- หน้าแรก
- หรือมีแค่ข้าที่เป็นขยะ
- ตอนที่ 59 กำราบคนด้วยคุณธรรม
ตอนที่ 59 กำราบคนด้วยคุณธรรม
ตอนที่ 59 กำราบคนด้วยคุณธรรม
ตอนที่ 59 กำราบคนด้วยคุณธรรม
“เป็นข้าที่สังหาร แล้วจะทำไม”
เมื่อซูชิงเหอเอ่ยประโยคนี้ออกมาพร้อมรอยยิ้ม
ชุยอวี้ก็ถึงกับงุนงงไปในทันที
เขาได้คาดการณ์ความเป็นไปได้มากมายเอาไว้แล้ว คิดหาวิธีรับมือของซูชิงเหอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อีกทั้งยังเตรียมพร้อมรับมือกับการแก้ตัวของซูชิงเหอ ร่างคำพูดไว้ในใจมากมายกว่าหนังสือที่อ่านมาตลอดหลายปีนี้เสียอีก
ทว่าเขาไม่คิดไม่ฝันเลยว่าซูชิงเหอจะยอมรับออกมาดื้อ ๆ เช่นนี้
“ท่าน ท่าน ท่าน”
ชุยอวี้ชี้หน้าซูชิงเหอ สีหน้าทั้งตื่นเต้นและสับสน
“ดูเจ้าสิ ร้อนรนอีกแล้ว”
ซูชิงเหอตบไหล่ชุยอวี้เบา ๆ เอ่ยด้วยความกังวลว่า “ค่อย ๆ พูดเถิด ลวี่จือ อาการติดอ่างของเจ้านี่นับวันยิ่งรุนแรงขึ้นแล้วนะ”
“ข้าร้อนรนหรือ”
ชุยอวี้ปัดมือของซูชิงเหอออก เชิดหน้าขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยวพลางกล่าวว่า “ซูชิงเหอ ท่านอย่าให้มันมากเกินไปนัก”
“สังหารปลาอักษรแล้วกลับยังไม่รู้สำนึกผิด วันนี้ข้าจะลงทัณฑ์แทนสำนักศึกษา สังหาร... ริบคืนสถานะมหาบัณฑิตของท่าน ขับไล่ท่านออกจากสำนักศึกษาเสีย”
ชุยอวี้ถูกซูชิงเหอกดข่มมาหลายปีเช่นนี้ แทบอยากจะสับซูชิงเหอออกเป็นหมื่น ๆ ชิ้น
ทว่าเมื่อเรื่องมาถึงตรงหน้า ท้ายที่สุดเขาก็ยังคงขี้ขลาด
กล้าเพียงแต่บอกว่าจะขับไล่ซูชิงเหอ ไม่กล้าเอ่ยคำว่าสังหารนั้นออกมา
นักศึกษาคนอื่น ๆ ก็เช่นกัน เมื่ออยู่ต่อหน้าซูชิงเหอก็ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ๆ
แท้จริงแล้วโดยปกติซูชิงเหอก็ไม่ได้เข้มงวดนัก
มีความอดทนต่อเหล่านักศึกษาอย่างมากด้วยซ้ำ แทบจะไม่มีเวลาหยิบไม้บรรทัดที่มีตัวอักษร 'คุณธรรม' ออกมาเลยด้วยซ้ำ
ไม่เหมือนกับอาจารย์ท่านอื่น
เอะอะก็อ้างกฎระเบียบของสำนักศึกษา กำราบผู้คนด้วย 'คุณธรรม'
แต่พวกเขากลับกลัวซูชิงเหอที่สุด
คงเป็นเพราะดวงตาคู่นั้นของเขาลึกล้ำเกินไป มองเห็นสิ่งต่าง ๆ มากมายเกินไป
“พูดมาสิ!”
“เหตุใดท่านจึงไม่พูด”
คนตัวเล็กๆ สองคนในหัวของชุยอวี้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
คนตัวเล็กๆ ฝั่งขวาบอกว่าซูชิงเหอช่างกำแหงนัก คนตัวเล็กๆ ฝั่งซ้ายบอกว่าข้ากลัวเหลือเกิน
พวกเขาพร่ำบ่นไม่หยุด
ชุยอวี้ก็เริ่มฉุนเฉียวมากขึ้นเรื่อย ๆ กลิ่นอายแปรเปลี่ยนเป็นอันตรายอย่างยิ่ง แววตาดุร้ายเผยให้เห็นในดวงตา
ซูชิงเหอขมวดคิ้วเล็กน้อย
จู่ ๆ ฝ่ามือก็กดลงบนศีรษะของชุยอวี้ ราวกับเซียนลูบศีรษะ
เอ่ยด้วยความสงสัยว่า “ไม่พบหน้ากันเพียงไม่กี่วัน ลิงในใจเจ้าเติบโตถึงเพียงนี้เชียว เจ้าไปเผชิญสิ่งใดมาหรือ”
ชุยอวี้ใกล้จะบ้าแล้ว
เขารู้สึกเหมือนตนเองกลายเป็นลิงตัวหนึ่ง
อยากจะดิ้นหลุดจากฝ่ามือของซูชิงเหอ ทว่าทำอย่างไรก็ดิ้นไม่หลุด
คนตัวเล็กๆ ทั้งสองในหัวของเขายิ่งสั่นสะท้านด้วยความกลัว
ร้องกรี๊ดออกมาพร้อมกัน
“เขาจิตท่องวิถีแล้ว!”
“ซูชิงเหอจิตท่องวิถีแล้ว พวกเราจบสิ้นแล้ว!”
“ทำอย่างไรดี หรือว่าพวกเราจะยอมจำนนดี”
“ไม่ บิดาจะกำจัดซูชิงเหอให้จงได้”
คนตัวเล็กๆ ทั้งสองหันขวับมาพร้อมกัน กลับเห็นชุยอวี้ตัวน้อยที่ทั่วทั้งร่างเปล่งแสงสีดำหัวเราะเยาะอย่างชั่วร้าย “ข้าทาสสามแซ่ ข้าไม่กลัวหรอก”
“เขาบ้าไปแล้ว”
“รีบหนีเร็ว!”
คนตัวเล็กๆ สองคนกรีดร้องเสียงหลง หายวับไปในพริบตา
ชุยอวี้ตัวน้อยที่ทั่วทั้งร่างเปล่งแสงสีดำผู้นั้นเข้าครอบงำกายเนื้อ แรงกดดันพุ่งสูงขึ้นเป็นลำดับ แสยะยิ้มที่มุมปาก
กฎระเบียบข้อบังคับและสองแขนเสื้ออสรพิษเขียวถูกปล่อยออกมาพร้อมกัน พุ่งโจมตีใส่ซูชิงเหอ
พลังต้นกำเนิดอันน่าหวาดหวั่นฉีกกระชากหิมะที่หลงเหลืออยู่ สุญตารัศมีร้อยจั้งล้วนสั่นสะเทือน
การโจมตีครานี้หลุดพ้นไปจากตบะของตัวชุยอวี้เองนานแล้ว
หิมะปลิวว่อน พลังยิ่งใหญ่อลังการ
ทันใดนั้นเขาก็มองเห็นไม้บรรทัดที่มีตัวอักษร 'คุณธรรม' ประทับอยู่ ขยายใหญ่ขึ้นตรงหน้า
จากนั้นตาทั้งสองข้างก็ปิดลง ล้มตัวลงนอนหลับไปทันที!
ซูชิงเหอถือไม้บรรทัด กวาดสายตามองดูฝูงชนที่มืดฟ้ามัวดิน
“สลายตัวไปเสีย!”
“รับบัญชาอาจารย์อา”
เหล่านักศึกษาหลุบตาลงต่ำอย่างว่านอนสอนง่าย แตกฮือราวกับฝูงนกฝูงสัตว์ หายวับไปอย่างไร้ร่องรอยในพริบตา
เยวี่ยจื่อเหวินก็ปะปนอยู่ในฝูงชนเตรียมจะหลบหนีไปเช่นกัน แต่กลับถูกซูชิงเหอร้องเรียกไว้ “ประคองลวี่จือไปเสียด้วย นอนในหิมะเช่นนี้จะป่วยเอาได้ง่าย ๆ”
“ขอรับ อาจารย์อา”
เยวี่ยจื่อเหวินหัวเราะประจบประแจง ทำความเคารพอย่างนอบน้อม จากนั้นจึงค่อยพยุงชุยอวี้ที่กำลังหลับใหลอย่างสงบเดินมุ่งหน้าไปยังอารามวินัย
ก่อนจากไป
เขาลอบหันกลับไปมองซูชิงเหอแวบหนึ่ง
รู้สึกผิดอยู่ในใจเล็กน้อย และก็รู้สึกโชคดีอยู่บ้าง
ซูชิงเหอดูราวกับไม่รู้สึกตัว นิ้วมือค่อย ๆ กางออก ปล่อยให้สายฝนที่โปรยปรายร่วงหล่นลอดผ่านง่ามนิ้ว ถอนหายใจอย่างแผ่วเบาพลางเอ่ยว่า “ช่างเป็นเรื่องตลกขบขันเสียจริง ทำให้คนผิดหวังนัก!”
.......
“ช่างเป็นเรื่องตลกขบขันเสียจริง”
เจียงจิงเจ๋อมองภูเขาเหวินซานอยู่ตลอดเวลา สีหน้าสับสนงุนงงเล็กน้อย
เรื่องราวนี้จบลงอย่างไม่กระจ่างชัดเช่นนี้ ดูแล้วไร้สาระเป็นอย่างยิ่ง ทำให้เจียงจิงเจ๋อรู้สึกราวกับเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ
เขาได้รับข่าวที่ลั่วจิ่วถงสังหารปลา
ได้เตรียมการสำหรับเรื่องที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้แล้ว
สวมชุดคลุมหงส์แปดหางเข้าหอเสื้อดำ ขอความคุ้มครองจากเสิ่นซิงเหอ ได้รับคำรับรองแล้วถึงกล้าเข้าวัง
เดิมทีคิดว่าสิ่งที่ต้อนรับเขาจะต้องเป็นจิตสังหารอันยาวนานอย่างแน่นอน
หรืออย่างน้อยก็ควรจะโต้เถียงกันสักยก
เขาถึงกับแอบเตรียมบทกวีอันยิ่งใหญ่ไว้หลายบท หมายจะหยิบยืมอารยธรรมอันเจิดจรัสกว่าห้าพันปีมาปะทะกับนักศึกษาแห่งสำนักศึกษาซู่หยางอันเป็นผู้นำแห่งเจ็ดสิบสองสำนักดูสักตั้ง
แต่กลับคาดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะดำเนินไปเช่นนี้
“ผิดหวังมากใช่หรือไม่”
ซูชิงเหอมาปรากฏตัวอยู่ข้างกายเขาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “รู้สึกหรือไม่ว่านักศึกษาแห่งตำหนักศึกษาซู่หยางอันเป็นผู้นำแห่งเจ็ดสิบสองสำนัก ควรยึดมั่นในธรรมเนียมปฏิบัติ นั่งสนทนามรรค อ้างอิงคัมภีร์ ถกเถียงเรื่องถูกผิด หาใช่มาประลองว่ากำปั้นของผู้ใดใหญ่กว่า”
“ไม่เหมือนกับที่ข้าจินตนาการไว้จริง ๆ”
เจียงจิงเจ๋อไม่ได้ปฏิเสธ ป้องมือคารวะซูชิงเหอเล็กน้อย
“โลกหล้าใบนี้ก็เป็นเช่นนี้แหละ”
ซูชิงเหอป้องมือคารวะตอบ แย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “สามลัทธิเก้าแขนง หรู เต๋า พุทธ มาร มหามรรคหลากหลาย หากจะฉีกเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ออกจริง ๆ แล้ว เนื้อแท้ข้างในก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ อักษรประจำกายกับกระบี่ประจำกายก็ไม่มีอันใดแตกต่างกัน ล้วนมีไว้เพื่อสังหารคนทั้งสิ้น”
ต่างกันก็เพียงแค่ตอนสังหารจะท่องบทกวีหรือเป่าเลือดก็เท่านั้น
หรือหากมีความปรารถนาที่สูงส่งขึ้นไปอีกนิด
ก็เพื่อตรัสรู้มรรคบรรลุเป็นเซียน แสวงหาอายุวัฒนะ
ทว่าการอ่านตำราไม่สามารถอ่านจนเกิดเป็นตบะได้ และก็ไม่สามารถอ่านจนได้อายุวัฒนะเช่นกัน
การต่อสู้เพื่อมหามรรคที่แท้จริง ต่อให้เจ้าจะยกเหตุผลอันยิ่งใหญ่เพียงใดมากล่าว ก็ล้วนถกเถียงกันไม่รู้เรื่องหรอก
ท้ายที่สุดก็ต้องดูว่าตบะของผู้ใดสูงกว่า พลังสังหารแข็งแกร่งกว่า กำปั้นใหญ่กว่า
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อครู่
ในมือของข้ากำ 'คุณธรรม' เอาไว้ ก็สามารถกำราบคนด้วยคุณธรรมได้
ต่อให้ข้ายอมรับว่าเป็นคนสังหารปลาอักษร
ตราบใดที่ตบะของพวกเขาไม่สูงเท่าข้า พลังสังหารไม่แข็งแกร่งเท่าข้า ก็ทำได้เพียงอดกลั้นเอาไว้ นี่คือหลักการที่เรียบง่ายและเป็นแก่นแท้ที่สุด”
เจียงจิงเจ๋อมองไม้บรรทัดในมือของเขาอย่างเงียบ ๆ
คิดในใจว่านี่คือกำราบคนด้วยคุณธรรมจริง ๆ
“ท่านชิงเหอช่างแตกต่างจากในตำนานนัก”
นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงจิงเจ๋อได้พบกับท่านชิงเหอผู้เลื่องชื่อแห่งจิงตู และเป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้จักกับบัณฑิตในโลกหล้าแห่งนี้จริง ๆ
เขายึดติดกับความคิดของตนเองมากไป จึงคิดผิดไปเสียแล้ว
แม้แต่เหตุผลในโลกของเขาเอง ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงแค่ผ้าเตี่ยวปิดบังความน่าอายเท่านั้น
โลกที่เชิดชูความแข็งแกร่งเช่นนี้ ผู้ใดจะมานั่งฟังเจ้าพล่ามเหตุผลยืดยาวกัน
สิ่งที่บัณฑิตทำไม่ใช่การแสวงหาความรู้ แต่เป็นการค้นคว้าวิชาสังหารคน
ระดับตบะเป็นตัวกำหนดขนาดเหตุผลของเจ้า
“เดิมทีข้าก็เป็นเช่นนี้แหละ”
ซูชิงเหอหัวเราะ “ข้าเคยคิดว่าเหตุผลในตำราจะสามารถช่วยเหลือโลกหล้าได้ ทว่าเมื่อข้าเดินทางลงใต้ ผ่านระยะทางกว่าหนึ่งแสนหลี่ กลับพบว่าคุณธรรมความเมตตาในตำรา เมื่อนำมาปฏิบัติจริงนั้นกลับมีประโยชน์เพียงน้อยนิด
ไม่สามารถทำให้คนชั่วกลายเป็นคนดีได้ และก็ไม่สามารถทำให้คนดีกลายเป็นคนดียิ่งขึ้นได้เช่นกัน
พวกเขาอ่านตำราระดับปราชญ์ แต่เมื่อถึงเวลาฆ่าคนก็ยังคงฆ่าคนอยู่ดี ซ้ำยังฆ่าได้อย่างดุเดือดและชอบธรรมยิ่งขึ้น
กลับกลายเป็นว่าทำให้คนดีต้องกลายเป็นนักโทษที่ถูกกักขังอยู่ในกรอบของคุณธรรมเสียอีก
นานวันเข้าข้าก็เริ่มไม่ชอบพูดด้วยเหตุผลแล้ว
โชคดีที่นอกจากข้าจะพูดด้วยเหตุผลเป็นแล้ว ข้ายังพอมีฝีมืออยู่บ้าง”
เจียงจิงเจ๋อชะงักไปเล็กน้อย
พึมพำว่า “ข้าพลิกดูประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์นี้ไม่มีปีคริสต์ศักราช ทุกหน้าเขียนตัวอักษร 'คุณธรรมความเมตตา' ไว้สี่ตัวอย่างบิดเบี้ยว ข้านอนไม่หลับอยู่แล้ว จึงจ้องมองอย่างละเอียดอยู่ครึ่งค่อนคืน ถึงได้เห็นตัวอักษรโผล่ออกมาจากร่องรอยของตัวอักษรเหล่านั้น ทั้งเล่มเขียนตัวอักษรสองตัวเอาไว้ว่า 'กินคน'”
“ประโยคนี้กล่าวได้ดีนัก”
คิ้วตาของซูชิงเหอสว่างวาบขึ้นมาทันที “คุณชายซูก็เป็นเมล็ดพันธุ์บัณฑิตเช่นกัน ในอนาคตหากก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญ ข้ายินดีจะเป็นผู้นำทางและจุดโคมไฟให้แก่เจ้า ช่วยให้เจ้าตระหนักรู้ถึงอักษรประจำกายได้”
“ประโยคนี้ไม่ใช่ของข้าหรอก”
เจียงจิงเจ๋อส่ายหน้า “อีกอย่าง เส้นทางของข้า คงไม่ได้อยู่ในสำนักหรู”
“น่าเสียดายนัก”
ซูชิงเหอถอนใจอย่างทอดถอน “มรรคามีทางแยกมากมาย ทุกย่างก้าวล้วนเต็มไปด้วยเจตจำนงสังหาร มีเพียงผู้ที่เดินบนเส้นทางสายนี้เท่านั้น ถึงจะรู้ว่าการเสาะหาสหายเต๋าที่มีอุดมการณ์เดียวกันนั้นเป็นเรื่องที่ยากเย็นเพียงใด”
เจียงจิงเจ๋อไม่รู้ว่าซูชิงเหอเดินบนเส้นทางใด
แต่เขาก็ไม่ได้สนใจเช่นกัน
จึงได้แต่เงียบงันเพื่อเป็นการตอบรับ
แต่ลั่วจื้อไป๋ที่ยืนเงียบอยู่ด้านข้างกลับมีท่าทีครุ่นคิด
จู่ ๆ ก็เอ่ยถามขึ้นว่า “ท่านชิงเหอ เหตุใดท่านจึงต้องวางแผนทำร้ายข้าด้วย”
[จบตอน]