- หน้าแรก
- วิถีเซียนนอกรีต
- ตอนที่ 43 แต่ละคนมีชะตาของตน ทางลัดสู่สำนักเซียน
ตอนที่ 43 แต่ละคนมีชะตาของตน ทางลัดสู่สำนักเซียน
ตอนที่ 43 แต่ละคนมีชะตาของตน ทางลัดสู่สำนักเซียน
ตอนที่ 43 แต่ละคนมีชะตาของตน ทางลัดสู่สำนักเซียน
ฟางซู่หรี่ตามองซูฉินเกาที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ชั่วขณะหนึ่งถึงกับคิดว่าตนเองมองคนผิดไป
เมื่อเห็นเขาไม่ส่งเสียง น้ำเสียงของซูฉินเกาก็ยิ่งร้อนรน นางพยายามจะดึงมือของฟางซู่มาวางไว้บนเรือนร่างของตน
ทว่าฟางซู่เพียงเบี่ยงตัวหลบเบา ๆ ก็หลบเลี่ยงการกระทำของอีกฝ่ายได้
ขณะที่สตรีผู้นี้ยังคิดจะแนบชิดเข้ามา สีหน้าของฟางซู่ไม่แปรเปลี่ยน แต่โลหิตปราณที่เร้นกายไว้พลันปะทุขึ้นอย่างรุนแรง
กลิ่นอายประดุจพยัคฆ์หมาป่าและอสรพิษร้ายแผ่ซ่านออกมา ทำเอาซูฉินเกาถึงกับร่างสั่นสะท้านในทันที มิกล้าล่วงเกินอีกต่อไป
ปัง ๆ!
ซูฉินเกามิกล้าเข้าไปก่อกวนฟางซู่อีก จึงเปลี่ยนเป็นโขกศีรษะลงกับพื้น ร่ำไห้สะอึกสะอื้น
“พี่ชายฟาง ท่านโปรดเมตตา รับข้าไว้เถิด
เจ้าเฒ่านั่นมันไม่ใช่คน ฮือ ๆ ๆ...”
ทว่าฟางซู่เพียงหรี่ตาพินิจสตรีผู้นี้ ยังคงไร้ซึ่งสุรเสียง
ในขณะนั้นเอง ความเคลื่อนไหวภายในกระท่อมก็ไปรบกวนเพื่อนบ้านอีกสองหลัง
โต้วซู่ฝูและปรมาจารย์ยันต์หลี่หยวน ล้วนชะโงกหน้าออกมามอง
อีกทั้งด้านนอกยังมีเสียงสบถด่าดังขึ้น “หนี! นังแพศยาเอ็งหนีอีกแล้ว หนีไปแล้วเอ็งก็ต้องกลับมาอยู่ดี...”
เสียงสบถด่าดังมาจากปากของตาเฒ่าที่ซูฉินเกาไปพึ่งพิง อีกฝ่ายเดินมาถึงบริเวณใกล้กระท่อมกระดาษของสองน้าหลานแล้ว
เมื่อเห็นว่าซูฉินเกามุดเข้าไปในกระท่อมของพวกเขาสองคน เสียงด่าทอของชายผู้นี้ก็พลันเบาลง แล้วเงียบสงบไป
ภายในกระท่อม
ท่านลุงรองอวี๋เล่อเห็นท่าทีครุ่นคิดนิ่งเงียบของฟางซู่ เขาก็มิรอให้ฟางซู่ตอบสนอง พลันกดบ่าของฟางซู่ไว้ และหยิบฉวยเศษอาหารที่ยังสะอาดในกระท่อมมาห่อไว้
เขาเดินเข้าไปหาอย่างกระตือรือร้น ยัดสิ่งนั้นใส่มือของซูฉินเกา จากนั้นก็ส่ายหน้าให้อีกฝ่าย โบกมือเป็นเชิงไล่ให้สตรีผู้นี้กลับไป
ส่วนตาเฒ่าที่อยู่ด้านนอก แม้จะมิได้ส่งเสียงด่าทออีก แต่มันก็ยังมิได้จากไป เพียงซุ่มซ่อนอยู่ในมุมมืด
เมื่ออีกฝ่ายเห็นการกระทำของท่านลุงรองอวี๋เล่อ ก็พลันพุ่งพรวดจากด้านนอกมาที่หน้าประตู จากนั้นก็ทำหน้าหนา ป้องมือคำนับสองลุงหลาน ยิ้มแห้ง ๆ พลางกล่าว
“นังบ่าวชั้นต่ำผู้นี้ล่วงเกินนายท่านอวี๋และน้องชายฟางแล้ว โปรดอย่าถือสา อย่าถือสาเลย!”
สิ้นคำ ตาเฒ่าก็คว้าเส้นผมของซูฉินเกา กระชากลากถูอีกฝ่ายออกไปด้านนอก ปากก็ยังคงสบถด่าไม่หยุด
“นังแพศยา! อย่ามาทำขายหน้าแถวนี้ ของเหลือเดนอย่างเอ็ง ไม่มีใครเขาเอาหรอก มีแต่เหล่าจื่อนี่แหละที่จะเก็บเอ็งไว้”
ซูฉินเกาล้มลุกคลุกคลานดิ้นรนอยู่บนพื้น เสียงร้องไห้คร่ำครวญของนางราวกับแมวป่าติดสัดที่กำลังกรีดร้อง
“ไม่! ไม่เอา! พี่ชายฟาง ช่วยข้าด้วย
ร่างกายข้ายังสะอาด มีหยินบริสุทธิ์อยู่ ช่วยข้าด้วย!!”
นางอาศัยจังหวะที่ตาเฒ่าเผลอ พลันตะเกียกตะกายกลับมา ทว่ามิได้ไปขอร้องฟางซู่อีก แต่กลับโผเข้าหาท่านลุงรองอวี๋เล่อ
“ท่านลุงอวี๋ โปรดเมตตาเถิด!
ในกระท่อมของท่านก็กำลังขาดคนอยู่พอดี สู้ให้ข้ามาคอยปรนนิบัติท่าน ไม่ดีหรือเจ้าคะ!?”
นางผมเผ้าหลุดลุ่ย ทว่าบนใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความหวัง
สิ่งที่ตอบรับนาง มีเพียงรอยยิ้มขื่นเปี่ยมด้วยความขออภัยของท่านลุงรองอวี๋เล่อ เขาเพียงป้องมือให้สตรีผู้นี้ จากนั้นก็ส่ายหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว
สายตาของซูฉินเกายังคิดจะมองข้ามท่านลุงรองอวี๋เล่อ ไปยังฟางซู่ในกระท่อม เพื่ออ้อนวอนอีกครา
แต่ทว่าสายตาของนาง กลับถูกท่านลุงรองอวี๋เล่อที่ก้าวเดินออกจากกระท่อมกระดาษบดบังไว้จนมิด มิเปิดโอกาสให้นางได้ขอร้องฟางซู่อีก
ครั้นแล้วที่หน้าประตู เสียงร้องห่มร้องไห้อย่างคุ้มคลั่งและเสียงด่าทอเยาะเย้ย ก็ปะทุขึ้นระหว่างซูฉินเกาและตาเฒ่าผู้นั้นอีกครา ความโกลาหลนี้ทำให้เพื่อนบ้านในย่านโรงกระดาษที่เดิมทีคิดจะพักผ่อน ตื่นขึ้นมาไม่น้อย
ผู้คนจำนวนไม่น้อยบ้างเปิดประตู บ้างเปิดหน้าต่าง ต่างล้วนหันมามองที่กระท่อมกระดาษของสองน้าหลาน
ท่านลุงรองอวี๋เล่อยืนอยู่หน้าประตู ยังคงยิ้มขื่น ป้องมือคารวะเพื่อนบ้านรอบทิศ
จวบจนกระทั่งเฒ่าชราผู้นี้และภรรยาวัยเยาว์คู่นั้นกลับรังไป เสียงอึกทึกในย่านโรงกระดาษจึงค่อยลดลง แต่ก็ยังมีเสียงร่ำไห้ เสียงตวาดด่าดังแว่วผ่านผนังกระดาษมา คาดว่าคงดังไปค่อนคืน
ยามนี้ หลี่หยวนเพื่อนบ้านข้างเคียงเดินเตร่เข้ามา อีกฝ่ายมองไปทางทิศที่เฒ่าชราผู้นี้และภรรยาเยาว์คู่นั้นจากไป พลางส่งเสียงจุ๊ จุ๊
ปรมาจารย์ยันต์หลี่หยวนชูนิ้วโป้งให้ท่านลุงรองอวี๋เล่อ “รับมือได้ดีนี่เหล่าอวี๋ หากหลานชายท่านถูกสตรีผู้นี้ตามพัวพันล่ะก็ เกรงว่าชื่อเสียงคงต้องป่นปี้เป็นแน่”
โต้วซู่ฝูเพื่อนบ้านมิได้ออกจากกระท่อม นางเก็บตัวอยู่ด้านใน แต่ก็เอ่ยแทรกขึ้นมาประโยคหนึ่ง พลางส่งเสียงหัวเราะกังวานว่า
“พี่ชายฟางซู่ หากท่านอยากลิ้มรสอิสตรีเมื่อใด อย่าลืมมาหาพี่สาวเล่า... พี่สาวจะคอยเป็นแม่สื่อชักนำให้ท่านเอง”
ถ้อยคำนี้เรียกเสียงหัวเราะร่วนจากปรมาจารย์ยันต์หลี่หยวนได้ระลอกหนึ่ง
“มิต้องเป็นแม่สื่อชักนำอันใดหรอก เฒ่าชราผู้นี้ว่าพี่โต้วนี่แหละไม่เลวเลย”
“ถุย! ตาแก่ไร้ยางอาย”
โต้วซู่ฝูเพียงแค่อยากจะหยอกล้อฟางซู่เล่นเท่านั้น มิได้อยากถูกคนอื่นหันมาลวนลาม นางแสร้งทำเป็นโกรธแล้วลอบด่าไปประโยคหนึ่ง ก่อนจะปิดประตูหน้าต่างดังปัง
ปรมาจารย์ยันต์หลี่หยวนส่งเสียงจุ๊ จุ๊ สองสามที ป้องมือคารวะท่านลุงรองอวี๋เล่อ ก่อนจะเดินกลับเข้ากระท่อมของตน
แต่จู่ ๆ ปรมาจารย์ยันต์หลี่หยวนก็หันขวับกลับมา เอ่ยกำชับท่านลุงรองอวี๋เล่อที่อยู่ข้างกายประโยคหนึ่งว่า
“จริงสิเหล่าอวี๋ อย่ามัวแต่ออกรับแทนพี่ชายฟางบ้านท่าน จนสุดท้ายตัวเองต้องมาตกระกำลำบาเสียล่ะ”
เขากระซิบกำชับ “นังหนูนั่น บางแห่งบนเรือนร่างอาจจะยังสะอาดอยู่ แต่ก็กะเกณฑ์ไว้ว่าคงจะมีแค่ตรงนั้นกระมังที่พอจะนับว่าสะอาด ท่านก็ระวังตัวหน่อยล่ะ”
ปรมาจารย์ยันต์หลี่หยวนยังบุ้ยใบ้ไปทางฟางซู่ที่อยู่ในกระท่อมกระดาษ “หากมิเชื่อ ท่านก็ลองถามหลานชายท่านดูสิ”
คำพูดนี้ทำให้ท่านลุงรองอวี๋เล่อชะงักงันไปชั่วขณะ เขามองไปทางฟางซู่อย่างไม่เข้าใจ
ยามนี้สีหน้าของฟางซู่ก็แปลกประหลาดเช่นกัน เขาเข้าใจทันทีว่าสิ่งที่ปรมาจารย์ยันต์หลี่หยวนกล่าวนั้น หมายความว่าอย่างไรกันแน่
เมื่อได้รับการตักเตือนจากอีกฝ่าย ฟางซู่ก็ค่อนข้างกังวลว่า หลังจากครอบครัวมั่งคั่งขึ้นแล้ว ท่านลุงรองจะถูกสตรีผู้นั้นวางแผนพัวพัน
เขาไม่อยากให้วันใดวันหนึ่งกลับมา แล้วจู่ ๆ ในกระท่อมก็มีท่านป้าสะใภ้เพิ่มขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากท่านป้าสะใภ้ผู้นี้ยังเป็นซูฉินเกาด้วยแล้ว
ดังนั้น หลังจากปิดประตูกระดาษแล้ว ฟางซู่ก็นำเรื่อง “แช่พุทรา” ที่ตนได้ยินมา รวมไปถึงวายุกระซิบที่ได้ยินยามคุยเล่นกับหลี่โหวเอ๋อร์ในวันธรรมดา เล่าให้ท่านลุงรองอวี๋เล่อฟัง
ชั่วขณะนั้น ท่านลุงรองถึงกับส่งเสียงจุ๊ จุ๊ รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าจุดที่ท่านลุงรองอวี๋เล่อใส่ใจ กลับมิใช่เรื่องที่ซูฉินเกาต้องทนรับความอัปยศอดสูเพียงใด หรือตาเฒ่าผู้นั้นน่าชิงชังปานใด
สิ่งที่เขาใส่ใจมากกว่าก็คือ เหตุใดสตรีเยี่ยงซูฉินเกาจึงยังไม่หนีออกไปจากย่านโรงกระดาษ หนังสือสัญญาแต่งงานที่เรียกขานกันเพียงแผ่นเดียว จะกักขังคนเป็น ๆ ไว้ได้อย่างไร?
ท่านลุงรองเอ่ยถามฟางซู่ ทำให้ฟางซู่ต้องขบคิดอยู่ชั่วขณะ
จริงดังที่ท่านลุงรองอวี๋เล่อกล่าว แม้ซูฉินเกาจะถูกหลอกลวงให้แต่งงานเข้ามาในย่านโรงกระดาษ แต่ก็มิได้ตกเป็นข้ารับใช้ หรือถูกลงอาคมข่ายพันธนาการ ตาเฒ่าผู้นั้นก็มิใช่คนแข็งแกร่งที่ขุดแร่ร่อนทรายอันใด
หากสตรีผู้นี้สุดจะทนรับการกลั่นแกล้งรังแกได้จริง อย่างมากก็หนีออกจากย่านโรงกระดาษ ไปเร่ขายเลือดเลี้ยงชีพในตลาดก็นับว่าสิ้นเรื่อง
เว้นเสียแต่ว่าสตรีผู้นี้จะมีจุดอ่อนอะไรกัน ถูกตาเฒ่านั่นจับไว้ได้ หรือไม่ตาเฒ่าก็มีลวดลายพอตัว มิอาจดูแคลนได้ ซูฉินเกาเองก็มีแผนการอื่นซ่อนเร้น...
สรุปสั้น ๆ ก็คือ นี่มันเป็นเรื่องยุ่งยาก!
ฟางซู่ครุ่นคิด ก็ตั้งใจจะพูดคุยกับท่านลุงรองอวี๋เล่อเสียหน่อย
ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น เขากลับเห็นสายตาเปื้อนยิ้มของท่านลุงรองอวี๋เล่อ
ฟางซู่กระจ่างแจ้งในทันที
ที่แท้ท่านลุงรองอวี๋เล่อของตน มิได้นึกสงสัยในจุดที่น่าคลางแคลงใจบนตัวของซูฉินเกาเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นเพียงการทดสอบว่าฟางซู่มีจิตสำนึกถึงสิ่งเหล่านี้หรือไม่ต่างหาก
เพียงแต่ ท่านลุงรองอวี๋เล่อคิดมากไปจริง ๆ
หากวันนี้ไม่มีท่านลุงรองอยู่ด้วย มีเพียงฟางซู่คนเดียว เขาคงไม่เปิดประตูเสียแต่แรก เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้มารบกวนความสงบสุขของตนเอง
ท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนก็เป็นเพียงแค่ชนชั้นที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในตลาด ไม่มีผู้ใดสูงส่งกว่าผู้ใด และไม่มีผู้ใดน่าสมเพชกว่าผู้ใด
การคุ้มครองตนเอง เคารพในชะตาชีวิตของผู้อื่น จึงจะเป็นรากฐานในการตั้งตัวในตลาดแห่งนี้
แต่ฟางซู่ก็มิได้กล่าวอะไรกันให้มากความ เขาเพียงแย้มยิ้ม ป้องมือคารวะท่านลุงรองอย่างซื่อตรง
การกระทำนี้ทำเอาท่านลุงรองอวี๋เล่อ ยิ่งทำตัวประหนึ่งเซียนเฒ่าผู้ล่วงรู้ฟ้าดิน วางท่าทีสง่างามเป็นล้นพ้น
สนทนากันต่ออีกครู่หนึ่ง สองน้าหลานจึงค่อยดับตะเกียง เข้านอนทีละคน
………………
รุ่งอรุณวันถัดมา
หลังจากฟางซู่ล้างหน้าบ้วนปากเสร็จสิ้น ก็บอกลาท่านลุงรอง เร่งรุดไปยังสำนักเต๋า คาดหวังที่จะได้รับความรู้วิชาเซียนหลังจากเข้าสู่มรรค!
สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ ทันทีที่เขามาถึงสำนักตู๋กู่ เขาก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งบนร่างกายลอยตัวขึ้น
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าเป็นหมัดโลหิตที่เจ้าสำนักตู๋ประทานให้เขา—อาจารย์หมัดมุดออกมาจากเส้นผมของเขา บินเข้าไปในลานเรือนชั้นในของสำนักตู๋กู่ คาดว่าคงจะไปหาเจ้าสำนักตู๋แล้ว
เรื่องนี้ทำให้ภายในใจของฟางซู่ อดไม่ได้ที่จะบังเกิดความเสียดายขึ้นมาบ้าง
ตอนที่ไปรับตัวคนในเหมืองเชียนซาน เขาก็ตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า สายตาของเจ้าของเหมืองแซ่เฉาผู้นั้น เพียงแค่กวาดตามองชุดนักพรตและป้ายชื่อบนร่างของเขาอย่างละครั้งเท่านั้น
ทว่าสายตาที่อีกฝ่ายมองตัวเขานั้น กลับเผยให้เห็นถึงความเคร่งเครียดอยู่เป็นระยะ
สายตาเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ามิใช่สายตาที่สมควรมีต่อผู้บำเพ็ญเซียนที่เพิ่งเข้าสู่มรรค ส่วนใหญ่คงเป็นเพราะสัมผัสได้ถึงอาจารย์หมัดบนตัวของฟางซู่ จึงได้บังเกิดความระแวดระวัง
แมลงกู่พิษที่สามารถรักษาชีวิตคุ้มครองกายเช่นนี้ ฟางซู่ย่อมหวังว่าจะได้พกติดตัวไว้ตลอดเวลา เพื่อใช้เป็นหลักประกันความอุ่นใจ
น่าเสียดายที่เจ้าสำนักตู๋เพียงแค่ให้เขายืมใช้ มิได้ยกให้เขาอย่างเด็ดขาด
จู่ ๆ ภายในใจของฟางซู่ก็เกิดความรู้สึกวูบไหว “แทนที่จะไปหวังพึ่งพาผู้อื่น มิสู้รอให้ข้าหลอมมันขึ้นมาเองเสียเลยเล่า?”
ตามที่เขียนไว้ในตำราวิชากู่พิษฉบับหลงเหลือที่เจ้าสำนักตู๋ถ่ายทอดให้ แมลงกู่พิษนั้น หากเข้าสู่มรรคแล้ว เซียนเคราะห์ที่หนึ่งก็อาจหลอมแมลงกู่เคราะห์ที่สองได้ เซียนเคราะห์ที่สองก็สามารถหลอมแมลงกู่เคราะห์ที่สามได้ หรือกระทั่งเซียนระดับหลอมแก่นสาร ก็อาจสามารถหลอมแมลงกู่ระดับหลอมปราณออกมาได้
มันช่างแตกต่างจากวิชาเวทและอาวุธเวทในการบำเพ็ญนัก แมลงกู่พิษที่หลอมออกมาสามารถมีระดับสูงกว่าตบะของผู้หลอมกู่พิษได้ถึงหนึ่งขั้น หรือแม้กระทั่งหลายขั้น!
แน่นอนว่า การจะหลอมแมลงกู่พิษที่มีระดับสูงกว่าระดับพลังของตนเองนั้น มิใช่เพียงแค่ผู้หลอมกู่พิษจะต้องมีพรสวรรค์เป็นเลิศ ท่วงท่าเชี่ยวชาญช่ำชองเท่านั้น แต่ยังต้องมีวัตถุดิบกู่ชั้นเลิศ อาหารโลหิต และสิ่งอื่น ๆ อีกมากมาย มันมิใช่เรื่องง่ายดายดังที่เขียนไว้ในตำราโดยเด็ดขาด
ฟางซู่เก็บงำความคิดฟุ้งซ่านได้ทันท่วงที ก้าวเดินต่อไปยังลานเรือนชั้นในของสำนักเต๋า
ทว่าความคิดที่จะหลอมกู่พิษ ก็ได้หยั่งรากลึกลงในใจของเขาเสียแล้ว
ผ่านไปไม่นานนัก
ยังมิทันที่ฟางซู่จะได้ไปหาเจ้าสำนักตู๋เพื่อขอบคุณ ศิษย์พี่หญิงอวี้เอ๋อร์ก็มาหาเขาก่อนก้าวหนึ่ง
“กลับมาแล้วหรือ ธุระปะปังจัดการเรียบร้อยหรือไม่?” ตู๋อวี้เอ๋อร์อมยิ้มพลางเอ่ยถาม
ฟางซู่ป้องมือตอบ “ขอบพระคุณศิษย์พี่หญิงที่ห่วงใย ทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วขอรับ ข้ากำลังจะไปหาท่านอาจารย์เพื่อแสดงความขอบคุณ”
“มิพักต้องรีบร้อน เจ้าตามข้ามาเถิด ก่อนอื่นต้องจัดการหาที่พักในลานเรือนชั้นในให้เจ้าเสียก่อน ตลอดจนในลานเรือนส่วนหน้าของหอ ก็ยังมีตำแหน่งว่างอยู่อีกหลายตำแหน่ง ได้ยินท่านย่าบอกว่าเจ้ามีญาติ คงต้องการให้ช่วยจัดการให้ เจ้าก็ลองดูและเลือกเอาสักตำแหน่งเถิด”
ตู๋อวี้เอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ทว่าคำพูดนี้ของอีกฝ่าย กลับทำให้มโนจิตของฟางซู่บังเกิดความรู้สึกหวั่นไหว ในทันใดนั้นก็เกิดความรู้สึกผูกพันและยอมรับในสำนักตู๋กู่แห่งนี้ขึ้นมาอีกหลายส่วน
เขาคิดไม่ถึงเลยว่า เจ้าสำนักตู๋จะนึกถึงเรื่องปากท้องของท่านลุงรองของเขาด้วย
ท่านลุงรองอวี๋เล่อเพิ่งจะกลับมาจากเหมืองแร่ แม้จะกล่าวว่าในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ เขาต้องพักฟื้นร่างกายอยู่ที่บ้านเสียก่อน แต่เมื่อบำรุงร่างกายจนแข็งแรงแล้ว ก็ต้องหางานทำหาเงินอยู่ดี
เรื่องขายเลือดคงไม่อาจทำได้อีกแล้ว ทั้งทำร้ายร่างกายและบั่นทอนอายุขัย ส่วนเรื่องทำเครื่องหนัง ก็ไม่ค่อยจะมั่นคงนัก
การจัดการของเจ้าสำนักตู๋ในครั้งนี้ สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องของท่านลุงรองได้พอดิบพอดี!
อีกทั้งการที่ท่านลุงรองมาอยู่ในสำนักตู๋กู่ ก็ยังสะดวกต่อการที่สองลุงหลานจะคอยดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน แม้ค่าจ้างจะน้อยไปสักหน่อย ก็ยังดีกว่าการเป็นลูกจ้างธรรมดาในตลาด
ภายในสำนักตู๋กู่ ตู๋อวี้เอ๋อร์เดินไปพลางแนะนำงานในลานเรือนส่วนหน้าให้ฟางซู่ฟังไปพลาง
“ในโถงโอสถยังขาดคนต้มยาคุมไฟอยู่ แต่ก็ต้องศึกษาเรียนรู้ไปสักระยะหนึ่งเสียก่อน จะได้ไม่เผลอโดนพิษในระหว่างที่ปรุงสมุนไพร จนกลายเป็นการทำร้ายตนเองไปเสีย
ทางด้านโรงอาหารก็ขาดพ่อครัวอยู่คนหนึ่ง ไม่ต้องเป็นคนทำอาหาร แต่ต้องควบตำแหน่งหน้าเขียงด้วย ต้องรับผิดชอบการหั่นผัก นวดแป้ง ฆ่าหมูเชือดแกะ ข้อดีคือบางครั้งก็อาจจะได้พวกเครื่องใน หนังหมู ขนหมู และสิ่งอื่น ๆ มาบ้าง... งานเหล่านี้ได้เงินและเสบียงอาหารไม่มากนัก หากเจ้าไม่พอใจ ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนรับหรอก”
ศิษย์พี่หญิงอวี้เอ๋อร์มิได้ปิดบังอำพรางแม้แต่น้อย นางบอกเล่าถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละตำแหน่ง ไปจนถึงการมีหรือไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนออกมาจนหมดสิ้น
ฟางซู่ฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขามิได้ลังเล และมิได้ส่งจดหมายไปถามความเห็นของท่านลุงรองอวี๋เล่อ เพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิเสธเกรงใจกันไปมาอย่างเปล่าประโยชน์
เขาตัดสินใจเลือกตำแหน่งพ่อครัวในโรงอาหารที่ค่อนข้างปลอดภัย แม้จะสกปรกและเหนื่อยสักหน่อย แต่ในบางครั้งก็มีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่บ้าง
พอดีเลย ท่านลุงรองของเขาเป็นลูกมือพ่อครัวในโรงอาหารของสำนักตู๋กู่ หนังและขนสัตว์ระดับพื้นฐานที่เหลือจากวัตถุดิบ ท่านลุงรองก็สามารถนำไปฟอกเองได้ ถือเป็นการหารายได้พิเศษเล็ก ๆ น้อย ๆ
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฟางซู่ก็ค้อมกายคารวะตู๋อวี้เอ๋อร์อย่างลึกซึ้ง
“ตำแหน่งพ่อครัวนี้ ช่างเหมาะสมกับท่านลุงรองของข้ายิ่งนัก รบกวนศิษย์พี่หญิงด้วยขอรับ”
ตู๋อวี้เอ๋อร์แย้มยิ้มพลางโบกมือ
“จะเกรงใจไปไย เมื่อเข้ามาในลานเรือนชั้นในแล้ว ก็ล้วนถือเป็นครอบครัวเดียวกัน อ้อ นี่คือห้องเดี่ยวที่ข้าเลือกไว้ให้เจ้า ข้าได้แขวนป้ายชื่อให้เจ้าไว้ก่อนแล้ว เจ้าคิดเห็นเช่นไร?
หากไม่ถูกใจ ห้องข้าง ๆ ก็ยังมีห้องว่างอยู่อีกหลายห้อง สามารถเปลี่ยนได้อีก”
ฟางซู่ชำเลืองมอง ก็พบว่าเป็นห้องพักที่ตั้งอยู่ริมสุด
เดินเข้าไปดู ก็พบว่ามันไม่ได้ดีเลิศอันใดนัก ขนาดก็ไม่ใหญ่ เพียงแค่หนึ่งจั้งเท่านั้น แต่ก็โดดเด่นตรงที่ใช้วัสดุในการก่อสร้างอย่างแข็งแรงทนทาน ล้วนสร้างจากไม้เนื้อแข็งชั้นดี ระหว่างผนังก็ดูเหมือนจะก่อด้วยก้อนอิฐอีกด้วย
และห้องพักนี้ ด้านหนึ่งติดกับลานกว้าง ไม่มีห้องอื่นอยู่ติดกัน ส่วนอีกด้านหนึ่งก็เป็นห้องว่างชั่วคราว นับว่าเงียบสงบยิ่งนัก
การพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ามีความตั้งใจอย่างแท้จริง
ฟางซู่ตอบรับในทันที “ข้าขอเลือกห้องนี้แหละขอรับ ขอบคุณศิษย์พี่หญิงมาก”
หลังจากจัดการเรื่องเล็กน้อยทั้งสองเรื่องเสร็จสิ้น ตู๋อวี้เอ๋อร์ก็นำทางฟางซู่ มุ่งหน้าไปยังลานเรือนชั้นใน คาดว่าคงจะไปคารวะเจ้าสำนักตู๋
ระหว่างทาง
ฟางซู่พลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามอย่างไม่ตั้งใจ “ศิษย์พี่หญิงเองก็เป็นผู้บำเพ็ญเซียนที่เข้าสู่มรรคแล้ว เหตุใดยังต้องอยู่ในลานเรือนส่วนหน้า เบียดเสียดอยู่บนเตียงรวมกับศิษย์หญิงคนอื่น ๆ อีกเล่า?”
หลังจากเขาเข้าสู่มรรค เขาก็ค้นพบแล้วว่า ศิษย์พี่หญิงอวี้เอ๋อร์ที่ดูผิวเผินอ่อนแอ อ่อนโยนและสงบเสงี่ยมผู้นี้ แท้จริงแล้วบนเรือนร่างมีโลหิตปราณที่น่าตกตะลึง อีกทั้งยังสามารถเก็บซ่อนได้อย่างอิสระ ลึกล้ำกว่าศิษย์ลานเรือนชั้นในที่เพิ่งเข้าสู่มรรคอย่างเขามากนัก
ฟางซู่ถึงกับสงสัยว่า ศิษย์พี่หญิงอวี้เอ๋อร์อาจจะเป็นเซียนเคราะห์ที่สองก็เป็นได้
เมื่อได้ยินคำถามของฟางซู่ ตู๋อวี้เอ๋อร์ก็กล่าวขึ้นก่อนว่า “ท่านย่าไม่สะดวกที่จะคลุกคลีกับเหล่าศิษย์ ในหอก็ขาดคน ข้าจึงต้องรับหน้าที่นี้แทน”
จากนั้นนางก็เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ กวักมือเรียกฟางซู่ให้เข้าไปใกล้ ๆ ก่อนจะกระซิบข้างหูว่า
“ส่วนเรื่องที่ต้องเบียดเสียดอยู่บนเตียงรวมกับเหล่าศิษย์ในยามค่ำคืน ครึ่งคืนแรกอาจจะเป็นข้า แต่ทว่าในช่วงครึ่งคืนหลัง ก็เป็นเพียงแค่หุ่นเชิดโอสถเท่านั้น
มันสามารถช่วยดูแลเหล่าศิษย์หญิงในหอได้ คอยระแวดระวังพวกมิจฉาชีพ”
ฟางซู่ได้ยินดังนั้น ก็คล้ายจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ
แม้เขาจะไม่รู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าหุ่นเชิดโอสถนั้น แตกต่างจากหุ่นเชิดดอกไม้ไฟในโลกมนุษย์อย่างไร แต่มันก็สมควรจะเป็นวิชาเวทชนิดหนึ่งของเซียน ซึ่งศิษย์พี่หญิงอวี้เอ๋อร์นำมาใช้เป็นตัวแทนและคอยคุ้มกันลานเรือนโดยตรง
ระหว่างที่สนทนากันอยู่นั้น ทั้งสองก็เดินเข้ามาในลานเรือนชั้นในแล้ว
หลังจากพบเจ้าสำนักตู๋ อีกฝ่ายก็มิได้ซักไซ้ไล่เลียงฟางซู่แม้แต่ประโยคเดียว เพียงแต่สั่งการทั้งสองคนมาประโยคหนึ่งว่า “ที่เดิม”
จากนั้น ในมุมหนึ่งของลานเรือนชั้นใน
สถานที่แห่งนี้ปูด้วยแผ่นหินแปดทิศ ทั้งแปดทิศมีเสาทองแดงปักธงมนตร์เอาไว้ ดูคล้ายลานประกอบพิธี และคล้ายลานกว้าง ฟางซู่มองเห็นหลี่โหวเอ๋อร์ ฉินหมิ่น และคนอื่น ๆ ทยอยเดินเข้ามา
บุคคลที่ปรากฏตัวในวันนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นศิษย์สายตรงของลานเรือนชั้นในแห่งสำนักตู๋กู่ หรือเรียกอีกอย่างว่าศิษย์เต๋าสายตรง
ผู้คนที่มามีไม่มากนัก หากนับรวมฟางซู่และตู๋อวี้เอ๋อร์เข้าไปด้วย ก็มีเพียงหกคนเท่านั้น มีอีกหลายคนที่มิได้ปรากฏตัว
ในบรรดาผู้มาใหม่ ยกเว้นหลี่โหวเอ๋อร์ที่ทำท่าขยิบตาหลิ่วตาให้ฟางซู่แล้ว สายตาของคนอื่น ๆ ที่พินิจพิจารณาฟางซู่ ล้วนแฝงไปด้วยการประเมินอยู่ไม่น้อย
ฟางซู่มิได้สนใจสายตาเหล่านี้ เขาไม่ได้คิดจะทำความสนิทสนมกับเหล่าศิษย์พี่ทันที เพียงแต่หลุบตาลง ยืนรออย่างเงียบ ๆ และเงี่ยหูฟัง
การที่เจ้าสำนักตู๋เรียกทุกคนมารวมตัวกันในวันนี้ เห็นได้ชัดว่าต้องการจะสั่งสอนบทเรียนแรกหลังจากฝากตัวเป็นศิษย์ให้แก่เขาฟางซู่ ตลอดจนถ่ายทอดวรยุทธ์ ประสบการณ์ และกฎระเบียบต่าง ๆ
สิ่งเหล่านี้ต่างหาก คือสิ่งที่เขาควรให้ความสำคัญและใส่ใจมากที่สุดเมื่อเข้ามาในหอแห่งนี้
เป็นไปตามคาด หลังจากทุกคนมากันพร้อมหน้า เจ้าสำนักตู๋ก็เอ่ยปากขึ้น
“การบรรยายธรรมในวันนี้ นอกจากการแนะนำศิษย์ลานเรือนชั้นในที่เพิ่งเข้าใหม่ ตลอดจนการถ่ายทอดวรยุทธ์แมลงอันเป็นวิชาลับของหอตามธรรมเนียม และตรวจสอบความก้าวหน้าของพวกนายแล้ว
เฒ่าชราผู้นี้จะขอเล่าถึงทางลัดในการเข้าสู่สำนักเซียนให้พวกเจ้าฟังสักหน่อย”
น้ำเสียงนี้ไม่ได้ดังนัก และไม่มีความรู้สึกตื่นเต้นอะไรกันใด ๆ เจือปน
ทว่าทันทีที่เปล่งออกมา ไม่เพียงแต่จะดึงดูดความสนใจของฟางซู่ได้เท่านั้น แต่ยังทำให้ศิษย์คนอื่น ๆ ล้วนเงยหน้าขึ้นมองเป็นตาเดียว และจ้องมองไปที่เจ้าสำนักตู๋อย่างใจจดใจจ่อ
แม้กระทั่งฉินหมิ่น ผู้มีพรสวรรค์วิญญาณประจำหอ ก็ยังไม่มีข้อยกเว้น
[จบตอน]