- หน้าแรก
- ยุคสมัยของผมเริ่มขึ้นแล้ว ถึงแม้ไอดีจะบินไปแล้วก็ตาม
- บทที่ 23 แย่แล้ว การสะกดข่มทางสายเลือดของบัญชีรองลบล้างถูกเปิดเผยจนได้
บทที่ 23 แย่แล้ว การสะกดข่มทางสายเลือดของบัญชีรองลบล้างถูกเปิดเผยจนได้
บทที่ 23 แย่แล้ว การสะกดข่มทางสายเลือดของบัญชีรองลบล้างถูกเปิดเผยจนได้
คาฟก้ามองโหยวเหยียนด้วยความไม่อยากเชื่อ
ดวงตาที่มักจะแฝงรอยยิ้มอย่างไม่แยแสอยู่เสมอ บัดนี้เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
ลึกลงไปในรูม่านตาของเธอ มีประกายความสับสนวูบวาบขึ้นมาในชั่วขณะ
ในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ คำกระซิบวิญญาณของเธอสามารถทำให้คู่ต่อสู้เกิดอาการเหม่อลอยได้แม้เพียงวินาทีเดียว หากพวกเขาไม่ทันระวังตัว แม้จะเผชิญหน้ากับท่านนายพลเทพพยากรณ์แห่งสหพันธ์เซียนโจว หรือกลุ่มสิบคนหินขององค์กรสันติภาพแห่งดวงดาวก็ตาม
แต่เด็กหนุ่มตรงหน้าที่สวมเครื่องแบบซอมซ่อของรถไฟแอสทรัลเอ็กซ์เพรส กลับไม่แสดงอาการชะงักเลยแม้แต่น้อย แถมยังสวนกลับมาด้วยประโยคเดียวสั้นๆ!
"พี่สาว จะไปได้หรือยัง"
โหยวเหยียนเอนศีรษะพิงกำแพงโลหะอันเย็นเฉียบ
เขาจงใจหาวหวอดใหญ่ บีบน้ำตาจากปฏิกิริยาทางสรีรวิทยาออกมาสองหยดที่หางตา
"พรุ่งนี้เช้าผมยังต้องตื่นมาเช็ดหน้าต่างรถไฟแอสทรัลเอ็กซ์เพรสอีกนะ ไม่มีเวลามาเล่นเกมสะกดจิตกับพวกคุณหรอก"
หร่วนเหมยที่ยืนอยู่ด้านข้าง เห็นคาฟก้าหน้าแตก ก็ยกยิ้มเย็นชาที่มุมปากเล็กน้อย
มีดผ่าตัดสีฟ้าอมน้ำแข็งที่ปลายนิ้วของเธอเริ่มหมุนอีกครั้ง
ภาพลวงตาของดอกเหมยในอากาศรอบๆ ไม่เพียงแต่จะไม่จางหายไป แต่กลับชัดเจนยิ่งขึ้น โดยให้ขอบกลีบดอกไม้ที่คมกริบพุ่งเป้าไปที่จุดตายของคาฟก้าโดยตรง
"นักล่าสเตลลารอน ดูเหมือนลูกไม้ตื้นๆ ของพวกคุณจะใช้ไม่ได้ผลกับสถานีอวกาศแห่งนี้นะ"
น้ำเสียงของหร่วนเหมยแฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันและห่างเหิน
"ในขณะที่ฉันยังไม่เปลี่ยนใจ รีบเก็บแก๊สสะกดจิตไร้สาระของพวกคุณแล้วไสหัวไปซะ"
ซิลเวอร์วูล์ฟที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ หยุดรัวนิ้วลงบนเครื่องเล่นเกมพกพาของเธอ
เธอคายกากหมากฝรั่งในปากทิ้ง ดวงตาที่ถูกบดบังด้วยแว่นตากันลมเริ่มประเมินโหยวเหยียนผ่านกระแสข้อมูลเสมือนจริงอีกครั้ง
"คาฟก้า เด็กคนนี้มีอะไรผิดปกติ"
มีน้ำเสียงจริงจังที่หาได้ยากเจืออยู่ในคำพูดของซิลเวอร์วูล์ฟ
"เทอร์มินัลของฉันพิ่งจะลองสแกนสัญญาณชีพของเขา แต่ข้อมูลที่ตอบกลับมามีแต่โค้ดที่อ่านไม่ออกเต็มไปหมด"
"ฉันเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้กับคนแค่คนเดียวเท่านั้น"
คาฟก้าไม่สนใจคำเตือนของซิลเวอร์วูล์ฟ
เธอละทิ้งท่าทีเกียจคร้านและเย้ายวนบนใบหน้า ริมฝีปากสีแดงเม้มแน่นเป็นเส้นตรง
คำกระซิบวิญญาณของเธอไม่ใช่แค่การชี้แนะทางจิตวิทยาธรรมดาๆ แต่เป็นการแทรกแซงกฎเกณฑ์โดยอาศัยพลังแห่งเส้นทาง
มีเพียงสองกรณีเท่านั้นที่สามารถเมินเฉยต่อกฎข้อนี้ได้อย่างสมบูรณ์
หนึ่ง คือฝ่ายตรงข้ามครอบครองวัตถุหายากที่สามารถต่อต้านการแทรกแซงทางจิตได้ทั้งหมด
อีกกรณี... คือเส้นทางที่ฝ่ายตรงข้ามเดินอยู่นั้น มีสถานะที่เหนือกว่าและสามารถสะกดข่มเธอได้อย่างสมบูรณ์
คาฟก้าค่อยๆ ลดมือที่ใช้ร่ายคำกระซิบวิญญาณลง
เธอจ้องมองโหยวเหยียน พยายามหาช่องโหว่จากสีหน้าที่ไม่แยแสของเขา
โหยวเหยียนรู้สึกขนลุกซู่กับการจ้องมองของเธอ หนังศีรษะตึงเครียดขึ้นมาเป็นระลอกๆ
"ระบบ แนวป้องกันของแกมันจะไม่มากเกินไปหน่อยเหรอ"
เขาตะโกนอย่างบ้าคลั่งในใจ
"สายตาผู้หญิงคนนี้มันผิดปกติ เธอต้องสังเกตเห็นอะไรแน่ๆ!"
[คำเตือน: เพื่อหักล้างการแทรกแซงกฎเกณฑ์ของคำกระซิบวิญญาณระดับสูง ระบบนี้ได้เรียกใช้โค้ดพื้นฐาน 'ลบล้าง' เลเวลสูงสุดสำหรับการป้องกันแบบติดตัวโดยอัตโนมัติ]
"โค้ดพื้นฐานลบล้างเนี่ยนะ!"
โหยวเหยียนแทบจะกระอักเลือดออกมา
"บ้าเอ๊ย! ตัวคาฟก้าเองก็เดินบนเส้นทางลบล้าง การใช้โค้ดลบล้างไปป้องกันเธอมันก็เหมือนไปรำง้าวต่อหน้ากวนอูนั่นแหละ มันไม่ได้ผลหรอก!"
[คำเตือน: ระหว่างการทำงานของโค้ดพื้นฐาน พลังแห่งเส้นทางจำนวนเล็กน้อยจะหลุดรอดออกไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้]
เสียงเครื่องจักรของระบบเพิ่งจะจางหายไป
โหยวเหยียนรู้สึกถึงออร่าที่ไม่อาจบรรยายได้ซึมซาบออกมาจากส่วนลึกของไขกระดูกทีละสาย
มันไม่ใช่ความมีเหตุผลของปัญญา และไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยวของการทำลายล้าง
แต่มันคือความสูญสิ้นอันลึกล้ำ ราวกับสามารถลบล้างความหมายทั้งหมดได้
มันเหมือนกับความว่างเปล่าอันสัมบูรณ์ก่อนที่จักรวาลจะถือกำเนิดขึ้น หนาวเหน็บ โดดเดี่ยว ไร้ซึ่งกาลเวลาและมิติ
แม้ว่าออร่านี้จะอ่อนแรงจนแทบจะมองข้ามได้ และไม่ทำให้ฝุ่นผงในอากาศสั่นไหวด้วยซ้ำ
แต่สำหรับคาฟก้า นักล่าสเตลลารอนผู้เดินอยู่บนเส้นด้ายระหว่างความเป็นและความตายมานานปี
ออร่านี้กลับสว่างเจิดจ้ายิ่งกว่าการระเบิดของดวงดาวเสียอีก!
ลมหายใจของคาฟก้าสะดุดกะทันหัน
รองเท้าส้นสูงสีแดงไวน์คู่นั้นถอยหลังไปครึ่งนิ้วบนพื้นโดยไม่รู้ตัว
นักล่าที่ปกติจะสง่างามและเยือกเย็น บัดนี้กลับสั่นสะท้านเล็กน้อยตามสัญชาตญาณที่ไม่อาจควบคุมได้
นั่นคือการสะกดข่มอย่างสมบูรณ์ซึ่งมีจุดกำเนิดมาจากส่วนลึกของสายเลือด จากจุดเริ่มต้นของเส้นทาง!
เธอคุ้นเคยกับออร่าลบล้างนี้ดีเกินไปแล้ว
คุ้นเคยจนมันสลักลึกลงในจิตวิญญาณ หลอมรวมเข้าไปในกระดูกและสายเลือด และกลายเป็นสาเหตุเดียวของ "ความกลัว" ที่เธอสามารถสัมผัสได้ในจักรวาลนี้
หายนะระดับดวงดาวที่เพียร์พอยต์ในครั้งนั้น
ท้องฟ้าเต็มไปด้วยซากปรักหักพังของยานรบข้ามดวงดาวที่ถูกฉีกกระชาก และลำแสงแห่งการล้างผลาญที่สว่างเจิดจ้าได้แผดเผาดาวเคราะห์ทั้งดวงจนกลายเป็นนรกบนดิน
เธอคิดว่าตัวเองคงต้องตายอยู่ที่นั่น
แต่แล้วผู้ชายคนนั้นก็ปรากฏตัวขึ้น
เขาไม่มีชื่อ ไม่มีอดีต แม้แต่ใบหน้าก็ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอก
เขาเพียงแค่มายืนอยู่ตรงหน้าเธอ
ออร่าลบล้างที่รุนแรงกว่าตอนนี้เป็นพันเท่า ปะทุออกมาจากร่างของเขา
ออร่านั้นกลืนกินผลกระทบจากเทพดาราที่มากพอจะทำลายล้างกาแล็กซีไปอย่างสมบูรณ์ และกลืนกินการคงอยู่ของตัวเขาเองไปด้วย
เขาใช้ชีวิตของตัวเองเพื่อแลกกับโอกาสให้เธอได้เดินร่อนเร่ในจักรวาลนี้ต่อไป
และมันทำให้เธอ นักล่าที่แต่เดิมไม่รู้ว่า "ความกลัว" คืออะไร ได้ลิ้มรสความรู้สึกของการสูญเสียเป็นครั้งแรก
"เป็นไปไม่ได้..."
คาฟก้าพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงแฝงความสั่นเครือเล็กน้อยที่แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่ทันสังเกต
ในจักรวาลนี้ นอกจากผู้นำทางที่กลายเป็นความว่างเปล่าไปแล้วนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนที่สองครอบครองออร่าลบล้างที่บริสุทธิ์และอยู่ในระดับสูงเช่นนี้!
หร่วนเหมยสังเกตเห็นความผิดปกติของคาฟก้าได้อย่างเฉียบขาด
เธอหรี่ตาลงเล็กน้อย สายตากวาดมองสลับไปมาระหว่างคาฟก้าและโหยวเหยียน
"อะไรกัน นักล่าสเตลลารอนผู้สง่างาม ถูกพนักงานรับจ้างของรถไฟแอสทรัลเอ็กซ์เพรสทำให้กลัวจนสติแตกเลยเหรอ"
น้ำเสียงของหร่วนเหมยแฝงการดูถูกอย่างไม่ปิดบัง แต่มีดผ่าตัดที่ปลายนิ้วกลับถูกกำแน่นขึ้น
โหยวเหยียนกำลังร้องโหยหวนอยู่ในใจ
ไอ้ระบบบ้าเอ๊ย หาเรื่องใส่ตัวเก่งนักนะ!
เขาพยายามดิ้นรนเพื่อระงับออร่าที่หลุดรอดออกมา แต่พลังแห่งลบล้างก็เหมือนม้าป่าที่หลุดออกจากบังเหียน อยู่เหนือการควบคุมของร่างกาย "พนักงานชั่วคราว" ของเขาอย่างสิ้นเชิง
คาฟก้าไม่สนใจคำเยาะเย้ยของหร่วนเหมย
ดวงตาของเธอถูกตอกไว้ที่โหยวเหยียน ราวกับต้องการมองทะลุเครื่องแบบซอมซ่อตัวนั้น และเพ่งมองเข้าไปในจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่ลึกภายในตัวเขา
เบ้าตาของเธอแดงระเรื่อเล็กน้อย ปอยผมสีแดงไวน์ที่เคยเกล้าไว้อย่างเรียบร้อยร่วงหล่นลงมาแนบแก้มที่ซีดเซียว
"เคร้ง"
เสียงโลหะกระทบพื้นดังกังวานเป็นพิเศษในทางเดินที่เงียบสงัด
ปืนกลมือในมือของคาฟก้า ซึ่งเธอเล่นมันมานานหลายปีและไม่เคยปล่อยให้หลุดมือ แม้แต่ตอนเผชิญหน้ากับผู้พิทักษ์ของเทพดารา
เลื่อนหลุดจากปลายนิ้วของเธออย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย และร่วงหล่นลงบนพื้นโลหะอันเย็นเฉียบ
ซิลเวอร์วูล์ฟหันขวับ มองคู่หูของเธอด้วยความตกตะลึงผ่านแว่นตากันลม
"คาฟก้า เกิดอะไรขึ้นกับเธอน่ะ"
เธอไม่เคยเห็นคาฟก้าดูสับสนวุ่นวายขนาดนี้มาก่อนเลย
แม้ว่าตอนจบที่เลวร้ายที่สุดจะถูกเขียนไว้ในบทละครของเอลิโอ เธอก็มักจะเผชิญหน้ากับมันด้วยรอยยิ้มอย่างไม่แยแสเสมอ
แต่ตอนนี้ นักล่าผู้สง่างามคนนี้กลับไม่สามารถแม้แต่จะจับอาวุธในมือไว้ได้
คาฟก้าดูเหมือนจะไม่ได้ยินเสียงของซิลเวอร์วูล์ฟ
เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีม่วงที่เคยสะกดทุกสรรพชีวิต บัดนี้กำลังหดเกร็งอย่างรุนแรง
สายตาของเธอทะลวงผ่านบาเรียสีฟ้าอมน้ำแข็งของหร่วนเหมย
เมินเฉยต่อภาพลวงตาดอกเหมยที่คมกริบจนสามารถตัดผ่านเกราะยานรบได้
เธอจ้องมองโหยวเหยียนที่ยืนพิงกำแพงตรงมุมห้องอย่างโหยหาและแน่วแน่