เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 708 - 807 จุดจบของหลี่ฟาง

บทที่ 708 - 807 จุดจบของหลี่ฟาง

บทที่ 708 - 807 จุดจบของหลี่ฟาง


บทที่ 708 - 807 จุดจบของหลี่ฟาง

แม้แผนการของฉายฟางจะดูฝันเฟื่องไปบ้าง ทว่าตั้งแต่แรกเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำสำเร็จในพริบตาอยู่แล้ว แต่จะค่อยๆ ดำเนินการไปทีละก้าว

เริ่มจากการเดินทางพบปะผู้คนทั้งในและนอกราชสำนักเพื่อดึงตัวคนบางส่วนมาเป็นพวก เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง จากนั้นก็ให้คนใกล้ชิดจักรพรรดิพูดถึงชื่อของเขาซ้ำๆ เพื่อให้จักรพรรดิเกิดความคิดที่จะเรียกตัวกลับมาใช้งานอีกครั้ง ขุนนางที่เขาดึงตัวมาเป็นพวกก่อนหน้านี้ ก็จะสามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำสงครามสื่อครั้งนี้ได้

เมื่อได้ฟังแนวคิดของฉายฟาง ลึกๆ แล้วเกาก่งก็มองว่ามันเป็นไปได้มาก และมีโอกาสสำเร็จสูงทีเดียว

"เจ้าต้องการให้ข้ามอบรายชื่อและของแทนใจให้เจ้า เพื่อให้เจ้าสะดวกในการติดต่อกับคนทางเมืองหลวงงั้นหรือ?"

เกาก่งแสร้งทำเป็นถามอย่างไม่ใส่ใจ

เขาได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว หากล้มเหลวเขาก็ไม่มีอะไรต้องเสีย ทว่าหากสำเร็จ เขาก็ย่อมเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดในเรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

"หากได้รับการช่วยเหลือจากเก๋อเหล่า เรื่องนี้ต้องสำเร็จอย่างแน่นอน"

ฉายฟางตอบกลับอย่างหนักแน่นโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

เขาต้องการใช้ท่าทีนี้เพื่อให้เกาก่งมั่นใจ และยินยอมสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ ทางที่ดีที่สุดคือมอบหมายหน้าที่จัดการความสัมพันธ์ในเมืองหลวงทุกด้านให้เขาเป็นคนดูแล

ส่วนเรื่องสหายร่วมบ้านเกิดที่อยากจะกลับไปรับตำแหน่ง ก็คงต้องให้รอไปก่อน ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็พอจะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว

ขอเพียงเกาก่งได้กลับเข้าสู่สภาขุนนาง สหายร่วมบ้านเกิดเหล่านี้ก็จะได้กลับไปรับตำแหน่ง หรือแม้แต่ได้เลื่อนขั้นก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน

สำหรับเขาในตอนนี้ ภารกิจเดียวก็คือการส่งเกาก่งกลับเข้าสู่สภาขุนนาง

เมื่อได้รับอิทธิพลจากฉายฟาง ในตอนนี้เกาก่งก็เริ่มกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องการกลับไปรับตำแหน่งอย่างจริงจัง

เมื่อก่อนเขาคิดว่าไม่มีหวัง จึงไม่ได้สนใจ ทว่าตอนนี้มีคนเสนอตัวมาวางแผนและพยายามช่วยให้เขากลับไปรับตำแหน่ง เขาก็ย่อมสามารถตามน้ำและลองดูได้

"เจ้าลองเล่าความคิดของเจ้าให้ข้าฟังอย่างละเอียดสิ..."

ภายในห้องรับรองของจวนตระกูลเกา ฉายฟางได้เล่าแผนการหลังจากเข้าเมืองหลวงในครั้งนี้อย่างละเอียด ซึ่งเป็นแผนการแรกเริ่มของเขา นั่นก็คือการใช้สหายร่วมบ้านเกิดในเมืองหลวงเพื่อผูกมิตรกับขุนนางในราชสำนักและคหบดีที่มีชื่อเสียงในหมู่ชาวบ้าน เพื่อโหมกระแสการกลับคืนสู่ราชสำนักของเกาก่ง

จากนั้นก็ใช้ขันทีที่ไว้ใจได้พูดถึงเรื่องนี้ต่อหน้าจักรพรรดิหลงชิ่ง เพื่อให้จักรพรรดิทรงให้ความสนใจและช่วยเกลี้ยกล่อมจักรพรรดิ

"ทำทั้งสองทางพร้อมกัน เรื่องนี้ต้องสำเร็จอย่างแน่นอน"

ในที่สุด ฉายฟางก็ให้คำรับรองต่อหน้าเกาก่ง

"อืม"

เกาก่งพยักหน้า จากนั้นก็พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า "นอกจากสหายร่วมบ้านเกิดของเจ้าแล้ว เครือข่ายในเมืองหลวงที่เจ้าสามารถเรียกใช้ได้ ข้าก็สามารถมอบรายชื่อให้เจ้าได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกศิษย์ของข้า และเป็นคนที่ไว้ใจได้

ข้าจะให้รายชื่อเพื่อนฝูงเก่าแก่ในเมืองหลวงแก่เจ้าอีกส่วนหนึ่งด้วย หากเจ้านำนามบัตรของข้าไปขอเข้าพบ ก็น่าจะบรรลุเป้าหมายของเจ้าได้เร็วขึ้น"

เกาก่งลูบเคราพลางกล่าว "เพียงแต่เส้นสายในวัง ข้าคงต้องขอคิดดูก่อน"

"ท่านเกาไม่มีคนที่ไว้ใจได้ในวังเลยหรือ?"

ตอนแรกที่ฉายฟางได้ยินว่าเกาก่งจะแนะนำเพื่อนฝูงในเมืองหลวงให้รู้จัก แน่นอนว่าเขารู้สึกดีใจมาก ทว่าเมื่อเห็นท่าทีลังเลตอนที่พูดถึงคนในวัง ในใจก็เริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมา

ต้องรู้ไว้ว่า คนทั้งในและนอกราชสำนักเหล่านั้น อย่างมากก็แค่ช่วยโหมกระแสการกลับคืนสู่ราชสำนักของเกาก่ง ทว่าไม่ใช่กำลังสำคัญที่จะชี้ขาดได้

คนที่จะสามารถส่งผลต่อการตัดสินพระทัยของจักรพรรดิได้จริงๆ ก็มีเพียงขันทีข้างกายจักรพรรดิ ขันทีที่พระองค์ทรงไว้วางใจเท่านั้น

เรื่องพวกนี้ ความจริงแล้วคนในบ้านเกิดที่ตานหยางก็เป็นคนบอกมา

แม้ฉายฟางจะไม่ค่อยเชื่อนัก ทว่าเมื่อพวกเขาเอ่ยชื่อขันทีตั้งแต่ยุคเจิ้งเต๋อจนถึงยุคเจียจิ้งออกมา ฉายฟางก็ต้องยอมจำนน บางครั้งอำนาจของขันทีก็ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่กว่าราชบัณฑิตในสภาขุนนางเสียอีก

อำนาจของขันที ภายใต้การยินยอมจากพระราชอำนาจ สามารถงัดข้อกับขุนนางในสภาขุนนางได้เลยทีเดียว

ตอนนี้เมื่อเห็นว่าเกาก่งดูเหมือนจะไม่แน่ใจเรื่องขันทีข้างกายจักรพรรดิ ฉายฟางก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มร้อนใจขึ้นมา

หากเลือกคนผิดในจุดนี้ มอบหมายความไว้วางใจผิดคน ก็อาจจะเป็นความผิดพลาดที่ทำให้การดำเนินงานทั้งหมดต้องพังทลายลง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจยอมรับได้อย่างเด็ดขาด

สีหน้าของฉายฟางเปลี่ยนไป เกาก่งย่อมสังเกตเห็นได้

เขาส่ายหน้าเบาๆ แล้วพูดว่า "ช่วงสองปีมานี้ หลังจากที่ข้าออกจากเมืองหลวง สถานการณ์ในวังก็เปลี่ยนไปมาก

หลี่ฟาง ขันทีที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานที่สุดในอดีต ได้ถูกตัดสินความผิดไปแล้ว ตอนนี้ก็คงยังอยู่ในคุก ไม่สามารถส่งผลต่อการตัดสินพระทัยของฝ่าบาทได้อีกแล้ว

ส่วนเถิงเสียง เมิ่งชง และขันทีคนโปรดคนอื่นๆ ในตอนนี้ ข้าก็ไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่นัก"

"พวกขันทีจากจวนอวี้อ๋อง ไม่มีใครอยู่ในวังเลยหรือ?"

ฉายฟางเอ่ยถามด้วยความลังเล

"อืม... เฝิงเป่ายังอยู่ในสำนักซือหลี่เจียน ทว่าเขามักจะคอยรับใช้องค์รัชทายาทและพระสนมมากกว่า คงไม่ค่อยได้ไปที่ตำหนักเฉียนชิง และก็คงจะไม่ส่งผลต่อฝ่าบาทได้มากนัก"

เกาก่งคิดดูแล้วก็ยังคงส่ายหน้า

เขาใช้เวลาทบทวนชื่อของขันทีผู้ใหญ่ในวังอย่างรวดเร็ว ความจริงเขาก็รู้ดีว่าตำแหน่งขันทีมีความสำคัญต่อแผนการนี้มาก เพียงแต่ในอดีตเขารู้สึกดูถูกคนพวกนี้ จึงไม่ค่อยได้คลุกคลีด้วยมากนัก

ที่เขาติดต่อกับหลี่ฟางบ่อยๆ เหตุผลหลักก็คือเพื่อจัดการงานในจวนอวี้อ๋องมากกว่า

ทว่าหากครั้งนี้สามารถกลับคืนสู่ราชสำนักได้สำเร็จ เขาก็คงจะต้องพิจารณาสร้างเส้นสายกับคนใกล้ชิดจักรพรรดิไว้บ้างแล้วล่ะ

และด้วยเหตุนี้ เกาก่งจึงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเว่ยกว่างเต๋อ เจ้าหมอนี่ดันไปมีเส้นสายในวังตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถรู้ท่าทีของจักรพรรดิได้ผ่านทางเกาจง

ขันทีเหล่านี้คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายจักรพรรดิมานาน จึงมีความรู้ความเข้าใจในตัวจักรพรรดิเจียจิ้งมากกว่าเหยียนซงและสวีเจียเสียอีก

ทันใดนั้น ชื่อของคนผู้หนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของเกาก่ง คนผู้นั้นคือเฉินหง

เฉินหงไม่ได้ทำงานในจวนอวี้อ๋อง ทว่าในยุคเจียจิ้งเขาก็อยู่ในสำนักซือหลี่เจียนแล้ว

หลังจากที่จักรพรรดิหลงชิ่งขึ้นครองราชย์ เฉินหงก็ได้รับความไว้วางใจจากจักรพรรดิเช่นกัน ทรงมอบหมายให้เขาดูแลตงฉาง และตอนนี้เพื่อเป็นการยกระดับสถานะของเขาในวังหลวง ดูเหมือนว่าเขาจะได้ดำรงตำแหน่งขันทีผู้คุมตราประทับแห่งกรมมหาดเล็กแล้ว

"ข้ามีคนในใจแล้ว แต่ก็คงต้องขอเวลาคิดทบทวนอีกหน่อย"

เกาก่งกล่าว

"ขออภัยท่านเกา คนที่ท่านคิดไว้คือใครหรือ?"

ฉายฟางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม

"เขาชื่อเฉินหง ตอนนี้น่าจะเป็นขันทีผู้คุมตราประทับแห่งกรมมหาดเล็ก ส่วนตงฉางจะยังอยู่ใต้การดูแลของเขาหรือไม่ ข้าก็ไม่ทราบเหมือนกัน"

เกาก่งกล่าว "ในอดีตตอนที่ฝ่าบาทเพิ่งจะขึ้นครองราชย์ ข้ากับเขาก็มักจะปรึกษาหารือเรื่องการจัดการงานต่างๆ ด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง หลังจากนั้นก็มีการติดต่อกันอยู่เสมอ นับว่าความสัมพันธ์ก็ไม่เลวทีเดียว

ข้าขอคิดดูก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน"

"นี่ก็ดึกมากแล้ว ข้าน้อยจะไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของท่านเกา พรุ่งนี้เช้าข้าน้อยจะมาขอเข้าพบท่านเกาที่จวนอีกครั้ง"

เมื่อได้ยินคำพูดของเกาก่ง ฉายฟางก็รู้ตัวและขอตัวลากลับ โดยรู้ว่าเกาก่งต้องการเวลาอยู่เงียบๆ เพื่อคิดทบทวนและกำหนดคนที่ใช่ในวังเพื่อเป็นกำลังสนับสนุน

"อืม พรุ่งนี้เจ้ามาที่จวนได้เลย"

เกาก่งพยักหน้าแล้วพูดว่า "ข้าจะสั่งให้คนเฝ้าประตูพาพวกเจ้าเข้ามาเลย"

เกาก่งเรียกพ่อบ้านให้พาฉายฟางออกไป เมื่อพ่อบ้านกลับมารายงาน เขาก็สั่งความต่อว่า "พรุ่งนี้ถ้าฉายฟางผู้นี้มาที่จวน เจ้าก็จัดแจงต้อนรับเขาให้ดีๆ แล้วให้คนมาแจ้งข้า"

"ขอรับ นายท่าน"

พ่อบ้านรู้ดีว่า นี่หมายความว่าฉายฟางเป็นที่ถูกตาต้องใจของเกาก่ง และน่าจะต้องคุยธุระกันต่อในวันพรุ่งนี้ จึงรีบรับปากทันที

คืนนั้น ไฟในห้องหนังสือของจวนตระกูลเกาสว่างไสวไปจนดึกดื่น

ณ ตำหนักเฉียนชิง ในเมืองหลวง หลังจากที่จักรพรรดิหลงชิ่งทรงสนุกสนานอยู่ในวังหลังพักใหญ่และกลับมาถึงที่นี่ พระองค์ก็ทอดพระเนตรเถิงเสียงที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกาย แล้วตรัสถามว่า "จำได้ว่าก่อนหน้านี้ข้าให้กรมอาญาไต่สวนความผิดของหลี่ฟาง ทำไมจนป่านนี้ถึงยังไม่เห็นฎีกาตัดสินโทษของหลี่ฟางเลยล่ะ?"

"บ่าวไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ"

เมื่อเถิงเสียงได้ยินจักรพรรดิหลงชิ่งถามถึงเรื่องของหลี่ฟาง เขาก็ตกใจจนหน้าถอดสี

ความจริงแล้วสิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือการที่จักรพรรดิตรัวถามถึงหลี่ฟาง เขากลัวว่าจักรพรรดิจะทรงนึกถึงความจงรักภักดีของหลี่ฟางที่คอยรับใช้พระองค์มาตั้งแต่ยังประทับอยู่จวนอวี้อ๋อง แล้วจะเรียกตัวกลับมาปรนนิบัติพระองค์อีก

"เจ้าไปถามที่กรมอาญาหน่อยสิ ไปเร่งให้หน่อย"

จักรพรรดิหลงชิ่งไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเถิงเสียง จึงได้สั่งการต่อ

"บ่าวรับพระราชโองการ"

เถิงเสียงรีบตอบรับ

วันรุ่งขึ้น ภายในห้องทำงานของเฉินอี่ฉิน ณ ตำหนักเหวินหยวน พระราชวังต้องห้าม ก็ได้ต้อนรับแขกผู้มาเยือน คนผู้นี้ก็คือเหมาข่าย เสนาบดีกรมอาญา

"เฉินเก๋อเหล่า วันนี้เถิงเสียงมาสอบถามที่กรมอาญาของข้า ท่านว่าข้าจะรายงานอย่างไรดีล่ะ?

บอกว่าฝ่าบาทต้องการตัดสินความผิดหลี่ฟาง ทว่าข้าไต่สวนมาสองครั้งแล้ว ก็ยังไม่รู้เลยว่าหลี่กงกงมีความผิดอันใด"

เหมาข่ายกล่าวกับเฉินอี่ฉิน

ความจริงแล้ว ในการพิจารณาคดีของหลี่ฟาง อิทธิพลของเฉินอี่ฉินและคนอื่นๆ นั้นมีส่วนสำคัญมาก ตามความเห็นของพวกเขา ในช่วงที่จักรพรรดิยังไม่หายกริ้ว ก็ให้กักขังหลี่ฟางไว้ในคุกกรมอาญาและดูแลให้ดีไปก่อนก็พอแล้ว

แต่ตอนนี้เมื่อจักรพรรดิตรัวถามขึ้นมา แต่คดีกลับไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย เหมาข่ายจึงทำได้เพียงมาหาเฉินอี่ฉินที่สภาขุนนาง เพื่อดูว่าพวกเขาจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร

เดิมที ความผิดของขันทีในวัง มักจะถูกจัดการโดยสำนักราชวังน้อยครั้งนักที่จะถูกส่งมาให้กรมอาญาจัดการ

และขุนนางก็รู้ดีว่าหลี่ฟางเป็นคนอย่างไร ย่อมไม่มีทางนำเขาไปเหมารวมกับขันทีชั่วอย่างหลิวจิ่นอย่างแน่นอน

"อ้าว ท่านเสนาบดีเหมา"

ในตอนนั้นเอง เว่ยกว่างเต๋อและอินสื้อจานก็ก้าวเข้ามาในห้องทำงาน เมื่อเห็นเหมาข่ายอยู่ที่นี่ก็รีบประสานมือทำความเคารพและทักทาย

"อินเก๋อเหล่า เว่ยเก๋อเหล่า"

เหมาข่ายรีบลุกขึ้นยืน และประสานมือตอบรับเป็นการทักทาย

"พวกท่านนั่งลงก่อน วันนี้ที่ท่านเสนาบดีเหมามาที่นี่ก็เพราะเรื่องคดีของหลี่กงกง ในวังกำลังเร่งรัดขอทราบผลแล้ว"

เฉินอี่ฉินเอ่ยขึ้น

"หืม?"

เว่ยกว่างเต๋อรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะไม่มีใครพูดถึงหลี่ฟางมาพักใหญ่แล้ว เขานึกว่าจักรพรรดิจะทรงลืมคนผู้นี้ไปแล้วเสียอีก และกำลังตั้งใจจะหาโอกาสพูดถึงดู เผื่อว่าจะสามารถปล่อยตัวเขาออกมาได้

ความพยายามก่อนหน้านี้ล้วนล้มเหลว จึงต้องใช้ความเย็นชาเข้าสู้

ทว่าไม่คิดเลยว่า จักรพรรดิจะทรงนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีก แถมยังส่งคนมาทวงถามผลจากกรมอาญาโดยตรง ดูเหมือนว่าพระองค์จะยังไม่มีความคิดที่จะปล่อยตัวเขาเลย

"หลี่ฟางไม่ได้มีความผิดอะไรแต่แรก เพียงแต่ไปขัดผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มในวัง ก็เลยถูกพวกเขาร่วมมือกันกลั่นแกล้ง มีอะไรต้องคิดมาก ก็รายงานฝ่าบาทไปตามตรงเลย"

เว่ยกว่างเต๋อยังไม่ทันอ้าปาก อินสื้อจานก็พูดโพล่งขึ้นมาตรงๆ

"พวกเรารู้ไปก็เท่านั้น ฝ่าบาทไม่ทรงโปรด แถมหลี่กงกงก็น่าจะถวายคำแนะนำบ่อยเกินไป จนทำให้ฝ่าบาททรงกริ้วอย่างหนัก

เจิ้งฝู่ก็อย่าเพิ่งร้อนใจไป พวกเรามาร่วมกันปรึกษาหารือกันก่อนดีกว่า ว่าจะรับมือกับคำถามของฝ่าบาทอย่างไรดี"

เฉินอี่ฉินกล่าว จากนั้นก็หันไปมองเว่ยกว่างเต๋อ

เห็นได้ชัดว่า อินสื้อจานตั้งใจจะเผชิญหน้ากับเถิงเสียงและเมิ่งชงต่อหน้าจักรพรรดิ เพื่อหวังจะใช้โอกาสนี้ทำให้จักรพรรดิหลงชิ่งทรงตระหนักและรู้ความจริง แล้วพระองค์ก็จะปล่อยตัวหลี่ฟาง

ทว่าความคิดนี้แม้จะฟังดูดี แต่การลงมือปฏิบัติจริงกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ตามที่เว่ยกว่างเต๋อเคยวิเคราะห์ไว้ จักรพรรดิหลงชิ่งน่าจะไม่อยากให้หลี่ฟางอยู่ในวังอีกต่อไปแล้ว ทรงรู้สึกรำคาญ หรืออาจจะรู้สึกว่าเขาชอบอวดอ้างความดีความชอบ และมีทีท่าดูหมิ่นจักรพรรดิด้วยซ้ำ

แม้ว่าในการแอบไปเยี่ยมที่คุก เว่ยกว่างเต๋อจะถามถึงเรื่องนี้อยู่หลายครั้ง และหลี่ฟางก็ปฏิเสธอย่างหนักแน่น ทว่าเว่ยกว่างเต๋อก็ยังคงคาดเดาว่า อาจจะเป็นเพราะการกระทำบางอย่างของเขาที่ทำไปโดยไม่ตั้งใจ ทำให้จักรพรรดิทรงมีความคิดเช่นนั้นขึ้นมา

จากนั้นก็มีเถิงเสียง เมิ่งชง และคนอื่นๆ มาคอยพูดยุแยงต่อหน้าจักรพรรดิ เขาในวังล่วงเกินคนไปเยอะเกินไป ขัดขวางการหาเงินของคนอื่น จึงไม่มีใครพูดจาเข้าข้างเขาเลย

"ทางที่ดีให้ท่านเสนาบดีเหมาเข้าวัง ไปกราบทูลขั้นตอนการไต่สวนให้ฝ่าบาททรงทราบว่าไม่สามารถเอาผิดได้ แล้วดูว่าฝ่าบาทจะทรงเอาผิดเขาในข้อหาใด พวกเราจะได้หาทางรับมือได้อย่างตรงจุด

ทว่าข้าก็ยังคงมีความคิดเช่นเดิม คือให้ลงโทษตามความผิดที่ฝ่าบาททรงกำหนด แล้วให้เนรเทศไปเป็นทหารรักษาเมืองที่หนานจิงน่าจะดีที่สุด"

เว่ยกว่างเต๋อกล่าวขึ้น

"หลี่ฟางอาจจะไม่ยอมรับผิดก็ได้"

เฉินอี่ฉินถอนหายใจ

เขาเคยไปเยี่ยมที่คุกกรมอาญา และเกลี้ยกล่อมให้หลี่ฟางเขียนคำชี้แจงเพื่อแสดงความสำนึกผิดต่อจักรพรรดิหลงชิ่ง ทว่ากลับถูกหลี่ฟางปฏิเสธ

ด้วยความที่รู้จักหลี่ฟางดี เขารู้ดีว่าด้วยนิสัยของหลี่ฟาง จะไม่มีทางยอมประนีประนอมในเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

"ความหมายของเจ้าคือ รอดูว่าฝ่าบาทจะทรงยัดข้อหาอะไรให้หลี่กงกง? แล้วพวกเราก็ค่อยหาทางช่วยลดโทษให้ จากนั้นก็ตัดสินให้เนรเทศไปเป็นทหารรักษาเมืองที่หนานจิงงั้นหรือ?"

เหมาข่ายขมวดคิ้วถาม

เว่ยกว่างเต๋อพยักหน้า "มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นถึงจะจบเรื่องนี้ได้ง่าย เมื่อหลี่กงกงไปถึงหนานจิง ย่อมต้องมีคนคอยดูแล และจะไม่มีใครกล้าล่วงเกินเขาแน่"

ขันทีที่เฝ้าเมืองหนานจิงและขันทีผู้บัญชาการทหาร เว่ยกว่างเต๋อกล้ารับประกันได้เลยว่า จะสามารถรับประกันได้ว่าหลี่ฟางจะได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นอย่างสงบสุข และจะไม่มีใครกล้ากลั่นแกล้งเขา

"แบบนี้ก็ได้ เพียงแต่อาจจะทำให้หลี่ฟางต้องลำบากใจหน่อย"

เฉินอี่ฉินคิดดูแล้วก็พยักหน้า ก่อนหน้านี้ตอนที่ปรึกษาหารือกัน เว่ยกว่างเต๋อก็เคยเสนอความคิดนี้มาแล้ว ทว่าเพราะยังหวังว่าจักรพรรดิจะทรงนึกถึงความสัมพันธ์เก่าๆ และยอมปล่อยตัวหลี่ฟาง จึงได้ยื้อเวลามาจนถึงตอนนี้

"ตกลง ข้าจะเข้าวังไปขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทเดี๋ยวนี้เลย"

เหมาข่ายก็ไม่อยากยื้อเวลาต่อไป หลี่ฟางที่อยู่ในคุกกรมอาญาก็เหมือนระเบิดเวลา การรีบปิดคดีนี้ให้เร็วที่สุดถือเป็นเรื่องดีที่สุด

เมื่อเหมาข่ายออกจากสภาขุนนางเพื่อมุ่งหน้าไปยังตำหนักเฉียนชิง เว่ยกว่างเต๋อและอินสื้อจานก็ไม่ได้กลับไป กะว่าอีกสักชั่วยามกว่าๆ เขาก็น่าจะกลับมาแล้ว

ตอนนี้ราชกิจของราชวงศ์หมิงค่อนข้างน้อย สภาขุนนางจึงค่อนข้างว่าง

ทั้งสามคนนั่งคุยเล่นกัน ผ่านไปชั่วยามกว่าๆ เหมาข่ายก็กลับมาตามคาด พอเจอกันก็พูดขึ้นว่า "ฝ่าบาทตรัสว่า 'ฟางทำตัวไร้มารยาทต่อข้า ให้คุมขังเขาไว้'"

"เกิดอะไรขึ้น?"

เฉินอี่ฉินเอ่ยถาม

"พอข้าได้พบฝ่าบาท ข้าก็กราบทูลเรื่องการไต่สวนคดีของหลี่ฟางว่า ข้อกล่าวหาของหลี่ฟางนั้นไม่ชัดเจน พวกกระหม่อมจึงไม่รู้ว่าจะเอาผิดอย่างไร ฝ่าบาทก็เลยตรัสว่าหลี่ฟางไร้มารยาท และรับสั่งให้คุมขังเขาไว้"

เหมาข่ายเล่าให้ฟัง

กฎหมายของต้าหมิง สำหรับนักโทษจะมีบทลงโทษหลักๆ 5 ประการ ได้แก่ โบยด้วยแส้ โบยด้วยไม้ จำคุก เนรเทศ และประหารชีวิต

การโบยด้วยแส้คือการใช้แส้เฆี่ยน ซึ่งใช้กับผู้ที่มีความผิดสถานเบา

การโบยด้วยไม้คือการใช้ไม้พลองตี ซึ่งถือเป็นบทลงโทษที่หนักขึ้นมาหน่อย เพราะในระหว่างการลงโทษอาจเกิดอุบัติเหตุจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

การจำคุกโดยทั่วไปคือการถูกส่งตัวไปรับโทษยังสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง คล้ายกับการจำคุกแบบมีกำหนดระยะเวลาในยุคหลัง ซึ่งมักจะมีการกำหนดระยะเวลาไว้

การเนรเทศคือการเนรเทศ มักจะถูกส่งไปอยู่ตามชายแดนที่ห่างไกล ซึ่งมักจะไม่ได้กลับมาอีก คล้ายกับการจำคุกตลอดชีวิต

ส่วนบทลงโทษสุดท้ายก็คือโทษประหารชีวิตนั่นเอง

"ฝ่าบาทจะทรงคุมขังเขาอย่างนั้นหรือ?"

เมื่อเว่ยกว่างเต๋อได้ยินว่าจักรพรรดิจะ "กู้จือ" (คุมขัง) เขาก็เข้าใจทันทีว่าหมายถึงการกักขังหลี่ฟาง

"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ตัดสินว่าเขาละเมิดเบื้องสูง แล้วเนรเทศไปเป็นทหารรักษาเมืองที่หนานจิงก็แล้วกัน"

ในเวลาสั้นๆ อินสื้อจานก็สงบสติอารมณ์ลงได้ และแสดงความคิดเห็นต่อข่าวที่เหมาข่ายนำกลับมาว่า "ในเมื่อฝ่าบาทจะทรงกักขังเขา ก็ให้เขาไปอยู่ที่หนานจิงเถอะ คาดว่าฝ่าบาทคงจะไม่ทรงคัดค้าน

หากฝ่าบาทมีเจตนาจะสังหารเขา ก็คงไม่ส่งเขาไปคุกกรมอาญาหรอก"

เหมาข่ายฟังคำพูดของอินสื้อจานแล้วก็ยังไม่แสดงความคิดเห็นทันที แต่หันไปมองเฉินอี่ฉินและเว่ยกว่างเต๋อ เมื่อเห็นว่าทั้งคู่พยักหน้าเห็นด้วย จึงกล่าวว่า "ตกลง พรุ่งนี้ข้าจะลงนามคำตัดสิน และถวายฎีกาเรื่องนี้"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 708 - 807 จุดจบของหลี่ฟาง

คัดลอกลิงก์แล้ว