- หน้าแรก
- หรือมีแค่ข้าที่เป็นขยะ
- ตอนที่ 34 ไม่อนุญาตให้พวกเขาขอรับเงินชดเชย
ตอนที่ 34 ไม่อนุญาตให้พวกเขาขอรับเงินชดเชย
ตอนที่ 34 ไม่อนุญาตให้พวกเขาขอรับเงินชดเชย
ตอนที่ 34 ไม่อนุญาตให้พวกเขาขอรับเงินชดเชย
ตอนที่ 34 ไม่อนุญาตให้พวกเขาขอรับเงินชดเชย
เจียงเอ้อร์ชีคือบ่าว
ทว่าเขาก็เป็นผู้บำเพ็ญ เป็นขุนพลที่ห้ำหั่นในสนามรบ
หากมิใช่เพราะพวกเขาเป็นบ่าวส่วนตัวของตระกูลเจียง ไม่ว่าไปที่ใดล้วนต้องได้เป็นแขกรับเชิญ
ทว่ายามนี้ บนใบหน้าเขากลับมีอักษร ‘ทาส’ เพิ่มขึ้นมา
รอยฝ่ามือชัดเจนเหล่านั้นไม่ได้สร้างความบาดเจ็บอันใดนัก อักษร ‘ทาส’ นั่นก็ไม่ได้บาดเจ็บถึงจุดตาย ทว่ากลับกดทับจนเขามิอาจยืดกายขึ้นได้
เจียงจิงเจ๋อมองตราประทับบนใบหน้าเขา เนิ่นนานจึงเอ่ยช้า ๆ “เจียงซื่อหลางทำหรือ”
เจียงเอ้อร์ชีเงียบงัน
“ไปหาอะไรมาให้กินก่อนเถิด ข้าหิวแล้ว!”
เจียงจิงเจ๋อมิได้ถามต่อ เขาสวมเสื้อนวมตัวเก่า แล้วเดินออกไปอย่างสงบนิ่ง
นอกประตู
เจียงซานจิ่วก้มหน้า บนหน้าผากถูกสักอักษรไว้เช่นเดียวกัน
เขากำดาบตัดฟืนกำลังผ่าฟืนอยู่ในลานเรือน
ทีละดาบ ๆ
เสียงทึบหนักลอยล่องไปทั่วลานเรือนอันอ้างว้าง
บ่าวคนอื่น ๆ เห็นเจียงจิงเจ๋อออกจากห้องนอนเรือนหลัก ต่างก็เข้ามาทักทายด้วยความหวาดหวั่น
ตระกูลขุนนางมิเหมือนครอบครัวเล็ก ๆ แม้เป็นบ่าวก็ยังเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี ผู้ที่ถูกส่งมายังสวนตู้หยวนแห่งนี้ล้วนเป็นผู้พ่ายแพ้ในการต่อสู้ โชคชะตาในชาตินี้ของพวกเขาส่วนใหญ่คงต้องแก่ตายในลานเรือนแห่งนี้!
ก่อนหน้านี้สวนตู้หยวนไร้เจ้านายยังพอทำเนา อย่างมากก็แค่กินไม่อิ่มนอนไม่อุ่น ต้องทนหิวโหยเหน็บหนาวก็เท่านั้น
บัดนี้สวนตู้หยวนมีเจ้านายแล้ว
เมื่อนึกถึงข่าวลือที่ได้ยิน พวกเขาก็ได้กลิ่นคาวฝนโลหิตลอยมาแต่ไกล
นั่นคือปราณมรณะที่แผ่ออกมาจากร่างของพวกเขาเอง
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าล้วนกำลังหวาดกลัว”
เจียงจิงเจ๋อกวาดตามองทุกคน กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “กลัวว่าเจ้านายอย่างข้าจะอารมณ์ร้าย และยิ่งกลัวว่าเจ้านายอย่างข้าจะอารมณ์ดีเกินไป แน่นอนว่ายังกลัวจะต้องถูกม้วนเข้าไปอยู่ในการต่อสู้ที่ไม่ใช่ของพวกเจ้าอย่างงง ๆ จนต้องพบจุดจบอันน่าเวทนา”
ทุกคนได้ยินดังนั้น ก็ก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม
เจียงจิงเจ๋อกล่าวต่อ “พูดตามตรง ข้าเองก็กลัว ข้าเพิ่งมาถึงใหม่ ไร้ญาติขาดมิตร คนในเมืองหลวงมากมายล้วนอยากให้ข้าตาย บอกพวกเจ้าตามตรง ระหว่างทางที่มา ข้าตายไปแล้วถึงสองครั้ง”
“เพียงเพราะข้าตายมาแล้วสองครั้ง ข้าจึงไม่สนว่าจะต้องตายอีกครั้ง”
“ดังนั้นข้าไม่สนว่าพวกเจ้าจะถูกส่งมาที่เรือนนี้เพราะล่วงเกินคน หรือแบกรับภารกิจอันใดมา ข้ามีเพียงคำขอเดียว!”
“เรื่องใดก็ตามในลานเรือนแห่งนี้ ไม่อนุญาตให้ผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาด”
“รวมถึงไท่จวินเฒ่าด้วย!”
“นี่คือขีดจำกัดของข้า และเป็นชีวิตของพวกเจ้า!”
“แน่นอนว่า พวกเจ้าจะลองเดิมพันดูอีกสักตั้งก็ได้ ทุกคนล้วนเป็นคนไร้อนาคต ไม่ช้าก็เร็วต้องเน่าเปื่อยอยู่ในลานเรือนอันเงียบเหงาแห่งนี้ สู้สุดใจสักครั้ง อาจจะอยู่ดีขึ้นมาบ้างก็เป็นได้”
ทุกคนยังคงเงียบงัน
แต่ในแววตาอันไร้ชีวิตชีวาของบางคนกลับเริ่มมีประกายไฟขึ้นมาเล็กน้อย
“เอาละ ไปเตรียมอาหารกลางวันเถิด”
“ข้าจะให้เวลาพวกเจ้า หากใจยังไม่ตาย จงเขียนประวัติของพวกเจ้ามาส่งให้เอ้อร์ชี ข้าจะคัดกรองทีละคน!”
กล่าวจบเจียงจิงเจ๋อก็โบกมือให้พวกเขาออกไป
ทุกคนประสานมือคำนับ เตรียมล่าถอย
ขณะกำลังจะจากไป กลับได้ยินเสียงของเจียงจิงเจ๋อดังขึ้นอีกครั้ง
“เกือบลืมบอกไป ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เบี้ยหวัดรายเดือนในลานเรือนจะเพิ่มเป็นสองเท่า”
......
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรับปากว่าจะขึ้นค่าแรงให้หรือไม่
ปราณมรณะบนร่างพวกเขาลดลงไปบ้าง มือเท้ากระฉับกระเฉงทำหน้าที่ของตน ไม่นานก็ทำอาหารเสร็จ
เพียงแต่อาหารนั้นจืดชืดไร้รสชาติ ชวนให้หมดความอยากอาหาร
“คุณชาย ก่อนหน้านี้ในลานเรือนไม่มีเจ้านาย ห้องครัวจึงไม่มีอาหารดี ๆ เลยขอรับ...”
เมื่อเห็นเจียงจิงเจ๋อนั่งอยู่หน้าโต๊ะแต่กลับไม่ยอมขยับตะเกียบเสียที บ่าวชราผู้หนึ่งที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายเจียงจิงเจ๋อก็เอ่ยอธิบายเสียงเบา
เจียงจิงเจ๋อมิได้บันดาลโทสะ ของที่กินยากกว่านี้เขาก็กินมาหมดแล้ว แค่นี้ไม่นับเป็นอันใด
เขาเพียงเงยหน้ามองชายชราผู้นี้
เนิ่นนานจึงเอ่ยถาม “พวกเราเคยพบกันมาก่อนหรือไม่ เจ้าคือเจียงซานหรือ”
เขาพบว่าคนผู้นี้หน้าตาคุ้นเคยอยู่บ้าง เพียงแต่วันเวลาล่วงเลยมานาน ความทรงจำที่เขาสืบทอดมาก็เลือนราง ทั้งคนผู้นี้ยังดูแก่ชรากว่าใบหน้าในความทรงจำมาก เขาจึงนึกไม่ออกในทันที
“คุณชายน้อย บ่าวเฒ่าผู้นี้คือเจียงซานขอรับ”
ชายชราก้มหน้า เอ่ยอย่างหดหู่ “เมื่อหกปีก่อนบ่าวเฒ่าผู้นี้เดินทางจากเป่ยโยวมายังจิงตูล่วงหน้าเพื่อเตรียมการต้อนรับ ภายหลังข่าวเจ้านายถูกลอบโจมตีส่งกลับมายังจิงตู บ่าวเฒ่าผู้นี้ก็ถูกเนรเทศมายังเรือนแห่งนี้ขอรับ!”
“ข้าจำได้แล้ว”
เจียงจิงเจ๋อขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เจ้าเป็นคนข้างกายท่านแม่ข้านี่เอง มิน่าเล่า มิน่าเล่าถึงได้กลายสภาพเป็นเช่นนี้”
เจียงซานมิใช่บ่าวทั่วไป ทว่าเป็นบุคคลระดับเดียวกับเจียงหลิน
หากเจียงจิงเจ๋อจำไม่ผิด เดิมทีบนร่างเขามีตบะอยู่ ทั้งยังไม่ต่ำต้อย
ตอนที่เจ้าของร่างเดิมยังเด็ก เขายังเคยอุ้มเหาะเหินเดินอากาศมาก่อน
คิดไม่ถึงว่าการลอบสังหารในปีนั้น แม้แต่เขาจะถูกร่างแหมาจนถึงขั้นนี้
“มิใช่เพียงบ่าวเฒ่าผู้นี้ คนในเรือนนี้ส่วนใหญ่เดิมก็เป็นคนของเรือนหลัก หลังจากพระชายาสิ้นชีพ พวกเราบ่าวสามสิบหกคนล้วนถูกเนรเทศมาที่นี่ ทว่าหลายปีมานี้คนอื่นตายไปหมดจนเหลือเพียงข้าแล้วขอรับ!”
เจียงซานนึกถึงอดีตที่ผ่านมา สีหน้าหดหู่ลง “คุณชายกลับจวนราชันเจิ้นเป่ย บ่าวเฒ่าผู้นี้ดีใจจากใจจริง เพียงแต่ยามนี้บ่าวเฒ่าผู้นี้เป็นเพียงคนพิการ มิอาจแบ่งเบาภาระให้คุณชายได้ และมิกล้าเสนอหน้าไปอยู่ต่อหน้าคุณชายด้วยขอรับ!”
เจียงจิงเจ๋อเงียบงัน “ตบะของเจ้าหายไปได้อย่างไร”
เจียงซานกระตุกมุมปากหมายจะฝืนยิ้มทำเป็นไม่ใส่ใจ ทว่ารอยยิ้มกลับดูอัปลักษณ์ยิ่งกว่าร้องไห้เสียอีก
จึงได้แต่ก้มหน้าลง
“ปีนั้นที่ข่าวพระชายาถูกลอบโจมตีส่งมา บ่าวเฒ่าผู้นี้เลอะเลือนจึงต่อยตีกับเจียงหลิน ถูกเขาทำลายตบะทิ้งเสียแล้วขอรับ!”
“กินข้าวก่อนเถิด”
เจียงจิงเจ๋อหยิบตะเกียบขึ้นมาเริ่มกินข้าว
อาหารจืดชืดไร้รสชาตินี้ เจียงจิงเจ๋อกลับกินอย่างเอร็ดอร่อย กวาดกินราวกับพายุพัดพาเมฆหมอกจนหมดจด กินไปเท่ากับปริมาณของผู้ใหญ่ห้าคนถึงจะรู้สึกอิ่มขึ้นมาบ้าง
กินข้าวเสร็จ เจียงจิงเจ๋อก็โยนตะเกียบทิ้ง หยัดกายลุกขึ้นเดินออกไปนอกเรือน
“เอ้อร์ชี ซานจิ่ว ตามมา!”
เจียงเอ้อร์ชีและเจียงซานจิ่วมองเขาด้วยความงุนงง
เจียงจิงเจ๋อไม่หยุดฝีเท้า เพียงเอ่ยเบา ๆ “ไปยืดแผ่นหลังที่ค้อมต่ำของพวกเจ้าให้ตั้งตรงขึ้นมาใหม่เสีย”
......
เพราะไท่จวินเฒ่าออกคำสั่งห้ามมิให้ผู้ใดรบกวนการพักฟื้นของเจียงจิงเจ๋อ
หน้าประตูสวนตู้หยวนจึงมีองครักษ์สองคนเฝ้าอยู่
องครักษ์ทั้งสองตบะไม่สูงนัก เพียงแค่ระดับเบิกทวารเท่านั้น
ทว่าพวกเขารับคำสั่งของไท่จวินเฒ่ามา คืนนี้สวนตู้หยวนนอกจากคุณชายน้อยผู้นั้นแล้วก็ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้เลย
เห็นเจียงจิงเจ๋อถือดาบเดินออกมา
องครักษ์ทั้งสองก็ยื่นมือขวางทางไว้ ใบหน้าเย็นชา
“นายน้อยสาม ไท่จวินเฒ่ามีคำสั่ง ภารกิจยามนี้ของท่านคือพักฟื้นร่างกาย ขอเชิญนายน้อยสามกลับไปเถิดขอรับ!”
พวกเขาเป็นผู้ติดตามของเจียงซื่อหลาง สำหรับรัชทายาทผู้ฟื้นคืนชีพผู้นี้ พวกเขาเพียงต้องรักษาความเคารพแต่เปลือกนอกไว้ก็พอแล้ว
อีกทั้งนายน้อยยังกำชับเป็นพิเศษว่า แม้แต่นกสักตัวก็ห้ามเข้าออกสวนตู้หยวน
พวกเขาย่อมไม่อนุญาตให้เจียงจิงเจ๋อออกไป
เจียงจิงเจ๋อถือดาบ มองทั้งสองด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“พวกเจ้าแน่ใจนะว่าจะขวางข้า”
“นายน้อยสาม ข้าน้อยเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้นขอรับ”
ทั้งสองไม่ยอมอ่อนข้อ มุมปากยังคงประดับรอยเย้ยหยันเลือนราง
พวกเขาได้ยินมาแล้ว
นายน้อยสามผู้นี้ทะเลปราณถูกทำลาย สะพานอายุวัฒนะขาดสะบั้น
เป็นเพียงขยะโดยแท้
เมื่อคืนตอนที่นายท่านเสี่ยวซื่อบุกเข้าไปตบหน้าเจียงเอ้อร์ชีและเจียงซานจิ่ว ผู้นี้กลับหลบซ่อนตัวแกล้งตายอยู่ในห้องไม่ออกมา วันนี้คงไปได้ยินมาจากที่ใดกระมังว่านายท่านเสี่ยวซื่อออกไปเที่ยวหอคณิกาไม่อยู่ในจวน จึงถือดาบออกมาหาทางกู้หน้า
เพียงแต่ผู้นี้เล่นงิ้วมากเกินไปเสียหน่อย
ตอนนี้มีพวกเราขวางอยู่ มีบันไดให้ลงก็รีบลงไปเสียดีกว่า
หรือยังคิดจะถือดาบไปทวงแค้นกับนายท่านเสี่ยวซื่อจริง ๆ
อย่าว่าแต่สองคนนี้เลย
แม้แต่บ่าวในเรือนเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็คงคิดเช่นนี้
เจียงซานเห็นเจียงจิงเจ๋อเงียบไป นึกว่าเขากลืนไม่เข้าคายไม่ออก จึงก้าวไปข้างหน้าสองก้าวอย่างแนบเนียน
เตรียมจะเกลี้ยกล่อมสักหน่อย เพื่อให้นายน้อยของตนลงบันไดได้ลื่นไหลยิ่งขึ้น
ทว่าขณะที่เขากำลังจะเกลี้ยกล่อม
หางตากลับเหลือบไปเห็นเจียงหลินกำลังเดินแกมวิ่งมาแต่ไกล
เขาจึงทำได้เพียงรีบหดตัวกลับไป
องค์รักษ์ทั้งสองก็เห็นร่างของเจียงหลินเช่นกัน จึงรู้ว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยาก
รอยเย้ยหยันที่มุมปากถึงกับไม่ปิดบังอีกต่อไป เอ่ยอย่างไม่แยแสว่า “นายน้อยสาม กลับไปเถิดขอรับ ท่านก่อกวนรอบนี้ก็ถือว่าได้ให้คำตอบแก่ลูกน้องแล้วกระมัง!”
สิ้นคำกล่าวนี้
เจียงหลินที่เดิมทีกำลังเดินแกมวิ่งมาก็สะดุ้งโหยง
สายตาที่มองไปยังองค์รักษ์ทั้งสองเปลี่ยนเป็นซับซ้อนยิ่งนัก ถึงขั้นแฝงแววเวทนาอยู่บ้าง
เป็นไปตามคาด วินาทีต่อมา
ดาบในมือเจียงจิงเจ๋อก็ออกจากฝักแล้ว
ไร้ซึ่งพลังต้นกำเนิด ไร้ซึ่งประกายดาบ
เป็นเพียงการตวัดดาบอย่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด
รอยยิ้มเย็นชาบนใบหน้าขององค์รักษ์ทั้งสองแข็งค้างทันที
พวกเขาก้มหน้าลงอย่างเหลือเชื่อ
ศีรษะร่วงหล่น
เจียงจิงเจ๋อเช็ดคราบเลือดบนคมดาบกับศพทั้งสอง ร่างหันไปมองเจียงหลินที่รีบร้อนมา
“เฒ่าเจียง เจ้ามาพอดีเลย ห้ามขอรับเงินชดเชยให้พวกเขาเด็ดขาด”
[จบตอน]