เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 55 เจ้าไม่คู่ควร! หมัดข่มคนชรา!

ตอนที่ 55 เจ้าไม่คู่ควร! หมัดข่มคนชรา!

ตอนที่ 55 เจ้าไม่คู่ควร! หมัดข่มคนชรา! 


ตอนที่ 55 เจ้าไม่คู่ควร! หมัดข่มคนชรา!

ผู้ดูแลเซียวหู่ชะงักงัน "เจ้าว่าอะไรกันนะ?"

สายตาของผู้คนรอบทิศล้วนจับจ้องไปที่ใบหน้าของฟางซู่ รวมถึงศิษย์รับใช้จำนวนไม่น้อยที่อยู่ใกล้เคียง

ฟางซู่มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า

"ฟังไม่เข้าใจหรือ?" เขามองไปยังผู้ดูแลเซียวหู่ พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงชัดเจนทุกถ้อยคำ:

"ประโยคนี้หากกล่าวด้วยภาษาชาวบ้านก็คือ เจ้า แซ่เซียว เป็นเจ้าสำนักเซาเหว่ยคนปัจจุบันงั้นหรือ?"

ชั่วพริบตา ความเงียบสงัดก็ปกคลุมลึกเข้าไปในโถงใหญ่

ศิษย์รับใช้ทั้งหมดต่างเงยหน้าขึ้น เบิกตากว้างมองตรงมา

และในคราวนี้ ผู้ดูแลเซียวหู่ก็ได้ยินชัดเจนอย่างแจ่มแจ้งแล้ว

ใบหน้าของอีกฝ่ายแข็งค้าง แววตาแปรเปลี่ยนในฉับพลัน จ้องมองฟางซู่ด้วยความโกรธเกรี้ยวจนไม่อาจระงับ พลางส่งเสียง "จ... เจ้าหมอนี่หมายความว่าอย่างไร!!"

ใครจะรู้ว่าเมื่อฟางซู่เผชิญหน้ากับความโกรธของผู้ดูแลเซียวหู่ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย เขากล่าวสืบต่อ:

"ยังฟังไม่เข้าใจอีกหรือ?"

ฟางซู่หยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเสริมว่า:

"กล่าวอีกนัยหนึ่ง เจ้าคู่ควรที่จะก้าวก่ายหน้าที่ เจรจาส่งสารกับอาจารย์ของข้าด้วยหรือ? หรือคู่ควรให้ฟางโหม่วผู้นี้ ทำการประลองเวทกับศิษย์ของสำนักอันทรงเกียรติของเจ้าเพื่อความบันเทิงงั้นหรือ?"

ในระหว่างที่เอ่ยปาก ฟางซู่ยังกวาดสายตามองไปรอบด้าน

สายตาของเขากวาดผ่านใบหน้าของนักพรตหญิงเซียวหลีหลี บุรุษนามลิ่งไป๋เฉวี่ยน ตลอดจนอิ้นเสี่ยวเจี่ยนและกลุ่มศิษย์รับใช้อย่างครบถ้วน ราวกับกำลังตั้งคำถามต่อพวกเขาเช่นกัน

ท่ามกลางลานประลอง สีหน้าของนักพรตหญิงเซียวหลีหลีแปรเปลี่ยนไปมา นางเม้มริมฝีปากแน่น อยากจะกล่าววาจาปกป้องท่านพ่อของตนในทันที

ทว่าบังเอิญเหลือเกินที่คำถามของฟางซู่นั้นแทงตรงจุด บิดาของนางเซียวหู่เป็นเพียงผู้ดูแลคนหนึ่งในสำนัก ไม่คู่ควรที่จะก้าวก่าย ขัดขวางเรื่องราวระหว่างเจ้าสำนักทั้งสองเลยแม้แต่น้อย

ส่วนลิ่งไป๋เฉวี่ยนและอิ้นเสี่ยวเจี่ยนนั้น

คนแรกขมวดคิ้วเล็กน้อย ลอบพิจารณาฟางซู่โดยไม่เผยพิรุธ ส่วนคนหลังตกอยู่ในสภาวะเหม่อลอย ไม่อาจดึงสติกลับมาได้เป็นเวลานาน

อิ้นเสี่ยวเจี่ยนคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดจึงมีคนกล้ากล่าววาจาเช่นนี้กับผู้ดูแลเซียวหู่ในหอแห่งนี้!

"โอ้" ฟางซู่มีสายตาราบเรียบ ดึงสายตากลับมาจากใบหน้าของผู้คนรอบด้าน

เขากล่าวอย่างแผ่วเบาไร้กังวล:

"ดูเหมือนว่าผู้ดูแลเซียว จะไม่คู่ควรจริงๆ สินะ"

คราวนี้ ผู้ดูแลเซียวหู่ที่กำลังฝืนข่มความโกรธและใคร่ครวญถึงผลได้ผลเสีย ผู้ซึ่งตลอดสิบปีที่ผ่านมาไม่เคยถูกหยามเกียรติเช่นนี้มาก่อน ก็มิอาจทนกลั้นได้อีกต่อไป

ในห้วงแห่งความเดือดดาล อีกฝ่ายได้บีบขยี้ป้ายชื่อของเจ้าสำนักสำนักตู๋กู่ในมือจนแหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในคราวเดียว

"ไอ้เด็กบัดซบ!"

ผู้ดูแลเซียวหู่แผดเสียงคำราม โลหิตปราณบนร่างพลุ่งพล่านระเหยขึ้นสู่อากาศ แผ่ซ่านอำนาจบารมีราวกับพยัคฆ์ร้ายที่กำลังคำราม ทำให้ผู้คนรอบข้างต่างรู้สึกเจ็บแก้วหู

โดยเฉพาะกลุ่มศิษย์รับใช้และอิ้นเสี่ยวเจี่ยน พวกเขาต่างตกใจกลัวจนน่องสั่นพั่บๆ ในทันที

ทว่าฟางซู่ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงกลางลาน ทั้งยังอยู่ห่างจากอีกฝ่ายเพียงหนึ่งจั้งเท่านั้น

แววตาของฟางซู่ตะลึงงันไปชั่วขณะ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบอย่างสมบูรณ์

เขาไม่เกรงกลัวควันโลหิตปราณที่สูงลิ่วถึงสองจั้งบนร่างของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย หนำซ้ำลึกเข้าไปในดวงตายังเปี่ยมไปด้วยแววแห่งความกระหายใคร่จะลองดีอย่างเข้มข้น

พึงรู้ไว้ว่าระดับเซียนมนุษย์หลอมแก่นสารนั้น เน้นหนักที่ 'มนุษย์' เบาที่ 'เซียน' จึงมีคำกล่าวที่ว่า หมัดมวยนั้นเกรงกลัวคนหนุ่มแน่น

อีกทั้งหลังจากล้มเหลวในการคารวะอาจารย์ครั้งแรก ฟางซู่ก็ได้สืบรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเซียวหู่จากปากของท่านลุงรองอวี๋เล่อแล้ว

หมอนี่ในวัยหนุ่มเคยได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งบังเอิญเป็นบาดแผลที่ได้รับจากการเสี่ยงชีวิตเพื่อเจ้าสำนักสำนักเซาเหว่ย จึงได้รับสมุนไพรวิเศษเป็นรางวัล ทำให้สามารถฝ่าเคราะห์กลายเป็นเซียนมนุษย์เคราะห์ที่สอง และถูกเลี้ยงดูไว้ในสำนัก

สำหรับเซียนหลอมแก่นสารเคราะห์ที่สองที่มีอายุไม่น้อย เคยบาดเจ็บสาหัส ทั้งยังเลื่อนระดับด้วยการกินยา และใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมานานปี โดยพึ่งพาเพียงวรยุทธ์เก่าก่อนเช่นนี้

นับเป็นหินลับมีดที่สวรรค์ประทานมาให้ฟางซู่โดยแท้ เพื่อให้เขาสามารถทดสอบช่องว่างระหว่างตนเองกับเซียนมนุษย์เคราะห์ที่สองได้อย่างเต็มที่

แม้ประลองแล้วพ่ายแพ้ ฟางซู่ก็ยังมีสถานะเป็นแขกรับเชิญอยู่ คนเฒ่าเจ้าเล่ห์อย่างเซียวหู่ย่อมไม่กล้าตามล่าสังหารเขา ซ้ำยังอาจเป็นฝ่ายหยุดมือก่อนด้วยความหวาดระแวงเสียด้วยซ้ำ

กลับกลายเป็นลูกบุญธรรมของเจ้าสำนักที่อีกฝ่ายเรียกขานว่า 'หลานชายลิ่ง' ผู้นั้นต่างหาก ที่ยังหนุ่มแน่นเลือดร้อนและเป็นบุคคลที่ต้องระวังอย่างแท้จริง

หมัดข่มคนชรา ไม่ข่มคนหนุ่มแน่น!

"ตาเฒ่า บังอาจทำลายป้ายชื่ออาจารย์ข้า!"

ภายในใจของฟางซู่มีความรู้สึกสายหนึ่งแผ่ซ่าน

ฟู่!

เขาพ่นลมหายใจระบายความอัดอั้น ปลดเสื้อคลุมตัวนอกออก เผยให้เห็นชุดฝึกวรยุทธ์ของสำนักตู๋กู่ โลหิตปราณบนร่างก็เดือดพล่านขึ้นตามมา

"หากเคารพเจ้า เจ้าก็คือผู้อาวุโส หากไม่เคารพ เจ้าก็เป็นเพียงสุนัขเฒ่าตัวหนึ่ง!"

ฟางซู่โยนเสื้อคลุมลงบนพื้น หันหน้าไปทางผู้ดูแลเซียวหู่ พลางหัวเราะและตวาดเสียงดัง เพื่อชิงความได้เปรียบทางเหตุผลเสียก่อน:

"ไอ้สุนัขเฒ่า เจ้ากลั่นแกล้งฟางโหม่วผู้นี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งยังเคยแอบสับเปลี่ยนหินวิญญาณที่เป็นค่ามอบตัวศิษย์ของฟางโหม่ว หลอกลวงให้ข้าเป็นศิษย์รับใช้ ละทิ้งความจริงที่ว่าท่านลุงรองอวี๋เล่อของข้าในอดีตก็เคยเป็นศิษย์ในสำนักเซาเหว่ย และมีศักดิ์เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกับเจ้า

วันนี้หนำซ้ำยังกล้าทำลายป้ายชื่อของเจ้าสำนักตู๋อาจารย์ข้าต่อหน้าธารกำนัล เป็นการหยามเกียรติสำนักข้า!"

ฟึ่บฟั่บ!

ผู้คนรอบด้านเมื่อได้ยินเสียงตวาดของฟางซู่ สายตาของพวกเขาก็จับจ้องไปที่มือของผู้ดูแลเซียวหู่ในทันที โดยเฉพาะนักพรตหญิงเซียวหลีหลีผู้นั้น ใบหน้าของนางพลันซีดเผือดและเต็มไปด้วยความกังวล

กระทั่งตัวผู้ดูแลเซียวหู่เอง เมื่อได้ยินเสียงด่าทอของฟางซู่ แม้จะไม่ใส่ใจคำพูดในตอนต้น ทว่าประโยคหลังของฟางซู่กลับทำให้ใบหน้าของเขาแข็งค้าง และรีบก้มมองมือของตนเองทันที

พลันเห็นว่าป้ายชื่อของเจ้าสำนักตู๋ที่ฟางซู่ป้องมือมอบให้ บัดนี้ได้ถูกเขาบีบขยี้จนแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยโทสะไปเสียแล้ว

ร่องรอยแห่งความเสียใจและลังเลใจปรากฏขึ้นในดวงตาของผู้ดูแลเซียวหู่ในฉับพลัน ทำให้เขาเอ่ยปากไม่ออกไปชั่วขณะ

"เรื่องเข้าใจผิด!" ในเวลานี้เซียนหญิงเซียวหลีหลีได้เอ่ยปากขึ้นในที่สุด นางรีบก้าวออกมาไกล่เกลี่ย:

"สหายเต๋าฟาง นี่เป็นความเข้าใจผิด!"

ทว่าปัง!

ฟางซู่มีหรือจะสนว่าเข้าใจผิดหรือไม่

ควันโลหิตปราณสูงกว่าหนึ่งจั้ง พวยพุ่งม้วนตัวขึ้นจากร่างของเขาราวกับงูหลามยักษ์ ผงาดคำรามดึงดูดความสนใจของทุกคน

"หากเรื่องนี้ทนได้ แล้วยังมีเรื่องใดที่ทนไม่ได้อีก!"

ฟางซู่จ้องมองนักพรตหญิงผู้นั้นอย่างเย็นชา:

"คนไร้เมตตา ไร้คุณธรรม ไร้ความสัตย์เยี่ยงนี้ หากเจ้าสำนักของพวกเจ้าอยู่ที่นี่ จะยังอดกลั้นยอมความให้อีกหรือไม่?"

เมื่อนักพรตหญิงเซียวหลีหลีได้ยิน ใบหน้าของนางก็แสดงความอึดอัดใจ ไม่รู้ว่าควรกล่าวอะไรกัน ทว่านางยังคงยืนขวางหน้าฟางซู่ หมายจะยุติศึก

ทว่าสิ่งที่ตอบสนองต่อนาง คือการที่ฟางซู่พุ่งตัวอย่างรวดเร็ว กางห้านิ้วออกและผลักตรงไปยังพวงแก้มของนาง:

"ไสหัวไป!"

เซียวหลีหลีหน้าถอดสี รีบโคจรโลหิตปราณในร่างหมายจะหลบเลี่ยง

เพียงแต่แม้นางจะเป็นเซียนมนุษย์เคราะห์ที่หนึ่ง และใกล้จะทะลวงผ่านสู่เคราะห์ที่สองแล้วก็ตาม ทว่าด้วยความลังเลอ้ำอึ้ง การเคลื่อนไหวจึงเชื่องช้า อีกทั้งฟางซู่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะออมมือแม้แต่น้อย

ดังนั้นสตรีผู้นี้จึงหลบไม่พ้น และเห็นอยู่หลัดๆ ว่ากำลังจะถูกฟางซู่ตบเข้าที่ใบหน้า

ฉากนี้ทำให้ผู้คนรอบด้านต่างเบิกตากว้าง ไม่คาดคิดเลยว่าฟางซู่จะกล้าลงมือจริงๆ!

โชคดีที่ผู้ดูแลเซียวหู่อยู่ใกล้ๆ เขาจึงดึงเซียวหลีหลีอย่างแรง พร้อมซัดฝ่ามือออกไปสกัดการโจมตีของฟางซู่ไว้ได้ นั่นจึงทำให้เซียวหลีหลีถอยไปด้านข้าง และรอดพ้นจากการถูกตบหน้าได้

ปัง!

ผู้ดูแลเซียวหู่ก็ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ และต้องเสียเปรียบเล็กน้อยในทันที

เมื่อฟางซู่เห็นดังนั้น ก็ได้ทีขี่แพะไล่ เขาสืบเท้าบุกเข้าสู่จุดศูนย์กลาง เส้นเอ็นบนแขนทั้งสองปูดโปน โลหิตปราณสีม่วงดำแต่ละสายพันรอบข้อมือราวกับอสรพิษ

เขาตวาดเสียงต่ำดุจอสนีบาต: "อยากจะลองดีกับข้าหรือ? ดูซิว่าไอ้สุนัขเฒ่าอย่างเจ้าจะเหลือฟันกี่ซี่!"

สิ้นเสียง หมัดของฟางซู่ก็พุ่งออกไปดั่งกระสุนปืนใหญ่ เงาสีม่วงสองสายพุ่งตรงไปยังหน้าอกของเซียวหู่

ผู้ดูแลเซียวหู่เบิกตาโพลงด้วยความโกรธ หงายฝ่ามือทั้งสองขึ้น ง่ามมือเปิดกว้าง แล้วเข้าปะทะอย่างดุดันในทันที

ตึง!

หมัดและฝ่ามือปะทะกัน ทั้งสองปะทะกันอย่างหนักหน่วง โลหิตปราณปะทะกัน พลังงานสาดกระเซ็น ต่างฝ่ายต่างถูกกระแทกถอยหลังไปหลายก้าว

ใบหน้าของผู้ดูแลเซียวหู่ ซีดเผือดลงไปหลายส่วน

ส่วนฟางซู่รู้สึกหวานในลำคอ โลหิตปราณภายในร่างปั่นป่วนไม่หยุด โลหิตสีม่วงสองสามหยดไหลซึมออกจากมุมปาก

ทว่าฟางซู่ไม่เพียงไม่กลัวแต่กลับหัวเราะ แววตาของเขาลุกโชน โลหิตปราณรอบกายยิ่งทวีความเกรี้ยวกราด ร่างกายพุ่งเข้าใส่เซียวหู่อีกครั้งราวกับภูตผี

ชั่วพริบตา ลมปราณพัดกระโชกอยู่ลึกเข้าไปในโถงใหญ่ ฝูงชนที่มุงดูต่างรู้สึกตาลาย

ใบหน้าของนักพรตหญิงเซียวหลีหลีตึงเครียด นางอยากจะสอดมือเข้าแทรก ทว่ากลับเห็นทั้งสองต่อสู้พัวพันกันอย่างดุเดือด ตนเองจึงไม่มีช่องว่างให้สอดมือเข้าไปได้เลย

การต่อสู้นั้นง่ายดาย แต่การยุติศึกนั้นยากเข็ญ!

ดังนั้นเซียวหลีหลีจึงรีบหันสายตาไปมองลิ่งไป๋เฉวี่ยนที่อยู่ข้างๆ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ: "ศิษย์พี่ลิ่ง! ได้โปรดช่วยระงับเรื่องนี้ทีเถิด"

ใครจะรู้ว่าเมื่อลิ่งไป๋เฉวี่ยนได้ยินเช่นนี้ กลับมีสีหน้าลังเลใจ: "นี่มัน..."

สายตาของเขาไม่ได้มองไปที่เซียวหลีหลี ทว่ากลับมองไปยังเศษป้ายชื่อที่ร่วงหล่นบนพื้น

เซียวหลีหลีเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายในทันที

การลงมือของฟางซู่ในวันนี้ ล้วนมีเหตุมีผลและเป็นเรื่องสุดวิสัย ล้วนเป็นบิดาของนาง เซียวหู่ ที่หาเรื่องใส่ตัวล้วนๆ

แม้กระทั่งหากเรื่องราวในวันนี้สิ้นสุดลง หลังจากที่เจ้าสำนักสำนักเซาเหว่ยล่วงรู้ เกรงว่ายังต้องลงโทษบิดาของนางอีกครั้ง เพื่อยุติข้อพิพาทระหว่างทั้งสองสำนัก

ลิ่งไป๋เฉวี่ยนเห็นสีหน้าร้อนรนของเซียวหลีหลี เขาจึงหรี่ตาและกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา: "วางใจเถอะ ทั้งสองยังมีขอบเขตอยู่ ยังไม่ได้ใช้วิชาเวทเข้าเข่นฆ่ากัน"

เซียวหลีหลีเพ่งมองไป ก็พบว่าฟางซู่และเซียวหู่ต่างใช้เพียงหมัดต่อหมัด โลหิตปราณปะทะกัน โดยไม่ได้ใช้วิชาเวทสังหารแต่อย่างใด

"ปัง! ปัง! ปัง!"

กลางโถงใหญ่ หมัดกระแทกเนื้อ เสียงดังกึกก้องราวกับอสนีบาต

เซียวหู่ยิ่งสู้ก็ยิ่งรู้สึกถูกมัดมือมัดเท้า

หมอนี่เจ็บทั้งมือ เจ็บทั้งเท้า และยังเจ็บที่หน้าอก รู้สึกราวกับว่ากระดูกในร่างกายกำลังจะแตกสลาย

เมื่อมองกลับมาที่ฟางซู่ เขากลับยิ่งสู้ยิ่งคล่องแคล่ว กระบวนท่าทั้งวรยุทธ์แมลงและวรยุทธ์ตะกั่วหลั่งไหลออกมาราวกับปรอท โดยยึดเอาเซียวหู่เป็นกระสอบทรายมีชีวิต

เวลาผ่านไปไม่ถึงร้อยลมหายใจ

โลหิตปราณที่สูงถึงสองจั้งของผู้ดูแลเซียวหู่ กลับถูกฟางซู่ทุบตีจนแทบจะแตกซ่าน บัดนี้อาศัยเพียงความฮึดสู้เฮือกสุดท้ายเพื่อฝืนยื้อไว้ หมายจะถ่วงเวลาให้ฟางซู่หมดแรงไปเอง

ทันใดนั้น ฟางซู่ก็มองไปยังเซียวหู่ที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ ใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม พร้อมกับอ้าปากออก

"พรวด!"

โลหิตสีม่วงคำหนึ่ง กลายสภาพเป็นลูกศรพิษ พุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของเซียวหู่

โลหิตสีม่วงคำนี้ทำให้ผู้คนรอบข้างต่างตกตะลึง ยังคิดว่าฟางซู่กำลังจะหมดแรง

ไม่คาดคิดว่าเซียวหู่จะมีสีหน้าตกใจสุดขีด และรีบหลบหลีกในทันที

หมอนี่ซ่อนใบหน้าของตนเองไว้ จากนั้นก็เอี้ยวตัวหลบ ราวกับกระบวนท่าทวนคืนหลัง ปล่อยให้เส้นผมด้านหลังสะบัดฟาดลูกศรโลหิตจนแตกกระจาย

ผลลัพธ์คือเสียงซ่าๆ ดังขึ้นจากหลังศีรษะของเซียวหู่อีกครั้ง เส้นผมที่สยายออกของเขากำลังปล่อยควันสีเขียวออกมาเป็นระลอกๆ

"ช่างเป็นโลหิตที่พิษสงร้ายกาจนัก!" ผู้ดูแลเซียวหู่ร้องอุทานด้วยความตกใจ

เขารีบโคจรโลหิตปราณขึ้นมาทันที เพื่อปกป้องผิวหนังและเนื้อของตน

ทว่าฟางซู่กลับฉวยโอกาสนี้ ปล่อยหมัดหนักสามหมัดซ้อนกระหน่ำลงมาในรวดเดียว

หมัดแรก เขากระแทกแขนทั้งสองข้างของเซียวหู่จนกระเด็นออก

หมัดที่สอง เขาทุบหน้าอกของเซียวหู่จนมีเสียงกรอบแกรบ และยุบลงไปครึ่งชุ่น

หมัดที่สาม ฟางซู่เปลี่ยนหมัดเป็นศอก ฟาดเข้าที่แก้มของอีกฝ่ายราวกับค้อนแส้อย่างรุนแรง!

ตาของเซียวหู่เบิกกว้าง รับหมัดไปถึงสองหมัดซ้อน

หมอนี่จำต้องละทิ้งการตั้งรับเปลี่ยนเป็นบุก มือข้างหนึ่งราวกับคีมเหล็ก หนีบศอกกระบวนท่าที่สามของฟางซู่ไว้ได้ทันท่วงที

มืออีกข้างของอีกฝ่ายยังคลำไปที่คอและไหล่ของฟางซู่ หมายจะปลดแขนของฟางซู่ออก หรือแม้กระทั่งสกัดกั้นเส้นทางการไหลเวียนของโลหิตปราณของฟางซู่ เพื่อทำให้เขาสลบ

"ปัง!"

ทั้งสองต่อสู้พัวพันกันในระยะประชิด กล้ามเนื้อปูดโปน กระดูกส่งเสียงดังลั่น โลหิตปราณยิ่งพัวพันกันยุ่งเหยิงราวกับปอยฝ้าย แผ่ความร้อนอบอ้าวไปทั่วบริเวณราวกับเตาหลอม

แม้แต่ศิษย์รับใช้ที่อยู่ห่างไกลออกไป ก็ยังรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า

ฟางซู่หมายจะดิ้นรนให้หลุดพ้นแล้วบุกโจมตี ทุบตีอีกฝ่าย ทว่าเซียวหู่กลับล็อกไว้แน่นอย่างสุดชีวิต ไม่ยอมปล่อยมืออีก

ที่แท้หมอนี่ก็ตระหนักถึงความเป็นจริงได้แล้ว บัดนี้จึงเปลี่ยนกลยุทธ์ หมายจะพึ่งพาความแข็งแกร่งของโลหิตปราณ และตบะขั้นเคราะห์ที่สอง เพื่อกดดันฟางซู่อย่างสุดกำลัง

มิฉะนั้นหากสู้ต่อไปเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นการที่ทั้งสองใช้วิชาเวทเข้าห้ำหั่นจนไม่อาจคาดเดาความเป็นตายได้ หรือเขาจะถูกฟางซู่ใช้เป็นเป้านิ่งซ้อม จนถูกทุบตีจนตายคาทีในลานประลองแห่งนี้

ส่วนฟางซู่ที่ถูกตาเฒ่าพัวพันไว้ ก็ล่วงรู้ถึงเจตนาของอีกฝ่าย แต่เขาก็ไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย เขาจึงกดศอกลงไป บีบคั้นตรงไปที่ลำคอของเซียวหู่ทันที

ทั้งสองต่างคุมเชิงกันไม่ยอมลดละ ผู้คนรอบข้างต่างจ้องมองตาไม่กะพริบ

อิ้นเสี่ยวเจี่ยนมองฟางซู่อย่างงงงวย ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ส่วนนักพรตหญิงเซียวหลีหลีจ้องเขม็งไปที่บิดาของนาง เซียวหู่ โดยไม่ขยับเขยื้อน

สำหรับลิ่งไป๋เฉวี่ยนผู้นั้น เขาขมวดคิ้วประเมินฟางซู่ ในดวงตาเผยให้เห็นร่องรอยแห่งความลำบากใจและความลังเลใจ

สามสิบลมหายใจต่อมา

เห็นเพียงว่าในบรรดาคนทั้งสอง เส้นเลือดข้างลำคอของเซียวหู่ปูดโปน ใบหน้ากลายเป็นสีม่วงคล้ำ

ลำคอของเขาส่งเสียงครืดคราด ดูเหมือนพยายามฝืนที่จะเอ่ยอะไรกัน ทว่าโลหิตปราณเฮือกหนึ่งในร่างกายไม่สามารถดึงขึ้นมาได้ทันเวลา กระบวนท่าหมัดจึงเริ่มคลายออก

ส่วนฟางซู่แม้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าหนึ่งขั้น และโลหิตปราณก็ใกล้จะหมดลง

แต่ว่าดวงตาของเขากลับสว่างวาบ ฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายแก่ชรา ร่างกายอ่อนแอ และพละกำลังไม่ต่อเนื่องในทันที กล้ามเนื้อทั่วร่างกระตุกอย่างรุนแรงราวกับงูหลาม

เพียงการกระตุกครั้งเดียว กระบวนท่าหมัดของเซียวหู่ก็เปิดกว้าง และพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง

อีกฝ่ายเปล่งเสียงคำรามด้วยความไม่ยินยอมออกจากปาก ทว่าหัวเข่าทั้งสองกลับอ่อนระทวย ไร้กำลังจะพลิกฟื้นสถานการณ์ เบื้องหน้ายิ่งมืดมิด ถูกฟางซู่สะกดข่มไว้อย่างราบคาบ

ปังๆๆ!

หมัดและเท้าของฟางซู่ดุจห่าฝน สาดเทลงมาอีกครั้งราวกับสาดน้ำ กระหน่ำตีไปทั่ว

พรวด!

ผู้ดูแลเซียวหู่ที่หน้ามืดตาลาย ถูกทุบตีจนอวัยวะภายในได้รับความบอบช้ำ กระอักเลือดสดๆ ออกมาคำหนึ่ง และไม่อาจทนได้อีกต่อไป จึงแผดเสียงร้องครวญครางออกมาอย่างน่าเวทนา: "อ๊าก!"

ภาพนี้ทำให้เซียวหลีหลียากจะอดกลั้นได้อีกต่อไป

นางกัดฟันกรอด หมายจะพุ่งตัวเข้าไปขัดขวางการต่อสู้ ทว่ากลับถูกลิ่งไป๋เฉวี่ยนคว้าตัวไว้ได้เสียก่อน

แววตาของลิ่งไป๋เฉวี่ยนสั่นไหว กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ: "หลีหลี อย่าให้ท่านลุงต้องพ่ายแพ้ทั้งตัวและเสียทั้งหน้าเลย"

สิ่งนี้ทำให้ร่างกายของเซียวหลีหลีชะงักงัน ใบหน้าเผยให้เห็นความลังเลใจ

กลางลานประลอง

ผู้ดูแลเซียวหู่ผู้นั้นกรีดร้องเสียงหลง พร้อมกับคุกเข่าทั้งสองข้างลงบนพื้น

ส่วนฟางซู่ก็ค้อมตัวลง นิ้วทั้งห้าล็อกอยู่ที่หลังศีรษะของอีกฝ่าย บนใบหน้าเผยรอยยิ้มเย็นชา

อย่างไม่ลังเล เขาตวัดเท้ากวาด เหยียบย่ำลงมา เหยียบเข้าที่ข้อเท้าของอีกฝ่าย แล้วบดขยี้!

"กรอบ—อ๊าก!"

เสียงกระดูกแตกหักดังลั่น

ท่ามกลางเสียงกรีดร้อง เซียวหู่ผู้นั้นผมเผ้าหลุดลุ่ย ในที่สุดโลหิตปราณของเขาก็แตกซ่านจนไม่เหลือเค้าโครง แขนทั้งสองข้างทิ้งตัวลง สลบเหมือดไปในพริบตา เผยให้เห็นสภาพที่ยอมจำนนให้ผู้อื่นเชือดเฉือนตามใจชอบ

นักพรตหญิงเซียวหลีหลีคราวนี้ไม่อาจทนได้อีกต่อไป ร้องตะโกนลั่น: "ท่านพ่อ!"

นางดวงตาแดงก่ำ สะบัดแขนหลุดจากการจับกุมของลิ่งไป๋เฉวี่ยน แล้วพุ่งตัวไปข้างหน้าทันที

ฟางซู่เห็นดังนั้น จึงถอยฉากออกไปอย่างรวดเร็วราวกับลิงค่าง ทิ้งระยะห่างจากสตรีผู้นี้ พร้อมจ้องมองอีกฝ่ายอย่างระแวดระวัง

เมื่อเห็นว่าแม้โลหิตปราณในร่างของสตรีผู้นี้จะพลุ่งพล่าน ทว่าก็ไม่ได้ลงมือโจมตีตน ฟางซู่จึงค่อยๆ รั้งกระบวนท่ากลับ โคจรลมปราณฟื้นฟูพละกำลัง

ท่ามกลางความเงียบงัน

ไอความร้อนจากโลหิตปราณที่เหลืออยู่บนร่างของฟางซู่แผ่ซ่าน หยาดเหงื่อก็ไหลซึมออกมาในที่สุด ชั่วครู่หนึ่งก็ระเหยกลายเป็นหมอกควัน

ท่ามกลางควันสีขาวที่ม้วนตัวไปมา

เขาเดินกลับเข้าไปในลานประลองโดยไม่สนสายตาผู้ใด และไม่แม้แต่จะปรายตามองสองพ่อลูกแซ่เซียวผู้นั้นเลย

ฟางซู่ก้มลงเก็บเสื้อคลุมของตนขึ้นมาแต่เพียงผู้เดียว พร้อมกับตวัดแขนเสื้อ รวบเอาเศษป้ายชื่อที่ร่วงหล่นบนพื้นทั้งหมดขึ้นมา แล้วซ่อนไว้ในอกเสื้อ

"ขอลา"

เขาสวมเสื้อคลุม ฝีเท้ายังคงมั่นคง ปกปิดชุดฝึกวรยุทธ์ที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อบนเรือนร่าง แล้วก็เตรียมตัวจะจากไปตามลำพัง

"แค่กๆ ช้าก่อน"

ในขณะนั้นเอง เสียงอันแหบพร่าก็พลันดังขึ้นจากด้านหลังของเขา

ฟางซู่หยุดร่างลง

เห็นเพียงว่าลึกเข้าไปในโถงใหญ่ เป็นผู้ดูแลเซียวหู่ผู้นั้น ที่กำลังฝืนเบิกเปลือกตาขึ้น หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง

หมอนี่กลับสลบไปเพียงชั่วครู่ ก็ฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้ง สมกับที่เป็นเซียนมนุษย์เคราะห์ที่สองจริงๆ

เขากดมือของบุตรสาวตนเองไว้ แล้วเปล่งเสียงออกอย่างยากลำบาก:

"หลีหลี นำวรยุทธ์ตะกั่วบทหลอมไขกระดูกมา..."

สิ้นเสียง ศีรษะและลำคอของหมอนี่ก็เอนเอียงไปด้านหนึ่ง หลับตาลงแน่นอีกครั้ง ไม่รู้ว่าสลบไสลไปจริงๆ หรือแกล้งทำ

คราวนี้ เซียวหลีหลีถึงกับอึ้งงัน ลิ่งไป๋เฉวี่ยนเองก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน

สำหรับบรรดาศิษย์รับใช้รอบด้าน ต่างพากันส่งเสียงอื้ออึง พวกเขาต่างเดาะลิ้นจ้องมองแผ่นหลังของฟางซู่ และวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างตื่นเต้นไม่หยุด:

"คนผู้นี้มาทำอันใดกัน? ช่างดุร้ายเหลือเกิน!"

ท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครม หลังคาของโถงใหญ่สำนักเซาเหว่ยราวกับจะถูกถกออกไปเสียให้ได้

มีเพียงเด็กหนุ่มคางคกอิ้นเสี่ยวเจี่ยนผู้นั้น ที่จ้องมองฟางซู่อย่างโง่งม อ้าปากค้างไร้ซุ่มเสียง ไม่อาจดึงสติกลับมาได้เป็นเวลานาน ราวกับว่าเขาไม่รู้จักคนผู้นี้เลยแม้แต่น้อย

จบบทที่ ตอนที่ 55 เจ้าไม่คู่ควร! หมัดข่มคนชรา!

คัดลอกลิงก์แล้ว