- หน้าแรก
- หรือมีแค่ข้าที่เป็นขยะ
- ตอนที่ 22 เบี้ยน้อย
ตอนที่ 22 เบี้ยน้อย
ตอนที่ 22 เบี้ยน้อย
ตอนที่ 22 เบี้ยน้อย
“พวกเจ้าไม่กล้าก็ดีที่สุดแล้ว”
แม้เจียงจิงเจ๋อจะไม่รู้ว่าพวกเขากำลังหวาดกลัวอะไรกัน แต่เขาก็รู้ว่าพวกเขาคงจะเกิดความเข้าใจผิดบางอย่างขึ้น และเขาตัดสินใจที่จะแสดงละครความเข้าใจผิดอันงดงามนี้ต่อไป
เขาสะบัดแขนเสื้อแล้วนั่งลงด้วยท่าทางผ่าเผย “พวกโง่เขลาอย่างพวกเจ้า หากเจ้านายไม่ให้เปิ่นจั้วมาจับตาดูด้วยตัวเอง เกรงว่าแม้แต่คนที่จะฆ่าเป็นใครพวกเจ้าก็ยังไม่รู้”
หัวหน้าโจรประหลาดใจ แสร้งยิ้มประจบประแจง “ท่านโปรดตรวจสอบให้กระจ่าง พวกเราแอบสังเกตการณ์มาหลายวันแล้ว เจียงจิงเจ๋อก็อยู่ในลานแห่งนั้น”
เจียงจิงเจ๋อเอ่ยเสียงเย็น “เช่นนั้นเจ้าลองบอกมาสิว่าผู้ใดคือเจียงจิงเจ๋อ”
หัวหน้าโจรหัวเราะ “มีกองทหารม้าวายุคุ้มกัน นั่งรถม้า สวมชุดคลุมสีดำหรูหรา ตบะสูญสิ้น เด็กหนุ่มใบหน้าซีดเซียวผู้นั้นก็คือเจียงจิงเจ๋อ!”
“ไอ้โง่!”
เจียงจิงเจ๋อตบโต๊ะอย่างแรง เอ่ยเสียงเย็นชา “เบิกตาหมาของเจ้าดูให้ดี คนที่เมามายผู้นั้นต่างหากคือเจียงจิงเจ๋อ เกือบจะทำให้เรื่องใหญ่ของเจ้านายเสียแล้ว ไอ้โง่ พวกโง่เง่า!”
“พวกข้าโง่เขลานัก”
หัวหน้าโจรตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ถึงกับตกใจลุกขึ้นยืน ก้มหน้าไม่กล้าสบตากับเจียงจิงเจ๋อโดยตรง
“ช่างเถอะ นั่งลงสิ!”
เจียงจิงเจ๋อสลัดแขนเสื้อถอนหายใจ “เดิมทีก็ไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่พวกเจ้า เปิ่นจั้วได้วางยาในอาหารของพวกเขาแล้ว อีกครึ่งก้านธูปยาจะออกฤทธิ์ พวกเจ้าค่อยออกไปเข่นฆ่า อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว และอย่าให้เกิดเสียงดังจนเกินไป”
พูดจบเขาก็ใช้เคาะนิ้วลงบนขอบโต๊ะเบา ๆ และพูดกับโจรที่อยู่ด้านล่างสุดว่า “ข้าเตรียมสุราอาหารไว้บ้าง กินเสร็จแล้วค่อยลงมือ เจ้านายมีความคาดหวังในตัวพวกเจ้ามาก อย่าทำให้เจ้านายผิดหวังล่ะ ทำงานให้สะอาดหมดจดหน่อย!”
“ขอบคุณท่านที่เมตตา!”
หัวหน้าโจรไม่สงสัยในตัวเขา จึงสั่งให้เหล่าอู่รินสุรา
บัณฑิตผู้นั้นกลับลุกขึ้นยืนทันที เอ่ยด้วยความเคารพ “ท่าน นักศึกษาขอรินสุราให้ท่าน”
พูดจบเขาก็รีบจัดเตรียมจอกสุรา แอบผสมผงสีเทาเล็กน้อยลงในเนื้อวัวตุ๋นซีอิ๊วอย่างแนบเนียน และยกไหสุราขึ้น โรยผงสีเทาลงไปเช่นกัน
เมื่อเห็นว่าสุราไม่มีสิ่งใดผิดปกติ จึงรินลงในจอกให้ทุกคน
จากนั้นประคองจอกสุราด้วยสองมือส่งให้เจียงจิงเจ๋อ พร้อมกับยิ้มกว้าง
“นักศึกษาชื่นชมท่านมานาน วันนี้ได้พบหน้ารู้สึกยินดียิ่งนัก บังอาจขอร่วมดื่มกับท่าน!”
“เจ้าใช้ได้เลยนี่”
แววตาของเจียงจิงเจ๋อเข้มขึ้น เขารับจอกสุรามาดื่มรวดเดียวหมด จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อจากไป “อีกครึ่งก้านธูปค่อยออกมา”
“เหล่าซาน เจ้าช่างดีเสียจริง”
เมื่อเห็นเจียงจิงเจ๋อเดินไปไกลแล้ว หัวหน้าโจรก็จ้องมองบัณฑิตอย่างดุร้าย เอ่ยด้วยความไม่พอใจ “ท่านผู้นั้นเป็นบุคคลระดับใด เจ้ากล้าทำตัวลับๆ ล่อๆ ทำให้ท่านพิโรธ เจ้ามีกี่ชีวิตให้ทิ้งกัน”
“พี่ใหญ่สั่งสอนได้ถูกต้อง”
บัณฑิตประคองจอกสุรา สีหน้ายังคงเป็นปกติ ไม่คิดจะโต้เถียงกับคนโง่
สำหรับท่านเงาผู้นั้น เขาย่อมต้องหวาดกลัว
เพียงแต่เขารู้สึกแปลกใจ เจียงจิงเจ๋อตบะสูญสิ้น องครักษ์ก็อยู่แค่ระดับทะเลทุกข์ ต่อให้รวมคนขับรถม้าที่ซ่อนเร้นฝีมือไว้อย่างล้ำลึกผู้นั้นเข้าไปด้วย ก็เป็นเพียงแค่เพิ่มความยุ่งยากขึ้นมาอีกนิดหน่อยเท่านั้น เหตุใดถึงต้องให้ท่านผู้นั้นลงมือด้วยเล่า
ดังนั้นถึงได้กล้าทดสอบเช่นนี้!
“พี่ใหญ่ พวกเราดื่มสุรากันเถอะ ของที่ท่านผู้นั้นมอบให้มิอาจปฏิเสธได้ อีกครึ่งก้านธูปพวกเราจะส่งเจียงจิงเจ๋อไปลงนรก!”
บัณฑิตยิ้มเชิญพี่ใหญ่ดื่มสุรา และยังคีบเนื้อวัวตุ๋นซีอิ๊วชิ้นหนึ่งให้เขาด้วยตัวเอง
หัวหน้าโจรถึงได้คลายความโกรธ
......
ครึ่งก้านธูปผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งห้าคนได้รับคำเตือนจากเจียงจิงเจ๋อ แม้จะอยากสร้างผลงานใจแทบขาด แต่ก็ไม่กล้าฆ่าออกไปนอกลาน โชคดีที่คนสองสามคนในลานยังคงไม่รู้เรื่องรู้ราว ยังคงล้อมวงดื่มสุรากันอยู่
พวกเขาเห็นคนในลานกินอย่างเอร็ดอร่อย
โดยไม่รู้ตัวก็ดื่มสุราไปกว่าครึ่งของทั้งสองไห
เมื่อดื่มจนได้ที่ หัวหน้าโจรก็พบว่าเหล่าซื่อมีดวงตาขุ่นมัว ใบหน้าซีดเซียว จึงหัวเราะเยาะขึ้นมาทันที “เหล่าซื่อ ปริมาณการดื่มของเจ้าช่างคู่ควรกับการร่วมโต๊ะกับสุนัขนัก”
“ฮ่าๆๆๆ!”
เหล่าเอ้อร์และเหล่าอู่ต่างหัวเราะเยาะตาม
ทว่าบัณฑิตกลับขมวดคิ้ว ปาจอกสุราทิ้งอย่างแรง “แย่แล้ว จอกสุรานี่มียาพิษ!”
แทบจะในเวลาเดียวกัน
เงาร่างสายหนึ่งผลักประตูเข้ามา แล้วค่อยๆ ปิดลง
เงาร่างนั้นก้มหน้าต่ำ ในมือถือทวนยาวสีเขียวเล่มหนึ่ง
หัวหน้าโจรลุกขึ้นด้วยความโกรธ ทว่ากลับรู้สึกว่าทะเลปราณว่างเปล่า เขาชักดาบออกด้วยความลนลาน ทวนยาวเล่มหนึ่งก็พุ่งเข้ามาถึงแล้ว จิตสังหารแปรเปลี่ยนเป็นรูปธรรม ปลายทวนแทงทะลุคอหอย
“ทวนหานชาง เจ้าคือลั่วจิ่วถงผู้ติดตามจักรพรรดิพิสุทธิ์!”
บัณฑิตมองคนขับรถม้าหน้าตาธรรมดาผู้นั้นด้วยความตกตะลึง เมื่อรู้ว่าพ่ายแพ้แน่แล้วก็ปีนหน้าต่างหมายจะหลบหนี พอเพิ่งลงมาจากชั้นสอง ก็เห็นคนผู้หนึ่งซุกมือไว้ในแขนเสื้อยืนอยู่ท่ามกลางความมืด กำลังมองลงมาที่เขา
บัณฑิตลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล “เป็นเจ้า เจ้าไม่ใช่เงา ตกลงว่าเจ้าคือใคร”
เจียงจิงเจ๋อค่อยๆ ชักมีดตัดฟืนออกจากเอว มองบัณฑิตด้วยรอยยิ้มที่ไม่เหมือนยิ้ม “พวกเจ้ามาฆ่าข้า เจ้าว่าข้าคือใครล่ะ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
บัณฑิตมองใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาท่ามกลางความมืด แล้วยิ้มกว้างออกมา
“ฮ่าๆ ฮ่าๆๆๆ!”
“ข้ากะแล้วเชียว คลุกคลีกับคนโง่เขลามานานเกินไป ต่อให้เป็นคนที่ฉลาดแค่ไหนก็กลายเป็นคนโง่ได้ง่ายๆ!”
“ก่อนหน้านี้ข้าไม่ควรปล่อยให้ไอ้โง่นั่นวางแผน และยิ่งไม่ควรไหลไปตามการคาดเดาของมัน ข้าผู้เป็นถึงบัณฑิตตำหนักศึกษาจี้เซี่ย สวมชุดผ้าดิบลงใต้ ยังไม่ทันได้สร้างผลงานอันใด กลับต้องมาตายพร้อมกับตัวตลกพวกนี้เสียได้”
“ดูเหมือนเจ้าจะไม่ยอมรับสินะ”
เจียงจิงเจ๋อเลิกคิ้วเล็กน้อย ทันใดนั้นคมมีดก็ตวัดวูบ ฟันแขนขาของบัณฑิตขาดกระเด็น มีดสุดท้ายแทงเข้าที่หน้าท้องของเขา แล้วจึงกล่าวอย่างสงบ “ขออภัยด้วย ตัวร้ายมักตายเพราะพูดมาก ข้าไม่รู้เรื่องการบำเพ็ญ จึงทำได้เพียงทำลายฝีมือเจ้าก่อน ตอนนี้เจ้าสามารถระบายความอัดอั้นออกมาได้เต็มที่แล้ว!”
“ไอ้เด็กเมื่อวานซืน!”
บัณฑิตถูกฟันแขนขาขาด และยังถูกแทงที่หน้าท้อง ใบหน้าของเขาซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลชุ่ม แต่ท้ายที่สุดเขาก็เป็นผู้บำเพ็ญ จึงไม่ตายลงในทันที ซ้ำยังสามารถพูดจาโอหังได้อีก “บัณฑิตฆ่าได้หยามไม่ได้ เจ้ากล้าหยามเกียรติข้าเช่นนี้เชียวหรือ!”
“สิ่งที่ข้ากล้าทำยังมีอีกมาก น่าเสียดายที่เจ้าไม่มีโอกาสได้เห็นแล้ว”
เจียงจิงเจ๋อกำด้ามมีดแน่น ปล่อยให้เลือดไหลซึมผ่านง่ามนิ้ว มองดวงตาที่แดงก่ำคู่นั้นอย่างสงบ “พูดมาเถอะ เจ้าเป็นใคร และรับคำสั่งผู้ใดมา แล้วท่านเงาที่พวกเจ้าพูดถึงคือใครกัน”
“บัณฑิตตำหนักศึกษาจี้เซี่ย เซียวจื่อกุย”
บัณฑิตร่างโชกเลือด แต่ยังคงเชิดหน้าขึ้น หยิ่งผยองไม่เห็นใครอยู่ในสายตา ไม่แม้แต่จะมองเจียงจิงเจ๋อตรงๆ เขาหัวเราะเยาะ “ส่วนเรื่องที่ข้ารับคำสั่งใครมา และเงาผู้นั้นเป็นใคร ต่อให้เจ้ารู้แล้วจะทำไม”
“เจ้าก็เป็นแค่เบี้ยตัวหนึ่งบนกระดานหมาก ความเป็นตายล้วนไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเอง หรือว่ายังคิดจะแก้แค้นกลับไปอีกหรือ”
“ข้าเป็นแค่เบี้ยน้อยตัวหนึ่งจริง ๆ”
แววตาของเจียงจิงเจ๋อเข้มขึ้น ราวกับจันทร์เย็นเยียบสองดวงท่ามกลางม่านราตรี เขากดด้ามมีดเข้าไปในหน้าท้องของเซียวจื่อกุยอีกครั้ง เอ่ยเสียงแผ่ว “แต่เจ้าก็น่าจะรู้ว่า บนกระดานหมาก เบี้ยข้ามแม่น้ำก็สามารถกินขุนได้ เหมือนกับเจ้าที่เป็นหมากองครักษ์ ไม่ใช่ถูกเบี้ยอย่างข้ากินไปหรอกหรือ”
“เจ้าเป็นถึงบัณฑิตตำหนักศึกษาจี้เซี่ยที่เป็นผู้นำของเจ็ดสิบสองสำนัก สวมชุดผ้าดิบลงใต้ ควรจะได้โลดแล่นไปทั่วสารทิศ แต่กลับต้องมาตายด้วยน้ำมือเบี้ยอย่างข้า ไม่รู้สึกเจ็บใจบ้างหรือ
หากข้าเป็นเจ้า
สู้คว่ำกระดานหมากนี้ ทำลายหมากพวกนี้เสียดีกว่า!
จะได้ให้พวกคนเดินหมากที่อยู่สูงส่งเหล่านั้นรู้ว่า อะไรกันที่เรียกว่าบัณฑิตวางหมากอยู่เบื้องหน้า เข่นฆ่าอยู่เบื้องหลังในยุคชุนชิว!”
“บัณฑิตวางหมากอยู่เบื้องหน้า เข่นฆ่าอยู่เบื้องหลังในยุคชุนชิว”
เซียวจื่อกุยพึมพำกับตัวเอง ดวงตาที่มืดมนกลับทอแสงเจิดจ้าขึ้นมาอีกครั้ง เปล่งประกายภายใต้แสงสีเลือด “เจียงจิงเจ๋อ เจียงจิงเจ๋อ เจ้ามีความสง่างามถึงเพียงนี้ เหตุใดถึงไม่ไปร่ำเรียนที่สถาบันเล่า”
“เรื่องร่ำเรียนค่อยว่ากันทีหลัง”
เจียงจิงเจ๋อเอ่ย “บอกมาก่อนว่าตกลงเป็นใคร เจ้าใกล้จะตายแล้ว!”
“ข้าเป็นผู้บำเพ็ญ จะตายง่าย ๆ ได้อย่างไร”
เซียวจื่อกุยกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าไม่ค่อยแน่ใจนักว่าคนผู้นั้นเป็นใคร แต่น่าจะเป็นเผ่าราชาในจิงตู คนของบึงอวิ๋นเมิ่งเรียกเขาว่าคุณชายอิ่น ส่วนเงาที่อยู่ข้างกายเขาน่าจะเป็นขันที”
“คนของเผ่าราชาหรือ ข้านึกว่าเป็นเจียงซื่อหลางเสียอีก!”
เจียงจิงเจ๋อขมวดคิ้วเล็กน้อย เดิมทีเขาคิดว่าคนพวกนี้ถูกเจียงซื่อหลางส่งมา ไม่คิดว่าจะเป็นคนของเผ่าราชา
“เจียงซื่อหลางก็มีส่วน”
เซียวจื่อกุยหัวเราะเยาะ “การเดินทางครั้งนี้พวกเราได้รับคำสั่งจากเจียงซื่อหลาง แต่ผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริงคือคุณชายอิ่น ไอ้โง่เจียงซื่อหลางนั่นก็เป็นแค่แพะรับบาปที่ถูกผลักออกมารับหน้าเท่านั้น”
เจียงจิงเจ๋อไม่มีเจตนาจะถกเถียงเรื่องเจียงซื่อหลาง เขาถามด้วยความสงสัย “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดคุณชายอิ่นผู้นั้นถึงต้องการจะฆ่าข้า”
“เหตุผลที่ฆ่าเจ้าไม่พ้นสองข้อ ไม่ความแค้นส่วนตัว ก็เป็นเพราะสถานะของเจ้า”
เซียวจื่อกุยกล่าว “เจ้าซ่อนตัวมาหลายปีและยังอายุน้อย โอกาสที่จะถูกฆ่าด้วยเรื่องส่วนตัวนั้นน้อยมาก และสถานะของเจ้าก็เป็นประโยชน์ต่อเผ่าราชา รวมทั้งการเข้าเมืองหลวงของเจ้าในครั้งนี้ก็มีแผนการของเผ่าราชาแฝงอยู่ด้วย
ดังนั้นไม่ว่าจะเรื่องส่วนรวมหรือส่วนตัว เผ่าราชาก็ไม่สมควรจะฆ่าเจ้า
คุณชายอิ่นผู้นั้นเป็นคนของเผ่าราชา แต่กลับดักฆ่าเจ้าระหว่างทาง ซ้ำยังให้ไอ้โง่เจียงซื่อหลางออกหน้าแทน ในนี้ย่อมต้องมีความลับที่ไม่มีใครรู้ซ่อนอยู่ เรื่องนี้เจ้าต้องไปสืบดูเอาเอง!”
[จบตอน]