- หน้าแรก
- ผมก็แค่เซียนกระบี่สุดแกร่ง ที่รับจ้างทำงานจิปาถะไปวันๆ
- บทที่ 5 - ลุกโชนขึ้นมาแล้ว
บทที่ 5 - ลุกโชนขึ้นมาแล้ว
บทที่ 5 - ลุกโชนขึ้นมาแล้ว
บทที่ 5 - ลุกโชนขึ้นมาแล้ว
สิ้นคำกล่าวนี้ ทั้งโถงก็แทบระเบิด
บรรดาลูกค้าในร้านต่างก็โห่ร้องผสมโรงกันยกใหญ่
ถึงขนาดมีนักกินแตงมืออาชีพวิ่งไปหลบอยู่มุมกำแพงไกลๆ เลือกมุมดีๆ ในระยะปลอดภัย เพื่อรอชมฉากประวัติศาสตร์ของดาวริมทะเลสาบเอลแห่งนี้
สำหรับเรื่องดีๆ ระหว่างหลี่เหยากับเถ้าแก่เนี้ยหยินเยว่ ชาวเมืองดาวริมทะเลสาบต่างก็อยากให้เกิดขึ้นใจจะขาด
ถึงแม้ว่าหยินเยว่จะมีชื่อเสียงที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก แต่ข่าวลือเรื่องที่เธอกินผัวก็ไม่เคยมีหลักฐานยืนยัน ฝีมือการทำอาหารและอุ่นสุราของเธอก็เป็นเลิศ แถมยังเป็นคนสง่างามเรียบร้อย ไม่เคยทำตัวออกนอกลู่นอกทางเลยสักครั้ง
ที่สำคัญที่สุดคือ... เธอสวยเอามากๆ
ต่อให้เธอจะแต่งตัวมิดชิดและดูหัวโบราณแค่ไหน ก็ไม่อาจบดบังรัศมีความงามของเธอได้ ราวกับกิ่งไม้ที่มิอาจบดบังแสงจันทร์กระจ่างบนท้องฟ้าได้ฉันนั้น
ไม่ว่าจะมีเสียงซุบซิบนินทาแค่ไหน ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการที่เธอเป็นนางในฝันของผู้ชายทั้งดาวริมทะเลสาบเลยแม้แต่น้อย
สิ่งที่ผู้ชายบนดาวริมทะเลสาบหวาดกลัวคืออีกเรื่องหนึ่งต่างหาก
ว่ากันว่าเมื่อหลายสิบปีก่อนตอนที่หยินเยว่เพิ่งย้ายมาที่นี่ มีผู้ชายคนหนึ่งจับข้อมือเธอผ่านเสื้อผ้า แล้วก็ล้มลงขาดใจตายไปตรงนั้นเลย โดยที่บนตัวไม่มีบาดแผลอะไรสักนิด...
แถมยังมีผู้ชายบางคนที่ลอบพูดจาแทะโลมเธอ ลับหลังก็พากันหายสาบสูญไปอย่างเป็นปริศนา
แม้แต่ผู้หญิงที่สนิทสนมกับเธอมากเกินไป ก็ยังเกิดอาการเจ็บป่วยทางร่างกายในระดับที่แตกต่างกันไป
ยิ่งไปกว่านั้น ลูกสาวสองคนของเธอที่มีลักษณะบางอย่างของอสูรสาว ก็ยังมีรูปร่างหน้าตาเป็นเด็กหญิงวัยเจ็ดแปดขวบเหมือนเดิมมาหลายสิบปี ทำให้ยากที่จะไม่สงสัย
ดังนั้น ต่อให้จะหลงใหลเถ้าแก่เนี้ยแค่ไหน ทุกคนก็ทำได้แค่มานั่งดื่มสุราเงียบๆ เท่านั้น
ไม่มีใครกล้าเดินอ้อมฉากกั้นเข้าไปใกล้เถ้าแก่เนี้ย และไม่มีใครกล้าพูดจามากความ
จนกระทั่งเมื่อห้าปีก่อน ชายหนุ่มผู้ไม่กลัวตายคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น
ชายผู้นี้เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา แต่กลับเช่าห้องพักอยู่บนชั้นสองของโรงเตี๊ยมอย่างเปิดเผย ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเถ้าแก่เนี้ยทั้งเช้าเย็น ไม่เพียงแต่จะปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน แต่กลับยิ่งดูมีชีวิตชีวากระโดดโลดเต้นได้มากกว่าเดิมเสียอีก!
ในช่วงแรกๆ หลี่เหยาก็โดนคนอิจฉาริษยาและเกลียดชังสารพัด
แต่นานวันเข้า ผู้ชายบนดาวริมทะเลสาบกลับฝากฝังความรู้สึกร่วมอันซับซ้อนบางอย่างไว้ที่หลี่เหยาแทน
พวกเขาหวังให้หลี่เหยาแต่งงานกับเถ้าแก่เนี้ย เพื่อทำในสิ่งที่พวกเขาอยากทำแต่ไม่กล้าทำ จะได้ไม่ต้องมานั่งมโนให้เสียสุขภาพจิต
หลังจากโห่ร้องกันยกใหญ่ ลูกค้าในร้านก็รีบเงียบเสียงลงอย่างรวดเร็ว เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์แนวหน้าอย่างเงียบๆ
ราวกับว่าคนที่นั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์ทรงโค้งไม่ใช่หลี่เหยา แต่เป็นตัวพวกเขาเองที่รวบรวมความกล้าไปขอความรักจากเถ้าแก่เนี้ย
ทว่าในขณะนี้ หลี่เหยากลับมีท่าทีสงบนิ่งผ่อนคลาย ไม่มีอาการประหม่าเหมือนผู้ชายทั่วไปเวลาขอความรักเลยแม้แต่น้อย
ใบหน้าที่สง่างามของหยินเยว่ชะงักงันไปเล็กน้อย เธอเกือบจะตั้งรับคำพูดที่โพล่งออกมาอย่างกะทันหันของหลี่เหยาไม่ทัน
สำหรับลูกค้าในร้าน การที่หลี่เหยาขอความรักนั้นถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลและเป็นไปตามครรลอง เพราะถึงอย่างไรทั้งคู่ก็อาศัยอยู่ด้วยกันแล้ว...
แต่สำหรับหยินเยว่ ตลอดห้าปีที่ผ่านมา หลี่เหยาทำเต็มที่ก็แค่พูดหยอกล้อบ้างเป็นครั้งคราว ไม่เคยทำอะไรล่วงเกินเลยสักครั้ง แล้วทำไมแค่ไม่ได้เจอกันสามวัน จู่ๆ ถึงมาสารภาพรักกับเธอเสียล่ะ?
ไม่สนใจข่าวลือพวกนั้นเลยงั้นหรือ?
โชคดีที่หยินเยว่เลยวัยสาวแรกรุ่นมานานแล้ว เธอจึงเก็บสายตาที่จ้องมองอย่างจริงจังกลับมาได้อย่างแนบเนียน และหันไปอุ่นสุราต่อ พลางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า:
“นายเมาแล้ว”
น้ำเสียงฟังดูเหมือนไม่ใส่ใจ แต่กลับแฝงไปด้วยความอ่อนโยนที่ขัดกับบุคลิกที่ดูสง่างามและหัวโบราณของเธอ
ชั่วขณะหนึ่ง หลี่เหยาก็แอบจินตนาการถึงการแต่งงานกับเถ้าแก่เนี้ยขึ้นมาจริงๆ
ถ้าค่าสินสอดมันสมเหตุสมผลล่ะก็นะ
ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะเกาะผู้หญิงรวยกินหรอกนะ เขาแค่ชอบแม่ม่ายเท่านั้นเอง
หลี่เหยาไม่กลัวเลี่ยน เขาเดินหน้าเต็มกำลัง ยิ้มกริ่มแล้วหยอดไปอีกประโยค
“สุราไม่เมาหรอก คนต่างหากที่ทำให้เมา”
เถ้าแก่เนี้ยที่กำลังก้มหน้าอุ่นสุราอยู่ ขนตายาวงอนสั่นระริก มือที่กำลังทำงานชะงักค้างอยู่กลางอากาศ
ดวงตาสวยงามที่ดูสง่าและอ่อนโยนปรายตามองหลี่เหยาแวบหนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาบางๆ
เธอหยิบเหล้าไห่ถังหงแห่งดาวจักรพรรดิของหลี่เหยาออกมา ดึงจุกก๊อก รินใส่จอกแล้วยกขึ้นดื่มเอง
เมื่อวางจอกสุราลง เธอก็เอ่ยถามว่า:
“ทำไมผ่านมาตั้งห้าปีแล้ว นายเพิ่งจะมาพูดจาแบบนี้เอาตอนนี้ล่ะ?”
หลี่เหยาอึ้งไปเลย ไม่คิดว่าความสัมพันธ์แบบผู้เฒ่าไร้คู่ระหว่างชายโสดซิงกับสาวทึนทึกคู่นี้ จู่ๆ จะลุกโชนร้อนแรงขึ้นมาได้
“ก็แต่งเมียมันต้องใช้เงินนี่นา บอกตามตรง ฉันฝึกกระบี่มาตั้งแต่เด็ก ร่อนเร่พเนจรไม่มีที่พึ่ง ตอนนี้อยู่ในยุคสิ้นมรรค ธุรกิจก็ซบเซา ฉันใช้เงินเดือนชนเดือนมาตลอด ไม่เคยมีเงินเก็บเลย ช่วงนี้พอหาเงินได้นิดหน่อย แถมอายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว เลยอยากจะลงหลักปักฐานมีครอบครัวซะที”
หลี่เหยาผสมผสานประสบการณ์จริงบางส่วนจากชาติก่อนเข้าด้วยกัน ใช้อารมณ์ร่วมในการเล่าเรื่องอย่างออกรสออกชาติ
และมันก็ได้ผลชะงัด คำพูดของเขาทำให้ใบหน้าที่ขาวเนียนนุ่มนวลของหยินเยว่เปล่งประกายความอ่อนโยนแบบผู้เป็นแม่ออกมา เธอยกมือป้องปากหัวเราะเบาๆ:
“นายคิดดีแล้วเหรอ? ถึงจะไม่อยากยอมรับก็เถอะ แต่อายุของฉันอาจจะมากกว่าย่าของนายซะอีกนะ”
งั้นฉันควรจะไปใช่ไหม?
หลี่เหยาได้ยินเสียงลูกค้าหลังฉากกั้นสูดลมหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกันอย่างชัดเจน
แต่ทว่า... เธอไม่มีทางรู้หรอกว่าฉันอายุเท่าไหร่!
มองเผินๆ หลี่เหยาอาจจะดูเหมือนชายหนุ่มรูปหล่ออายุยี่สิบสามสิบปี แต่แท้จริงแล้วอายุร่างกายของเขาปาเข้าไปกว่าห้าร้อยปีแล้ว
ส่วนอายุตามทฤษฎีของเขานั้น ย้อนกลับไปได้ถึงโลกเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน ก่อนที่ปราณวิญญาณจะฟื้นฟูเสียอีก...
หึหึ เวลาฉันหาเมีย ฉันไม่เคยสนใจอายุของฝ่ายหญิงหรอก ยังไงซะก็ไม่มีทางแก่กว่าฉันอยู่แล้ว
“อายุไม่ใช่อุปสรรค”
หลี่เหยาตอบอย่างจริงใจและหนักแน่น ไม่เหมือนคนกำลังโกหก
“นายพูดจริงเหรอ?”
แต่หยินเยว่ก็ยังคงยิ้มแบบคุณป้าใจดี
ถึงรอยยิ้มนั้นจะงดงามและพยายามกลั้นไว้สุดๆ แต่ในฐานะเซียนกระบี่ หลี่เหยามองปราดเดียวก็รู้ว่านั่นคือรอยยิ้มแบบคุณป้า
“จริงสิ”
จู่ๆ หลี่เหยาก็นึกขึ้นได้ว่า เขาแค่ต้องการจะยืนยันว่าเหล้าไห่ถังหงของเขามันคุ้มราคาสามหมื่นเหรียญดาวหรือเปล่า แล้วทำไมเรื่องมันถึงมาลงเอยแบบนี้ได้ล่ะ?
“สรุปแล้ว ต้องใช้เงินเท่าไหร่ถึงจะแต่งหยินเยว่อย่างเธอเป็นภรรยาได้ล่ะ?”
หยินเยว่วางจอกสุราลง จู่ๆ ก็ตีหน้าขรึม ท่าทางและบุคลิกของเธอไม่ได้ดูเหมือนคนกำลังจะเป็นภรรยา แต่เหมือนคนกำลังจะเป็นแม่ยายเสียมากกว่า
“นายต้องไปซื้อบ้านขนาดสองร้อยตารางเมตรขึ้นไปในเอลเกลดซะก่อน ยานแต่งงานก็ต้องเป็นของแบรนด์เบนซ์ บาวาเรีย หรือดับเบิลไดมอนด์เท่านั้น ห้ามเอารุ่นเริ่มต้น และห้ามผ่อนด้วย สุดท้ายก็พวกทองคำแท่ง สินสอดทองหมั้น แล้วก็ค่าจัดงานแต่ง รวมๆ แล้วก็ต้องไม่ต่ำกว่าสิบล้านแหละนะ”
พอเถอะ หลี่เหยามือไม้สั่นไปหมดแล้ว...
“ฉันขอดื่มเหล้าดีกว่า”
จู่ๆ ก็นึกถึงประสบการณ์อันเลวร้ายในชาติก่อนขึ้นมา หลี่เหยามือสั่นงกๆ ดึงเหล้าไห่ถังหงกลับมา
ถึงเถ้าแก่เนี้ยจะสวย หุ่นดี ทำกับข้าวอร่อย หมักเหล้าเก่ง แต่ประวัติของเธอก็ลึกลับเกินไป แถมยังเห็นได้ชัดว่าอายุไม่ใช่น้อยๆ แล้ว ลูกสาวสองคนก็เป็นเด็กแสบที่โตไม่ยอมโตมาหลายสิบปี สู้ไปหาอสูรสาวเผ่าสัตว์ที่ยังสาวและสวยดีกว่า สบายใจกว่าเยอะ
แน่นอนว่านั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือ... ไม่มีปัญญาแต่งต่างหาก
หลี่เหยาหิ้วขวดเหล้าไห่ถังหงขึ้นมา เตรียมตัวจะลุกหนี แต่จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงลูกค้าตะโกนดังมาจากหลังฉากกั้น:
“เถ้าแก่เนี้ย เถ้าแก่หลี่เค้าจริงใจนะ!”
“ต้องใช้เงินเท่าไหร่ถึงจะยอมให้เถ้าแก่หลี่จับ... เอ๊ย จับมือเถ้าแก่เนี้ยสักครั้งล่ะ?”
เห็นได้ชัดว่า พวกนักกินแตงไม่อยากเห็นหลี่เหยายอมแพ้พ่ายแพ้เร็วขนาดนี้ จึงรีบส่งเสียงเชียร์กันยกใหญ่
พวกเขาแหกปากตะโกนสนับสนุนเต็มที่ อยากจะเห็นกับตาว่าร่างกายของเถ้าแก่เนี้ยมันกินผู้ชายอย่างที่เขาลือกันจริงๆ หรือเปล่า
“จับมือไม่คิดเงิน คิดแต่ชีวิต”
น้ำเสียงของเถ้าแก่เนี้ยเปลี่ยนเป็นดุดันขึ้นมาทันที มือเรียวงามตามสัญชาตญาณรีบหดกลับไปใต้โต๊ะ
แต่ทว่าหลี่เหยากลับคว้าข้อมือเธอไว้ได้ทัน!
ประจวบเหมาะพอดี
หลี่เหยาไม่กลัวโดนเอาชีวิต กลัวแต่โดนเอาเงินต่างหาก ในเมื่อให้จับมือฟรีๆ มีหรือจะไม่จับ
อืม ความรู้สึกก็ไม่เลว...
เรียวเล็ก เย็นเฉียบ นุ่มละมุนราวกับไร้กระดูก
ทันใดนั้น!
ใจกลางทะเลวิญญาณของเขาก็ระเบิดดังตูม!
หญิงสาวแปลกหน้าในชุดสีแดงปรากฏตัวขึ้น ราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดเทพมาร รูปร่างและใบหน้าที่งดงามจนแทบจะหยุดหายใจของเธอก่อตัวขึ้นในส่วนลึกของทะเลวิญญาณ
ร่างของเธอเบาหวิวราวกับขนนก สายตาคมกริบดุจคมกระบี่ กระบี่เล่มหนึ่งพุ่งแทงทะลุจิตวิญญาณของหลี่เหยา...
[จบแล้ว]