เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 11 บันทึกการขายโลหิตของนักพรตเฒ่าลวี่

ตอนที่ 11 บันทึกการขายโลหิตของนักพรตเฒ่าลวี่

ตอนที่ 11 บันทึกการขายโลหิตของนักพรตเฒ่าลวี่


ตอนที่ 11 บันทึกการขายโลหิตของนักพรตเฒ่าลวี่

พวกฟางซู่ก็รับรู้ แม้นักพรตเฒ่าลวี่จะไม่ได้ขายพวกเขาเข้าไปในหอเป็ด ทว่าก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าใดนัก

เห็นเพียงเบื้องหน้าของโถงโอสถที่หน้าต่างสว่างไสวโต๊ะเก้าอี้สะอาดสะอ้านแห่งหนึ่ง ผู้คนพลุกพล่านเดินกันขวักไขว่

แขกเหรื่อก่อนจะเข้าไป ต่างก็ยังมีใบหน้าแดงระเรื่อ ดูดีอยู่เลย ทว่ารอจนออกมา ต่างก็มีสีหน้าซีดเผือด ฝีเท้าลอยละล่อง ถึงขั้นมีบางคนตัวสั่นงันงก

“รับซื้อโลหิตแล้ว รับซื้อโลหิตแล้ว ยุติธรรมกับทุกคน ไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่แดงเดียว!”

“โปรโมชั่นพิเศษวันนี้ ผู้ที่ขายโลหิตในปริมาณมากที่สุดสิบอันดับแรก จะได้รับโอสถบำรุงกายโลหิตกวางหนึ่งเม็ด ช่วยสร้างน้ำลายฟื้นโลหิต หากใครต้องการขายรีบเร่งเข้า!”

“สามสิบอันดับแรก ไม่ว่าผู้ใดที่ซื้อยาสมุนไพรกระตุ้นโลหิตฟื้นฟูโลหิตในโถงโอสถของพวกเรา ล้วนได้รับส่วนลดยี่สิบเปอร์เซ็นต์”

หน้าประตูยังมีเด็กรับใช้ที่ยิ้มแย้มต้อนรับ ร้องเรียกทักทายอย่างกระตือรือร้น เพียงแต่เนื้อหาของการร้องเรียกนั้นออกจะพิลึกพิลั่นอยู่บ้าง

มีคนรับใช้บางคนสังเกตเห็นพวกฟางซู่ ก็ตาลุกวาวขึ้นมาทันที เดินเข้ามาทักทายอย่างกระตือรือร้น “สหายเต๋าทั้งหลายเพิ่งมาถึงใช่หรือไม่ หอฟื้นโลหิตของพวกเรา นับเป็นโถงรับซื้อโลหิตชั้นยอดในเมืองกู่หลิ่งแห่งนี้แล้ว”

เด็กรับใช้แนะนำอย่างสนิทสนม

“สำหรับบรรดาสหายเต๋าที่มาแสวงหาความเป็นเซียนเป็นครั้งแรก หอฟื้นโลหิตของพวกเรายิ่งมีส่วนลด เพิ่มราคาให้โดยตรงหนึ่งส่วน ไม่สนใจอายุหรือความอ้วนผอม ล้วนรับซื้อในฐานะโลหิตชั้นดีทั้งสิ้น!

เมื่อขายในครั้งนี้แล้ว ภายในครึ่งปีหากพวกท่านมาอีก ก็ยังสามารถเพิ่มกำไรให้พวกท่านอีกหนึ่งส่วนได้อีกด้วย!

หากท่านมาทุกเดือนอย่างไม่ขาดตอนในอนาคต สะสมครบหกครั้ง ก็ยังสามารถได้กำไรเพิ่มอีกสองส่วน ถือเป็นรางวัลเซอร์ไพรส์เชียวนะ!”

คำพูดโน้มน้าวขายโลหิตแลกเงินถูกถ่ายทอดออกจากปากของอีกฝ่ายอย่างไหลลื่น ฟังจนพวกฟางซู่อึ้งกิมกี่ไปตาม ๆ กัน

นักพรตเฒ่าลวี่ผู้นั้นคุ้นเคยกับตลาดมากกว่าพวกฟางซู่จริง ๆ เขาถูมือ ไม่รู้สึกขนลุกเลยแม้แต่น้อย กลับหัวเราะร่า

“ฉวยโอกาสไว้ให้ดีล่ะ! นี่เป็นส่วนลดที่ตลาดมีให้กับผู้มาใหม่อย่างพวกเรา หากอยู่ในโลกมนุษย์ โลหิตทั้งตัวของพวกเรา อยากจะขายยังไม่มีที่ไหนรับซื้อเลยนะ”

ใบหน้าของเด็กรับใช้หอฟื้นโลหิตประดับด้วยรอยยิ้ม แสดงความเห็นด้วยอย่างยิ่งต่อคำพูดของนักพรตเฒ่าลวี่

นักพรตเฒ่าลวี่ประสานมือคารวะเด็กรับใช้ จากนั้นก็ดึงคนสองสามคน เดินไปด้านข้างและสั่งความ

“ประเดี๋ยวตอนขายโลหิต พวกเด็กรับใช้กับหมอที่อยู่ข้างใน อาจจะแนะนำให้พวกเราใส่ใจสุขภาพ ขายให้น้อยหน่อยในคราวเดียว โดยเฉพาะพวกเราที่เพิ่งมาถึง

แต่จงฟังพี่ชายคนนี้เถิด ถือเสียว่าพวกเขากำลังผายลมก็แล้วกัน!”

ปากของนักพรตเฒ่าสบถด่า “สถานการณ์ของพวกเราพี่น้องเป็นอย่างไรกัน เราจะไม่รู้หรือ? ล้วนมาจากโลกมนุษย์ กินแต่ธัญพืช ดื่มแต่น้ำเค็มน้ำขมของโลกมนุษย์ ในโลหิตไม่มีปราณวิญญาณเลยแม้แต่น้อย”

ไอ้พวกนั้น มันก็แค่กังวลว่าถ้ารับซื้อโลหิตปุถุชนทั้งร่างของพวกเรามากเกินไป แล้วจะถูกหักค่าแรงของพวกมันก็เท่านั้น”

พวกฟางซู่ได้ยินดังนั้น บนใบหน้ายิ่งแสดงอาการงุนงงไปกันใหญ่

นักพรตเฒ่าลวี่ส่ายหัวไปมา กล่าวอย่างภาคภูมิใจ “เพราะฉะนั้นนะ พวกเราก็ต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ นำโลหิตปุถุชนบนร่างนี้ ขายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะขายได้ ขายเอาเป็นเอาตายกันไปเลย

รอจนขายโลหิตปุถุชนเสร็จแล้ว ก็แค่สูดปราณวิญญาณในตลาดสักสองสามคำ บำรุงร่างกาย กินของดี ๆ สิ่งที่ฟื้นกลับมา ก็คือ ‘โลหิตวิญญาณ’ ทั้งนั้น!”

เวลานี้ ฟางซู่ฟังเข้าใจแล้ว

เขาเอ่ยเสียง “ความหมายของพี่ชายลวี่ก็คือ พวกเราเพิ่งมาจากโลกมนุษย์ โลหิตบนร่างกายไม่มีปราณวิญญาณมากนัก ไม่ค่อยมีค่า แต่คนที่รับซื้อโลหิตในตลาด ล้วนรับซื้อในราคาโลหิตวิญญาณงั้นหรือ

ดังนั้นยิ่งขายได้มาก พวกเราก็จะยิ่งได้กำไรในครั้งนี้มากใช่ไหม”

นักพรตเฒ่าลวี่ตบมือฉาด “ใช่! เหตุผลนี้แหละ!”

อีกฝ่ายยังกล่าวต่อว่า “แค่เจ้ารออีกสักวัน สูดปราณวิญญาณเพิ่มอีกสองสามคำ ก็ไม่คุ้มค่าเท่าวันนี้แล้ว”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เถียนเถียนเชวียนและอิ้นเสี่ยวเจี่ยนสองคนที่อยู่ด้านข้าง ดวงตาก็พลันลุกวาว รู้สึกกระตือรือร้น

“จริงด้วยแฮะ! เอาโลหิตปุถุชนไปขาย ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้ร่างกายของพวกเราสะดวกสบายขึ้น สร้างโลหิตวิญญาณได้มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ!”

“พี่ชายลวี่ นี่นับว่าเห็นพวกเราเป็นคนกันเองจริง ๆ”

แม้แต่ฟางซู่ที่ได้ยินคำพูดนี้ ชั่วขณะหนึ่งก็ยังรู้สึกกระตือรือร้น

เพียงแต่เขามองไปยังเด็กรับใช้ในโถงที่สว่างไสวสะอาดสะอ้านและมีรอยยิ้มเต็มใบหน้านั้น ก็รู้สึกเย็นยะเยือกอยู่บ้าง จึงเอ่ยเสียงลังเลว่า

“การขายโลหิตนี่ จะติดโรคไหมล่ะ หากติดโรคร้ายแรงขึ้นมา เส้นทางเซียนคงขาดสะบั้นเป็นแน่”

นักพรตเฒ่าลวี่ไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย “จะกังวลไปทำไม ทั้งตลาดเขาก็ขายกันทั้งนั้น ไม่ได้มีแค่พวกเราสักหน่อย

ขึ้นฝั่งคราแรก ต้องไปหอโลหิตก่อน

หากทำให้ผู้คนติดโรคได้ ตลาดคงกวาดล้างมันไปก่อนแล้วล่ะ”

หลังจากกล่าวคำพูดนี้จบ นักพรตเฒ่าลวี่ก็ไม่ได้ยุยงพวกเขาสองสามคนอีก

เขาเหลือบเห็นมุมกำแพงด้านหนึ่งนอกโถง มีคนขายน้ำชาและจุดพักขา ทันใดนั้นก็เดินเข้าไปด้วยสีหน้าเบิกบาน

พวกฟางซู่ก็เดินตามหลังนักพรตเฒ่าไปจนถึงมุมกำแพงเช่นกัน

นักพรตเฒ่าสนทนากับคนขายน้ำชาสองสามประโยค

พวกฟางซู่ได้ยินว่าอีกฝ่ายรับเพียงเหรียญยันต์ แม้ว่าเหรียญเดียวจะสามารถดื่มได้จนอิ่ม จะดื่มมากแค่ไหนก็ได้ แต่ก็ทำให้พวกเขาสองสามคนเดาะลิ้น

ท้ายที่สุดในถังน้ำนั้น ดูท่าทางจะใส่ใบชาแค่ไม่กี่ใบ มองไม่เห็นปราณวิญญาณเลยแม้แต่น้อย แม้แต่ของกินก็ไม่มี แต่กลับรับเหรียญโลหิตชิงฝู

ทว่านักพรตเฒ่าลวี่กลับใจกว้าง เขาล้วงเหรียญยันต์สี่เหรียญออกจากเป้ากางเกง วางเรียงบนแผง ตะโกนว่า “นี่ของพวกข้า”

เขายังหันไปทักทายพวกฟางซู่ “พวกเรา มาเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ”

จากนั้นนักพรตเฒ่าลวี่ก็หยิบกระบวยตักน้ำขึ้นมา กรอกน้ำใส่ปากตนเองรวดเดียวหลายกระบวย หน้าท้องของเขาก็ป่องขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า!

หลังจากดื่มไปสองสามกระบวย เขาก็ตักน้ำเต็มกระบวยอีกครั้ง เดินโงนเงนไปนั่งที่มุมกำแพง ดื่มน้ำต่อไป ราวกับกำลังดื่มของเหลวหยกทิพย์

พวกฟางซู่เนื่องจากเหน็ดเหนื่อยจากการนั่งเรือและกระหายน้ำ หลังจากขอบคุณนักพรตเฒ่าลวี่แล้ว ก็ดื่มไปสองสามคำเช่นกัน ก็พบว่าน้ำในถังมีเพียงรสชาเจือปนอยู่บ้างเท่านั้น ซ้ำน้ำยังมีรสฝาดอยู่นิดหน่อยด้วยซ้ำ

เมื่อเผชิญกับสายตาสงสัยของพวกฟางซู่ นักพรตเฒ่าก็ตบหน้าท้องของตน พลางกระซิบว่า

“การขายโลหิตนี่ก็มีเทคนิคเหมือนกันนะ พวกเจ้าอย่าทำเป็นโง่เง่าแล้วไปขายเฉย ๆ

จำไว้ ก่อนจะขายให้กรอกน้ำลงท้องไปเยอะ ๆ ยิ่งเยอะยิ่งดี จากนั้นก็อั้นปัสสาวะเอาไว้ อั้นให้แน่น ก่อนที่โลหิตจะขายออกไป ห้ามปัสสาวะเด็ดขาด”

ในดวงตาของเขาเผยให้เห็นแสงแห่งความเจ้าเล่ห์ “เวลาขายแบบนี้ ไม่เพียงแต่จะสามารถขายได้เยอะขึ้น พวกเรายังสามารถเติมน้ำผสมลงไปเหมือนขายสุราได้อีกด้วย เป็นการลดการสูญเสียโลหิตแก่นแท้ของตัวเอง”

เถียนเถียนเชวียนตระหนักรู้ขึ้นมาทันที กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ก็คือว่า ตอนนี้พวกเราดื่มน้ำเพิ่มหนึ่งอึก ก็เท่ากับว่าได้โลหิตเพิ่มมาหนึ่งอึกสินะ!”

นักพรตเฒ่าลวี่รู้สึกยินดี ทว่าพยักหน้าแล้วก็ส่ายหัว “จะเป็นไปได้อย่างไรล่ะ แค่ได้โลหิตเพิ่มมาครึ่งอึกก็ถือว่าดีถมถืดแล้ว”

ฟางซู่ได้ยินบทสนทนานี้ กลับมีสีหน้าพิลึกพิลั่น

เขายังสังเกตเห็นว่า พ่อค้าแผงน้ำชาผู้นั้น ปรายตามองคนสองสามคนอย่างไม่ตั้งใจราวกับมองดูสัตว์เลี้ยง โดยไม่ปริปากพูดอะไร

ฉับพลันนั้นเอง เวลานี้เอง

คนอีกกลุ่มที่มีท่าทางเหมือนมนุษย์ปุถุชนเช่นกัน ก็เดินแกมวิ่งออกมาจากหอฟื้นโลหิต พวกเขาวิ่งไปที่มุมกำแพง อดรนทนไม่ไหวจริง ๆ จึงเริ่มปลดทุกข์ตรงนั้นทันที

สีหน้าของคนเหล่านี้ล้วนซีดเผือด ทว่าในขณะที่ปัสสาวะ ใบหน้ากลับเผยให้เห็นถึงความตื่นเต้น

ในนั้นมีคนบ่นพึมพำในปากว่า “พี่หวัง อย่างที่ท่านพูดไว้จริง ๆ ด้วยแฮะ พออั้นปัสสาวะไว้ ก็ขายโลหิตได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยเลย”

เมื่อเห็นพวกฟางซู่มองมา คนกลุ่มนี้ก็รีบกดเสียงต่ำลงอีก ราวกับกลัวว่าเสียงจะถูกคนสองสามคนแอบฟังไป

พอปัสสาวะเสร็จ คนสองสามคนก็ตัวสั่นงันงก เดินตรงไปยังใจกลางตลาดด้วยสีหน้าตื่นเต้น

ดูท่าทางแล้ว ไม่ไปหาความสำราญกินดื่มให้หนำใจ ก็คงไปหาซื้อของเป็นแน่

ไม่รอให้พวกฟางซู่ได้สติ นักพรตเฒ่าลวี่ที่อยู่ข้าง ๆ ก็แกว่งหน้าท้องไปมา กล่าวอย่างสบายอารมณ์ว่า “เป็นอย่างไรล่ะ เฒ่าชราผู้นี้เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ได้หลอกพวกเจ้าใช่ไหม”

“พวกเจ้าก็คิดกันเอาเองเถิด เฒ่าชราผู้นี้ขอตัวไปต่อคิวก่อนล่ะ รอขายโลหิตเสร็จแล้ว ออกมาจะเลี้ยงของบำรุงพวกเจ้าเอง!”

สิ้นเสียง นักพรตเฒ่าลวี่ก็แอ่นท้องป่อง เดินตรงเข้าไปในหอฟื้นโลหิตเพียงลำพัง

บนแผงน้ำชา เหลือเพียงฟางซู่ทั้งสามคนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ สีหน้าของแต่ละคนล้วนมีสีสันน่าดูชม

อึกอึก!

เวลานั้น เถียนเถียนเชวียนก็คว้ากระบวยน้ำเต้าขึ้นมาก่อน กรอกน้ำเข้าปากไปหลายกระบวยอย่างเอาเป็นเอาตาย จากนั้นเขาก็ประคองหน้าท้อง เดินเข้าไปในหอฟื้นโลหิตโดยไม่หันกลับมามอง

อิ้นเสี่ยวเจี่ยนที่อยู่ข้าง ๆ และฟางซู่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก

ฟางซู่จำได้ว่า อิ้นเสี่ยวเจี่ยนมาที่ตลาด ก็มีญาติให้พึ่งพิงได้เช่นกัน

ทว่าอิ้นเสี่ยวเจี่ยนกลับยิ้มแหย ๆ หลังจากรีบดื่มน้ำไปสองกระบวยแล้ว ก็รีบจ้ำอ้าวไปยังหอฟื้นโลหิต

“พวกพี่ชาย รอข้าด้วย!”

สุดท้ายก็เหลือเพียงฟางซู่คนเดียว ที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่มุมกำแพงด้วยความลังเล

มองไปยังฝูงชนที่พลุกพล่านและคึกคักเบื้องหน้าหอฟื้นโลหิตนั้น

พูดจาแบบไม่เอาไหนเลยนะ ฟางซู่เองก็กำลังหัวใจเต้นตึกตักเช่นกัน

โดยเฉพาะเหตุผลที่ว่า “ขายโลหิตปุถุชนทิ้ง บำรุงโลหิตวิญญาณกลับมา” ของนักพรตเฒ่าลวี่นั้น อย่างมากที่สุด ฟางซู่อย่างเขาก็แค่ขายตอนขึ้นฝั่งครั้งนี้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น

“การเสียเลือดที่เหมาะสม ไม่มีผลผิดปกติต่อร่างกายจริง ๆ” ฟางซู่ครุ่นคิดอยู่ในใจ

อีกอย่าง โลหิตแก่นแท้ทั้งตัวของเขา ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคย ‘ขาย’ มาก่อนเสียหน่อย!

แทนที่จะปล่อยให้กระบี่ลิ้นยาวกับหนังจิ้งจอกกินอยู่ฝ่ายเดียว สู้เขาเอาไปขายเอง แล้วให้ตัวเองได้กินของดี ๆ สักสองสามคำยังจะดีกว่า

นั่งแหง่วอยู่พักใหญ่ ฟางซู่อยากจะลุกขึ้นแต่แล้วก็หยุดชะงัก

แต่ท้ายที่สุด เขาก็ยังคงข่มความหุนหันพลันแล่นในใจไว้ได้

สมองของเขาสงบเยือกเย็นลง ไม่ได้ถูกบรรยากาศการขายโลหิตอันร้อนแรงบริเวณโถง กลืนกินไปแต่อย่างใด

เขาตั้งใจว่าจะไปตามหาท่านลุงรองในตลาดก่อน รอจนพบแล้ว ค่อยมาคุยกันว่าจะขายโลหิตหรือไม่

ท้ายที่สุด ท่านลุงรองก็เป็นญาติเพียงคนเดียวในโลกที่ยังยอมรับเขา คงไม่ถึงกับทำร้ายเขาหรอก

แต่ในขณะที่ฟางซู่ตั้งใจจะหลับตาพักผ่อน รอคอยพวกนักพรตเฒ่าลวี่เดินออกมาอย่างเงียบ ๆ นั้น เปลือกตาของเขาก็กระตุกขึ้นมา และเบิกตากว้างขึ้นอย่างฉับพลัน

ตึง!

เขายังลุกขึ้นยืนกะทันหัน แววตาตื่นตระหนกไม่แน่ใจ จ้องเขม็งไปยังกองฝูงชนที่เข้าไปในโถงนั้น...

[จบตอน]

จบบทที่ ตอนที่ 11 บันทึกการขายโลหิตของนักพรตเฒ่าลวี่

คัดลอกลิงก์แล้ว