- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในวันสิ้นโลก เริ่มต้นจากการกำราบดาวมหาวิทยาลัยผู้เย่อหยิ่ง
- ตอนที่ 98 เล่นบทน่าสงสาร, ออกเดินทาง
ตอนที่ 98 เล่นบทน่าสงสาร, ออกเดินทาง
ตอนที่ 98 เล่นบทน่าสงสาร, ออกเดินทาง
ในจังหวะที่ลู่หลีอันกำลังเตรียมจะลุกขึ้น เจียงเจาอวี๋กลับเดินขยับเข้ามาใกล้อีกสองสามก้าว จนมาหยุดอยู่ข้างเตียงของเขา
เธอหลุบตาลงเล็กน้อย ในดวงตาอันสว่างไสวคู่นั้นฉายแววลังเลวาบผ่าน แต่ท้ายที่สุดก็ถูกแทนที่ด้วยอารมณ์ที่ผสมปนเปกันระหว่างความเว้าวอนและคาดหวัง
"ลู่หลีอัน" เธอเอ่ยเสียงเบา น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความอ่อนแอเล็กน้อย "ฉัน... ฉันมีคำขออีกอย่างนึง"
ลู่หลีอันเลิกคิ้วขึ้น เป็นเชิงบอกให้เธอพูดต่อ
"ฉัน... ขอเขียนจดหมายสักฉบับได้ไหม?"
เสียงของเจียงเจาอวี๋เบาลงกว่าเดิม "ฉันอยากเอามันไปวางไว้ที่หอพักเก่าของฉัน เผื่อว่า... เผื่อว่าที่บ้านส่งคนมาตามหาฉันจริงๆ พวกเขาจะได้เห็น อย่างน้อยก็ทำให้พวกเขาสบายใจขึ้น ว่าฉันยังมีชีวิตอยู่"
"ฉันก็เอาด้วย"
กู้จวินเหลียนก็เดินเข้ามาเช่นกัน เธอมายืนอยู่ข้างเจียงเจาอวี๋ บนใบหน้าที่มักจะแฝงไว้ด้วยความห่างเหินราวกับเบื่อโลกอยู่เสมอนั้น ในเวลานี้กลับถูกฉาบทับด้วยความโศกเศร้าจางๆ ที่ไม่อาจลบเลือนได้
ลู่หลีอันเงียบไป
สัญชาตญาณของเขาสั่งให้ปฏิเสธ
แต่เมื่อสายตาของลู่หลีอัน มองไปที่ใบหน้าของสองสาวตรงหน้า คำปฏิเสธที่มาจ่ออยู่ตรงริมฝีปาก กลับพูดไม่ออกเสียอย่างนั้น
เจียงเจาอวี๋ที่มักจะเย่อหยิ่งและเปล่งประกายราวกับนกยูงรำแพนหางมาตลอด ในเวลานี้กลับเก็บซ่อนขนอันงดงามนั้นไว้จนหมดสิ้น
เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ในดวงตาหงส์คู่นั้นราวกับมีหยาดน้ำค้างยามเช้าที่ใกล้จะเอ่อล้น สั่นไหวอยู่ท่ามกลางแสงสลัวแห่งความหวัง ทุกสายตาที่มองมาล้วนอ่อนโยนราวกับเถาวัลย์ที่เพิ่งผลิใบ พันธนาการหัวใจของคนมองอย่างเงียบเชียบ
ส่วนกู้จวินเหลียน ใบหน้าที่เดิมทีมักจะแฝงไว้ด้วยความกังวลจางๆ อยู่แล้วนั้น เมื่อพูดถึงครอบครัวก็ยิ่งดูราวกับภาพวาดหมึกจีนที่เปียกชุ่มไปด้วยละอองฝนแห่งเจียงหนาน ความโศกเศร้าอาดูรแผ่ซ่านออกมาจากหางคิ้วและหางตา ราวกับแสงสว่างสายสุดท้ายยามพลบค่ำ ที่แตกสลายอย่างอ่อนโยนลงในสระน้ำลึก
เธอเพียงแค่จ้องมองลู่หลีอันอย่างเงียบงัน
นัยน์ตาของเจียงเจาอวี๋และกู้จวินเหลียน ล้วนสะท้อนเพียงภาพเงาของเขาอยู่ภายในนั้น
แววตาของลู่หลีอันสั่นไหวเล็กน้อย
แต่เมื่อสายตาของเขา ไปสัมผัสกับดวงตาที่ราวกับจะหยาดน้ำตาลงมาของเจียงเจาอวี๋ และดวงตาอันเย็นชาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้าของกู้จวินเหลียน คำว่า "ไม่ได้" ที่มาจ่ออยู่ตรงริมฝีปาก ก็พูดไม่ออกจริงๆ
ลู่หลีอันยกมือขึ้นมานวดขมับด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย
เอาเถอะๆ มาเล่นบทน่าสงสารใส่กันซะได้
"...ก็ได้"
ท้ายที่สุด ลู่หลีอันก็เค้นคำสองคำนี้ออกมาจากไรฟันจนได้
เมื่อได้ยินคำตอบรับของลู่หลีอัน บนใบหน้าของสองสาว ก็พลันเบ่งบานด้วยรอยยิ้มอันสดใสราวกับฟ้าหลังฝนในพริบตา
ความงดงามที่ทำให้ตะลึงงันในชั่วขณะนั้น ราวกับทำให้ทั้งห้องสว่างไสวขึ้นมาได้เลยทีเดียว
"ขอบคุณนะ!"
"ขอบคุณ"
พวกเธอเอ่ยขอบคุณออกมาพร้อมกัน น้ำเสียงเต็มเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจอย่างแท้จริง
ลู่หลีอันปรายตามมองพวกเธอด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
คิดไม่ถึงเลยว่า การตัดสินใจอันเล็กน้อยของตัวเอง จะสามารถทำให้พวกเธอดีใจได้ขนาดนี้
เขาลุกขึ้นนั่งบนเตียง ไม่รอช้าอีกต่อไป
"รีบไปเขียนซะ"
ภายในห้องพักอาจารย์รับเชิญแห่งนี้ ไม่ได้ขาดแคลนกระดาษกับปากกาเลย
ลู่หลีอันค้นหาสมุดบันทึกที่ยังไม่ได้แกะซีลกับปากกาลูกลื่นสองด้าม ออกมาจากลิ้นชักโต๊ะทำงานได้อย่างรวดเร็ว
สองสาวรับกระดาษกับปากกาไป แล้วก็แยกย้ายกันไปตามมุมห้อง เริ่มก้มหน้าก้มตาเขียนข้อความสุดท้ายที่พวกเธอจะทิ้งไว้ให้กับโลกที่ไม่รู้จักใบนี้อย่างตั้งใจ
"เจียงเจาอวี๋ หอพักของเธอฉันรู้แล้ว" ลู่หลีอันถามขึ้นขณะกำลังสวมเสื้อผ้า "กู้จวินเหลียน แล้วของเธอล่ะ?"
"ชั้นสี่ ห้อง 416"
กู้จวินเหลียนไม่ได้เงยหน้าขึ้น เพียงแค่ตอบกลับมาเสียงเบา
ไม่นาน จดหมายสองฉบับที่แบกรับความห่วงหาและคาดหวังทั้งหมดของพวกเธอ ก็ถูกพับอย่างเรียบร้อยและส่งมาถึงมือของลู่หลีอัน
"ขอบคุณนะ"
พวกเธอเอ่ยปากขอบคุณอย่างจริงใจอีกครั้ง
ลู่หลีอันรับจดหมายสองฉบับที่ยังมีอุณหภูมิจากปลายนิ้วของพวกเธอหลงเหลืออยู่มา โดยไม่ได้พูดอะไรให้มากความอีก
"ฉันจะออกไปทำธุระเดี๋ยวนี้แหละ"
เขาทิ้งคำพูดไว้แค่นี้ เงาร่างก็กะพริบไหวหายลับไปจากหน้าประตู
เปิดใช้งาน [ก้าววายุ] ความเร็วของเขาพุ่งทะยาน
หอพักหญิงที่ 1 ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า
ลู่หลีอันมาถึงหอพักของเจียงเจาอวี๋และกู้จวินเหลียนอย่างคุ้นเคย เขานำจดหมายสองฉบับนั้น ไปวางไว้ในตำแหน่งที่สะดุดตาที่สุดบนโต๊ะหนังสือของพวกเธอแต่ละคน แถมยังเอากระบอกน้ำมาทับมุมกระดาษจดหมายเอาไว้อย่างระมัดระวัง
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จ เขาก็ไม่รั้งรออยู่เลยแม้แต่น้อย ร่างกายกลายเป็นภาพติดตาอีกครั้ง และหายลับไปที่สุดปลายโถงทางเดิน
เมื่อลู่หลีอันกลับมาถึงห้องพักในหอพักอาจารย์อีกครั้ง เวลาก็ยังไม่ถึงพลบค่ำ
สองสาวกำลังนั่งรอเขาอยู่ในห้องนั่งเล่นอย่างเงียบๆ
"เป้าหมายต่อไป" ลู่หลีอันไม่ปล่อยให้พวกเธอได้มีเวลาพักหายใจ ประกาศแผนการเดินทางต่อไปทันที "สถาบันภาษาต่างประเทศ"
ถึงแม้เจียงเจาอวี๋และกู้จวินเหลียนจะไม่รู้ว่าลู่หลีอันจะไปที่นั่นทำไม แต่ในเมื่อตัดสินใจไปแล้ว ก็ย่อมไม่มีคำถามอะไรให้มากความอีก
...
ค่ำคืนนั้น ลู่หลีอันใช้คะแนนไปแลกผักสดมาหลายชนิดจากระบบร้านค้า
บวกกับเนื้อกระป๋องที่ค้นหามาได้ก่อนหน้านี้
ในห้องครัว ก็มีกลิ่นหอมของการผัดอาหารที่ชวนให้น้ำลายสอลอยออกมารวดเร็ว
ลู่หลีอันรู้ดีว่า ทันทีที่ออกจากมหาวิทยาลัยที่คุ้นเคยแห่งนี้ และเหยียบย่างเข้าสู่เส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังเป้าหมายใหม่ หลังจากนี้ไปอีกนานแสนนาน พวกเขาคงไม่มีโอกาสได้กินอาหารร้อนๆ อร่อยๆ แบบนี้อีกแล้ว
นี่จึงถือเป็น "อาหารมื้อสุดท้าย"
เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเพิ่งจะสาง
ในห้องนอน ลู่หลีอันตื่นขึ้นมาท่ามกลางสัมผัสอันอ่อนนุ่ม
พอลืมตาขึ้น เขาก็เห็นใบหน้าอันงดงามของเจียงเจาอวี๋ที่กำลังหลับสนิทถูกซูมเข้ามาใกล้ๆ
ไม่รู้ว่ากลิ้งมาอยู่ข้างกายเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ แถมเรียวขายาวๆ ข้างหนึ่ง ก็ยังพาดทับลงมาบนตัวเขาอย่างไม่มีการระวังตัวเลยอีกแล้ว
ลู่หลีอันขมวดคิ้ว
เขาขี้เกียจจะเก็บมาใส่ใจแล้ว ทำเพียงแค่ดันขาของเธอออกไปจากตัวด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก
"ออกเดินทางได้แล้ว"
เสียงของลู่หลีอันไม่ดังนัก แต่ก็มากพอที่จะปลุกเด็กสาวที่กำลังหลับสนิทให้ตื่นขึ้นมาได้เต็มตา
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เมื่อแสงแดดแรกของยามเช้าสาดส่องทะลุเส้นขอบฟ้า เงาร่างสามสายก็เดินทางออกจากฐานที่มั่นชั่วคราวที่พวกเขาอาศัยอยู่มาหลายวัน
พวกเขาเดินมุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่ลู่หลีอันวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อไปทางฝั่งตะวันตกของมหาวิทยาลัย เดินรับแสงแดดยามเช้าเข้าสู่การเดินทาง
แสงแดดยามเช้า สาดส่องปกคลุมมหาวิทยาลัยที่ตายจากไปแล้วแห่งนี้อย่างแผ่วเบาราวกับผ้ากอซสีทอง
ทว่าแสงสว่างอันอบอุ่นนี้ กลับไม่อาจขับไล่ความหนาวเหน็บที่ผสมปนเปไปด้วยกลิ่นอายแห่งความเน่าเปื่อยและคาวเลือดในอากาศไปได้เลย
เงาร่างสามสาย เดินลัดเลาะไปตามเงามืดของสิ่งปลูกสร้าง
บางทีอาจจะเป็นเพราะซอมบี้ส่วนใหญ่ถูกดึงดูดความสนใจไปที่สนามกีฬาและความเคลื่อนไหวทางฝั่งตะวันออกแล้ว ทางฝั่งตะวันตกของมหาวิทยาลัยจึงดูโล่งกว้างผิดปกติ
พวกเข้าพบเจอเพียงซอมบี้หลงฝูงแค่สองสามระลอก ซึ่งไม่จำเป็นต้องให้ลู่หลีอันลงมือเองด้วยซ้ำ ก็ถูกสองสาวที่คุ้นชินกับจังหวะการต่อสู้แล้วจัดการได้อย่างง่ายดาย
ไม่นานนัก กำแพงที่มีรอยด่างดำซึ่งกั้นระหว่างมหาวิทยาลัยกับโลกภายนอก ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขา
กำแพงไม่สูงนัก สูงแค่ประมาณสองเมตรกว่าๆ
บนกำแพง ยังคงมีรอยคราบเลือดสีน้ำตาลคล้ำที่แห้งกรังไปนานแล้วหลงเหลืออยู่ เห็นได้ชัดว่าในช่วงแรกของวันสิ้นโลก เคยมีคนจำนวนมากพยายามจะปีนข้ามกำแพงนี้ออกไป
ลู่หลีอันกระโดดขึ้นไปอย่างง่ายดาย ร่อนลงจอดบนกำแพงอย่างเงียบเชียบ
เขาสังเกตการณ์สถานการณ์ภายนอกกำแพงอย่างระมัดระวัง เมื่อยืนยันว่าปลอดภัยแล้ว ถึงได้พยักหน้าให้กับสองสาวที่อยู่ด้านล่าง
"ขึ้นมา"
เขายืนอยู่ด้านนอกกำแพง แล้วยื่นมือส่งไปให้สองสาวที่อยู่ด้านในกำแพง