือนพวกเราไปเกะกะพวกคุณงั้นแหละ”
“ก็แค่เรื่องพรรค์นั้นของพวกคุณ วัยรุ่นเขาจัดกันคืนละเจ็ดแปดรอบ ยังถือเป็นเรื่องปกติเลย วันๆ เอาแต่หลบๆ ซ่อนๆ บิดไปบิดมาอยู่นั่นแหละ”
“พวกเธอไปฟังเรื่องพวกนี้มาจากไหนกันเนี่ย!”
หยินเยว่ทั้งโกรธทั้งอาย ดุเสียงเขียว
ถ้าไม่ใช่เพราะมีหลี่เหยาอยู่ตรงนี้ เธอคงเขกหัวเด็กสองคนนี้ไปคนละที เพื่อสั่งสอนให้หลาบจำแล้ว
ขนาดเด็กยังมีความรู้เรื่องเพศศึกษาขนาดนี้ หลี่เหยารู้สึกละอายใจยิ่งนัก
เขาตัดสินใจว่า จะลองจับมือเถ้าแก่เนี้ยอีกสักรอบเพื่อดูท่าที ดูสิว่าหญิงชุดแดงจะโผล่มาอีกไหม
แต่พอเพิ่งจะยื่นมือออกไป กลับโดนหยินเยว่เอาผ้าขนหนูใยไผ่มาเช็ดฝ่ามือให้แทน
แผนแรกไม่สำเร็จ หลี่เหยาก็ผุดแผนสองขึ้นมาทันที
มีเงินตั้งหนึ่งร้อยล้านเหรียญดาวอยู่ในกระเป๋า จะมาแอบจับมือผู้หญิงมันก็ดูไม่สมฐานะคนรวยเอาซะเลย
“คราวก่อนคุณบอกว่า ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะแต่งงานกับคุณได้นะ?”
หลี่เหยาถามอย่างมั่นใจ
ถึงจะซื้อบ้านไม่ไหวก็ไม่เป็นไร ขออวดค่าจ้างจากภารกิจล่าสุดให้ดูก่อนก็แล้วกัน
“เรื่องเงินฉันพูดขู่คุณไปงั้นแหละ”
หยินเยว่หัวเราะพลางส่ายหน้า แล้วแกล้งทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามาก
“มีคนมาชอบผู้หญิงแก่อย่างฉัน ฉันก็ดีใจมากแล้วล่ะ”
เรื่องแก่น่ะอาจจะจริง แต่เรื่องสีหน้านี่ก็ถ่อมตัวเกินไปหน่อยละ ผิวขาวอมชมพูเต่งตึงขนาดนี้ สาวๆ บางคนยังหอมสู้ไม่ได้เลย
“สรุปว่า...”
หยินเยว่ถอนหายใจเบาๆ
“น่าเสียดายที่คำตอบคือ ฉันแต่งงานกับใครไม่ได้ คุณก็เคยลองสัมผัสพลังของเธอมาแล้วนี่นา”
พลังของเธองั้นเหรอ?
หลี่เหยาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ:
“ถ้าผมเก่งกว่าเธอ หรือถึงขั้นเก่งพอที่จะเหมาแต่งทั้งคุณทั้งเธอเลยล่ะ?”
หยินเยว่ยิ้มแต่ไม่ตอบ แถมยังไม่หึงอีกต่างหาก บนใบหน้าที่สง่างามดุจจันทร์เพ็ญนั้น ราวกับเขียนเอาไว้ว่า:
นายช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยนะ...
และนี่แหละคือสิ่งที่หลี่เหยาไม่อยากจะลงลึกไปกว่านี้
หลังจากเช็ดตัวให้หลี่เหยาทั้งด้านหน้าและด้านหลังเสร็จแล้ว หยินเยว่ก็ไม่ได้สนใจท่อนล่างของเขาอีก
เธอลุกขึ้นโค้งคำนับ ก่อนไป เธอก็นึกถึงเสียงผู้หญิงในโทรศัพท์เมื่อครู่นี้ขึ้นมาได้ จึงถามหลี่เหยาว่า:
“ตอนคุณไปดาวกู่เสิน ได้เอาข้าวสาลีกลับมาด้วยไหม?”
หลี่เหยาพยักหน้า
“ผมเอาข้าวสาลีกับชาปราณวิญญาณกลับมานิดหน่อย ใส่ไว้ในถุงผ้าไหมตรงเอวด้านหลังเสื้อผ้าน่ะ”
หยินเยว่ขมวดคิ้ว
“ฉันขอเอาไปลองชิมดูหน่อยได้ไหม... รู้สึกเหมือนมีอะไรแปลกๆ”
หลี่เหยาหัวเราะ:
“เถ้าแก่เนี้ยฝีมือดีขนาดนี้ จะให้ทิปสักหน่อยก็สมควรแล้วล่ะ”
“พูดจาเหลวไหล”
หยินเยว่หยิบข้าวสาลีและชาปราณวิญญาณไปส่วนหนึ่งแล้วก็จากไป
พอเธอกลับไปที่ห้องด้านหลังของโรงเตี๊ยม ก็ขังตัวเองอยู่ในห้องใต้ดินเพียงลำพัง
หลี่เหยาดึงกระแสจิตกลับมา หันไปถามเด็กหญิงทั้งสอง
“พวกเธอเคยลงไปในห้องใต้ดินของเธอไหม?”
“เคยลงไปครั้งนึงตอนเด็กมากๆ เหมือนจะเผลอกินอะไรเข้าไปนี่แหละ ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่โตอีกเลย แม่นมก็เลยห้ามไม่ให้พวกเราลงไปอีกเลย”
“แต่ก็จำไม่ได้หรอกนะ บางทีแม่นมอาจจะหลอกพวกเราก็ได้”
ชุนวากับชิวฉานเลิกว่ายท่าลูกหมาตกน้ำ นอนแผ่หลาเหนื่อยหอบเหมือนปลาเค็มอยู่ริมฝั่งหินลื่นๆ
“ถ้านายอยากดู พวกเราแอบเข้าไปดูกันไหมล่ะ?”
“ใช้กระบี่ฟันพื้นให้เป็นรูก็เข้าไปได้แล้วมั้ง?”
หลี่เหยาหัวเราะพลางส่ายหน้า
“ทำแบบนั้นมันรุนแรงเกินไป สุภาพบุรุษน่ะต้องรอคอยช่วงเวลาที่ประตูบ้านเปิดต้อนรับด้วยความเต็มใจสิ”
……
อาบน้ำเสร็จ
หลี่เหยากลับมาที่สำนักงานสารพัดรับจ้างแห่งดวงดาว
เขาเป็นคนรักความสะอาด แต่รักความสบายมากกว่า
ดังนั้น ห้องพักแขกชั้นสองของโรงเตี๊ยม ซึ่งเป็นทั้งสำนักงานและห้องนอนของเถ้าแก่สำนักงานสารพัดรับจ้างแห่งดวงดาว จึงมักจะรกเละเทะอยู่เสมอ
แต่ช่วงนี้กลับถูกเถ้าแก่เนี้ยจัดซะเป็นระเบียบเรียบร้อย
ผ้าปูที่นอนบนเตียงโซฟาสะอาดสะอ้าน ดูเหมือนเพิ่งจะซักมาใหม่ๆ ส่งกลิ่นหอมของสมุนไพรอ่อนๆ
เสื้อผ้าที่มีอยู่น้อยชิ้นถูกพับไว้อย่างเป็นระเบียบ คราบชาในแก้วก็หายวับไป
แม้แต่นิตยสารภาพถ่ายหมู่ดาวที่วางระเกะระกะ ก็ยังถูกจัดเรียงตามหมายเลขฉบับไว้บนชั้นหนังสืออย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ถึงแม้จะถูกปฏิเสธรัก แต่ตั้งแต่ตอนที่เขาฝืนจับข้อมือเถ้าแก่เนี้ย แอบดูเธออาบน้ำ แล้วรอดตายมาได้ เธอก็ดูเหมือนจะมีอาการต้นไม้แก่ผลิดอกเบ่งบานขึ้นมาบ้างแล้วล่ะนะ
เมื่อก่อนเธอจะวางตัวรักษาระยะห่างอยู่เสมอ ถึงจะสุภาพแต่ก็ให้ความรู้สึกห่างเหิน
หลี่เหยาคิดในใจ
ถ้าหยินเยว่ถูกค่ายกลของหญิงชุดแดงพันธนาการมานานหลายปี ไม่ว่าเธอจะอายุเท่าไหร่ นอกจากเธอยังคงความบริสุทธิ์ไว้แล้ว เผลอๆ อาจจะไม่เคยมีความรักเลยด้วยซ้ำ
ความปรารถนาที่ถูกเก็บกดมาอย่างยาวนานแบบนี้ พอเจอที่ระบายที่เหมาะสมเข้าล่ะก็...
มีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นยันเดเระสูงมาก!
แต่โชคดีที่หลี่เหยาน่ะไร้เทียมทาน
แช่น้ำเสร็จรู้สึกสบายตัวสุดๆ หลี่เหยานอนเอกเขนกอยู่บนเตียงโซฟา เอา “นิตยสารพิเศษเจ้าหญิง” ปิดหน้าไว้ ในหัวมีแต่ภาพลำคอขาวผ่องที่มีหยาดเหงื่อเกาะพราว และเส้นผมที่เปียกชุ่มแนบสนิทของเถ้าแก่เนี้ย... โลกใบนี้มันน่าสนใจก็เพราะผู้หญิงนี่แหละ!
พิชิตจักรวาลเหรอ?
เหอะ
ระบบมุดหัวหายไปอีกวันแล้วสินะ...
คิดได้ดังนั้น หลี่เหยาก็หลับไปอย่างพึงพอใจ
……
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
ชุนวากับชิวฉานก็พกกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เสี่ยวเทียนเจินที่มีเงินสามล้านเหรียญดาว ไปเหมาขนมตามร้านต่างๆ บนถนนริมทะเลสาบจนเกลี้ยง
พวกเธอกินมื้อเช้ายิงยาวไปจนถึงตอนเที่ยง ถึงได้เดินทอดน่องไปที่เมืองเครื่องจักรเหล่าโม่
หลี่เหยาโทรหาเหล่าโม่
อย่างแรกเลย เขาต่อว่าเรื่องความปลอดภัยของตัวยานหมายเลขว่านลำใหม่ที่ห่วยแตกพอๆ กับรถยนต์ซาปาตาส
เขาขอให้เหล่าโม่เพิ่มคุณภาพของเหล็กนิลให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะชนหน้า ชนข้าง หรือโดนหินกระเด็นใส่... ต้องผ่านการทดสอบการชนให้หมด!
แล้วก็ ระบบควบคุมยานของมาสล่านี่ก็เปลี่ยนทิ้งไปเถอะ เอาของหงเหมิงมาใส่แทน
เมื่อเห็นหลี่เหยาเปย์หนักจัดเต็ม เหล่าโม่ก็บอกว่า:
“ได้ข่าวว่าคราวนี้เอ็งรวยเละเลยนี่หว่า ทำไมไม่ต่อยานลำใหญ่ๆ ซะเลยล่ะ ข้าจะได้รู้สึกหนุ่มขึ้นอีกครั้งไง”
“ไม่เอา ยานลำเล็กพังไปก็ไม่เสียดาย”
วางสายเสร็จ หลี่เหยาก็เช็กโทรศัพท์อีกรอบ
หนึ่งร้อยล้านเป็นของจริง
ไม่ได้ฝันไป
……
ตอนเช้า
แสงแดดสาดส่องสดใส เจือด้วยสีฟ้าจางๆ
แม้จะเป็นฤดูร้อน แต่อากาศบนดาวริมทะเลสาบเอลก็ไม่ได้ร้อนอบอ้าวอะไร
แต่หลี่เหยากลับหวังให้มันร้อนกว่านี้สักหน่อย
ฤดูร้อนที่ไม่มีกางเกงขาสั้นโชว์เรียวขายาว จะไปเรียกว่าฤดูร้อนได้ยังไง?
ที่ดินรกร้างหลังป่าไผ่ของโรงเตี๊ยมแฝด
หลี่เหยาเอาเมล็ดพันธุ์มาร่วมลงทุน ช่วยเถ้าแก่เนี้ยเบิกหน้าดินปลูกข้าวสาลี
เขาหิ้วถังน้ำเดินตามหลังหยินเยว่
หยินเยว่ยังคงใส่ชุดฮั่นฝูผ้าโปร่งสีดำเหมือนเดิม แค่บางกว่าปกติเล็กน้อย
ปิ่นปักผมไม้ไผ่สีเขียวที่ใส่ประจำ วันนี้เปลี่ยนเป็นปิ่นไม้รูปดอกไม้สีม่วงอ่อน
ดูเผินๆ อาจจะไม่สะดุดตา แต่เมื่อเทียบกับวันปกติ วันนี้เถ้าแก่เนี้ยแต่งตัวมาอย่างประณีตเห็นๆ
บุคลิกไม่เพียงแต่อ่อนหวานขึ้น แต่ยังดูมีกลิ่นอายของเด็กสาวแฝงอยู่อีกด้วย
ดูเหมือนว่า อายุจะไม่ใช่ปัญหาจริงๆ
หลี่เหยาชอบมาก
“สรุปว่า ข้าวสาลีปราณวิญญาณของดาวกู่เสินมีรสชาติพิเศษอะไรไหม?”
หยินเยว่ตอบว่า:
“นอกจากจะมีสัดส่วนของคุณสมบัติวิญญาณสูงกว่าปกติแล้ว ดูๆ ไปก็ไม่มีอะไรพิเศษนะคะ คงต้องรอทำทฤษฎีเปรียบเทียบอีกสองสามชุด ถึงจะยืนยันแหล่งที่มาของพลังปราณวิญญาณได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์”
“……”
หลี่เหยาชะงักไป นึกว่าตัวเองหูฝาดไปซะอีก
หยินเยว่เองก็ชะงักไปเล็กน้อย รีบแก้ตัวว่า:
“ฉันหมายความว่า ข้าวสาลีเนี่ยมีสารอาหารทางวิญญาณเยอะมาก ถ้าได้ผลผลิตเยอะๆ ก็เอาไปทำแพนเค้กได้ไงคะ”
หลี่เหยาหิ้วถังน้ำ รดน้ำแปลงผัก พลางตอบกลับไปลอยๆ:
“เอาไปทำแพนเค้กภรรยาได้ไหม?” (ขนมเปี๊ยะภรรยา เป็นชื่อขนมชนิดหนึ่งของจีน)
หยินเยว่ยืดตัวขึ้น เท้าสะเอว เผยให้เห็นเอวที่คอดกิ่วจนไม่น่าเชื่อว่าจะเข้ากับรูปร่างที่อวบอิ่มของเธอได้
“คุณมีภรรยาแล้วเหรอ?”
หลี่เหยายักไหล่ ก้มหน้ารดน้ำต่อไป
“คนที่ทำขนมเปี๊ยะให้ผมกิน ก็คือภรรยาของผมนั่นแหละ”
หยินเยว่ส่ายหน้ายกมือปิดปากหัวเราะเบาๆ ปัดปอยผมที่ถูกลมพัดจนยุ่งไปทัดไว้หลังหู แล้วก้มลงหว่านเมล็ดพันธุ์ต่อ
“คุณนี่ชอบพูดจาเหลวไหลอยู่เรื่อยเลย”
……
บ่ายสามโมง เป็นเวลาเลิกงานของหน่วยงานรัฐบาลส่วนใหญ่บนดาวกู่เสิน
เป็นเวลาดื่มชาของหลี่เหยา และเป็นเวลาเปิดร้านของโรงเตี๊ยมแฝดในแต่ละวัน
เมื่อโรงเตี๊ยมเปิดให้บริการ
หลี่เหยาก็ไปนั่งที่โต๊ะเล็กริมหน้าต่างของโรงเตี๊ยม อ่านหนังสือพิมพ์ไปพลาง ดื่มเหล้าหมักร้อยปีของเถ้าแก่เนี้ย “สุราดอกสาลี่ไผ่ม่วง” ไปพลาง
แถมยังฟรีอีกต่างหาก!
ความใจป้ำกะทันหันของเถ้าแก่เนี้ย ทำเอาหลี่เหยาปรับตัวไม่ค่อยทัน เงินร้อยล้านเหรียญดาวที่ได้มากลับไร้ประโยชน์ ต้องมานั่งเกาะผู้หญิงรวยกินซะงั้น
รสชาติเหล้านุ่มนวลอมหวานนิดๆ ดื่มแล้วชุ่มคอชื่นใจ
บนโต๊ะทุกตัวในโรงเตี๊ยม จะมีหนังสือพิมพ์ “จักรวาลน้อยรายวัน” วางไว้ฉบับหนึ่ง
หลี่เหยาลิ้มรสเหล้าหมักของเถ้าแก่เนี้ยไปพลาง พลิกหน้าหนังสือพิมพ์อ่านเล่นไปพลาง
ข่าวที่คุณภรรยาเซี่ยไน่ไปทำข่าวออกแล้ว
ปกติหลี่เหยาขี้เกียจอ่านข่าว เขาแค่อยากเห็นรอยยิ้มของคุณภรรยาเซี่ยไน่ เพื่อให้ตัวเองอารมณ์ดีไปทั้งวัน
แน่นอนว่า ครั้งนี้มีเรื่องของเขาเข้ามาเอี่ยวด้วย ก็เลยอ่านเยอะหน่อย...
ข่าวของนิตยสารจักรวาลน้อยไม่ได้ประโคมข่าวเรื่องผลผลิตของดาวกู่เสินมากนัก แต่เน้นไปที่ข่าวการซุ่มโจมตีดาวกู่เสินของกลุ่มโจรสลัดมหาวานรตั๊กแตนสวรรค์มากกว่า
ในตอนท้าย หลี่เหยากับหน่วยจิ้งจอกเพลิงของกองทัพปฏิวัติได้ร่วมมือกันกวาดล้างโจรสลัดอวกาศจนสิ้นซาก เซี่ยไน่เน้นถ่ายภาพเงาจิ้งจอกเพลิงในตำนาน และปลากระเบนยักษ์ของกองทัพปฏิวัติที่เพิ่งปรากฏตัวเป็นครั้งแรกได้สำเร็จ
เนื่องจากถูกกระทรวงวิทยาศาสตร์แทรกแซงอย่างหนัก ผลงานของหลี่เหยาจึงถูกกล่าวถึงแบบผ่านๆ ไม่มีแม้แต่ภาพใบเดียว
แต่หลี่เหยาก็ไม่ได้ถือสาอะไร
เพราะในตอนท้ายของข่าว ได้มีการพูดถึงสำนักงานสารพัดรับจ้างแห่งดวงดาวบนดาวริมทะเลสาบเอล ซึ่งประกอบไปด้วยนักรบวิญญาณกระบี่ฝีมือฉกาจหนึ่งคน และช่างเครื่องอัจฉริยะอีกสองคน ในราคาที่เป็นกันเอง...
คุณภรรยาเซี่ยไน่ช่างรู้ใจจริงๆ!
วันนี้อารมณ์ดี หลี่เหยาเลยอ่านข่าวเยอะกว่าปกติหน่อย
มีข่าวหนึ่งที่สะดุดตาหลี่เหยาเข้า
บารอนแฟร์มาต์ได้เชิญเกิร์ลกรุ๊ปที่กำลังโด่งดังเป็นพลุแตกในเขตน่านดาวเกาหลีอย่าง [หนูบินสามตัว] มาจัดคอนเสิร์ตที่ดาวริมทะเลสาบเอลในอีกสามวันข้างหน้า พร้อมกับเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับผลผลิตทางการเกษตรของดาวกู่เสิน
หนูบินสามตัว หลี่เหยาเองก็พอจะเคยได้ยินชื่ออยู่บ้าง
นิตยสารภาพถ่ายหมู่ดาวก็เคยลงข่าวไว้ ได้ยินมาว่าเคยเป็นสมาชิกแก๊งมาเฟียมาก่อน ภายหลังกลับตัวกลับใจ หันมาเอาดีทางด้านการร้องและเต้น ทักษะการร้องเพลงก็ถือว่าพอผ่านเกณฑ์ แต่เพราะเคยมีประวัติเป็นโจรสลัดอวกาศมาก่อน จู่ๆ ก็เลยดังเป็นพลุแตกขึ้นมา
แต่ตอนนี้พวกเธอยังไม่ได้โด่งดังถึงขีดสุด บารอนแฟร์มาต์ก็เลยพอจะจ้างมาได้
มีข่าวลือวงในบอกด้วยว่า พวกเธอทั้งสามคนถูกกลุ่มทุนเจ็ดดาวควบคุมอยู่
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงเลือกมาจัดคอนเสิร์ตโปรโมตที่ดาวริมทะเลสาบเอล หลี่เหยาก็พอจะเดาได้
——ก็เพราะมันอยู่ใกล้เขาไงล่ะ
ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น บารอนแฟร์มาต์ก็สามารถจ้างเขาไปจัดการปัญหาแบบใช้กำลังได้
แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น บารอนแฟร์มาต์ก็ไม่ต้องเสียเงินสักแดงเดียว ช่างคุ้มค่าอะไรเช่นนี้?
นี่มันไม่ต่างอะไรกับตอนที่หลี่เหยานั่งรถไฟอวกาศ แล้วไม่ยอมตีตั๋วจนกว่าจะถึงสถานีปลายทางเลยนี่นา
ขณะที่กำลังครุ่นคิด โทรศัพท์มือถือก็สั่น
มีอีเมลฉบับใหม่เข้ามา
ผู้ส่ง: หนูบินสามตัว
[เรียน คุณหลี่เหยา พวกเราคือเกิร์ลกรุ๊ปหนูบินสามตัวจากเขตน่านดาวเกาหลี อีกสามวันข้างหน้า พวกเราจะไปจัดคอนเสิร์ตโปรโมตสินค้าเกษตรของดาวกู่เสินที่ดาวริมทะเลสาบเอล เนื่องจากผลงานอันเหงื่อไหลไคลย้อยของคุณในการปกป้องดาวกู่เสิน...]
ผลงานอันเหงื่อไหลไคลย้อยเนี่ยนะ!
สมกับเป็นเกิร์ลกรุ๊ปจริงๆ!
หลี่เหยารู้สึกว่า การไม่มีความรู้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว การที่มองเห็นผลงานของเขาได้ต่างหาก ถึงจะเรียกว่าเป็นเกิร์ลกรุ๊ปที่ดี
ก็แค่อยากจะให้ฉันช่วยคุ้มครองความปลอดภัยให้พวกเธอใช่ไหมล่ะ
ไม่ว่าค่าจ้างจะเท่าไหร่ ฉันรับงานนี้!
อ่านอีเมลต่อ——
[พวกเราสามพี่น้องขอร้องคุณอย่างจริงจัง ช่วยเชิญรุ่นพี่จิ้งจอกเพลิง วีรบุรุษแห่งกองทัพปฏิวัติ มาดูคอนเสิร์ตของพวกเราที่ดาวริมทะเลสาบหน่อยได้ไหมคะ รุ่นพี่จิ้งจอกเพลิงคือไอดอลในดวงใจตลอดกาลของพวกเรา การได้พบกับรุ่นพี่จิ้งจอกเพลิง คือความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวของพวกเราสามพี่น้อง ที่ทำให้พวกเรายังคงยืนหยัดในการเป็นเกิร์ลกรุ๊ปต่อไป ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอุปสรรคใดๆ ก็ตาม... ขอร้องล่ะค่ะ!]
หลี่เหยา:
“?”
[จบแล้ว]