- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นคุณชายอัจฉริยะ พร้อมระบบกอบกู้ความเสียใจ
- บทที่ 33 - เบิกเนตร
บทที่ 33 - เบิกเนตร
บทที่ 33 - เบิกเนตร
บทที่ 33 - เบิกเนตร
ผ่านไปหลายวัน หลินเจิ้นหนานก็เดินทางกลับมาตามกำหนดการ ภายในบ้านเต็มไปด้วยความครึกครื้น คุณนายหวังเคยบ่นกับหลินเจิ้นหนานหลายครั้งแล้วว่าไม่อยากให้เขาไปคุมขบวนสินค้าอีก เพราะการออกเดินทางแต่ละครั้งล้วนเต็มไปด้วยอันตราย แต่หลินเจิ้นหนานยังคงหลงใหลในยุทธภพ เพื่อนฝูงที่เขาคบหาส่วนใหญ่ก็เป็นชาวยุทธ์ เขามักจะเล่าเรื่องราวการเดินทางในยุทธภพของเขาให้หลี่เจี๋ยฟังด้วยความภาคภูมิใจอยู่เสมอ
หลี่เจี๋ยไม่ได้แสดงความเห็นอะไรเกี่ยวกับการโอ้อวดของหลินเจิ้นหนาน โดยไม่รู้เลยว่าพวกที่เรียกว่าชาวยุทธ์ที่เขาคบหาด้วยนั้น จริงๆ แล้วไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย ส่วนใหญ่ก็แค่คนธรรมดาๆ ที่เข้ามาตีสนิทก็เพราะเห็นว่าเขามีเงิน ยามสุขก็ดีต่อกัน ยามทุกข์ก็ต่างคนต่างไป
ระหว่างทานมื้อค่ำ หลี่เจี๋ยก็ถือโอกาสพูดถึงความต้องการที่จะเรียนหนังสือ หลินเจิ้นหนานนิ่งเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะลูบเคราและพูดช้าๆ ว่า "ผิงจือ ทำไมเจ้าถึงอยากเรียนหนังสือล่ะ? ตระกูลหลินของเราก็พอมีชื่อเสียงในยุทธภพฟูเจี้ยน ทำไมเจ้าไม่คิดจะสืบทอดวิทยายุทธ์ประจำตระกูล แต่กลับอยากไปเรียนตำราอะไรพวกนั้นล่ะ?"
"ลูกอยากสอบจอหงวนเป็นขุนนางใหญ่ จะได้ปกป้องพวกท่านได้ แล้วยังได้สร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลอีกด้วย อีกอย่าง การเรียนหนังสือกับการฝึกวรยุทธ์ก็ไม่ได้ขัดแย้งกัน ลูกสามารถทำควบคู่กันไปได้แน่นอน" หลี่เจี๋ยพูดด้วยสีหน้ามุ่งมั่น
"เหลวไหล! ไม่รู้หรือไงว่าจับปลาสองมือมันไม่ได้ดีสักอย่าง? การสอบจอหงวนมันง่ายนักหรือไง? เจ้าไม่เห็นพวกบัณฑิตหลายคนที่สอบจนผมหงอกก็ยังเป็นได้แค่ถงเซิง สอบเป็นซิ่วไฉยังไม่ได้เลย จะเรียนไปทำไม?" หลินเจิ้นหนานพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
เมื่อเห็นหลินเจิ้นหนานไม่เห็นด้วย หลี่เจี๋ยก็ยิ้มออก เขาเข้าใจความไม่พอใจของพ่อดี เพราะบรรพบุรุษตระกูลหลินทั้งสามรุ่นล้วนเป็นชาวยุทธ์ จู่ๆ ลูกชายก็ลุกขึ้นมาบอกว่าจะเรียนหนังสือสอบจอหงวน คงรับไม่ได้ในทันที
"ต่อให้ชาวยุทธ์จะเก่งกาจแค่ไหน ก็ต้องยอมสยบให้ทางการ วรยุทธ์ล้ำเลิศแค่ไหนก็สู้คนเป็นร้อยไม่ได้หรอก ในสายตาทางการก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไร"
"ท่านพ่อเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ทุกอาชีพล้วนต่ำต้อย มีเพียงการศึกษาเท่านั้นที่สูงส่ง ไหมขอรับ? แม้ลูกจะไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้นัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในสายตาคนทั่วไป บัณฑิตมีสถานะที่สูงส่งกว่า"
"อีกอย่าง ตอนที่ลูกเรียนหนังสือ ลูกก็จะไม่ทิ้งการฝึกวรยุทธ์ประจำตระกูล ท่านพ่อคอยทดสอบลูกเป็นประจำก็ได้"
เมื่อเห็นว่าหลินเจิ้นหนานยังคงนิ่งเฉย หลี่เจี๋ยจึงพูดต่อ "งั้นเรามาทำข้อตกลงกัน 5 ปี ถ้าภายใน 5 ปี ลูกยังไม่สามารถประสบความสำเร็จในการสอบเคอจวี่ได้ ลูกก็จะทุ่มเทให้กับการฝึกวรยุทธ์เพียงอย่างเดียว ไม่คิดอย่างอื่นอีก"
หลังจากนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง หลินเจิ้นหนานก็พยักหน้าช้าๆ ในมุมมองของเขา อีก 5 ปี หลินผิงจือก็เพิ่งจะอายุ 10 ขวบ ยังมีเวลาให้เริ่มต้นใหม่ได้สบายๆ อีกอย่าง พอโตขึ้นอีกนิด เขาก็จะถ่ายทอดวิชาเพลงกระบี่ปราบมารให้ ซึ่งวิชานี้ที่ท่านปู่หลินหย่วนถูคิดค้นขึ้นมาเป็นวิชาที่เรียนรู้ได้เร็วอยู่แล้ว ตอนหนุ่มๆ พอเขาเห็นตัวอักษร 8 ตัวแรกที่เขียนไว้ว่า 'หากต้องการฝึกวิชานี้ ต้องตอนตัวเองก่อน' เขาก็ทำใจเฉือนไม่ลง แต่คราวนี้ที่ผิงจือล้มป่วยจนเส้นปราณได้รับความเสียหาย ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ฝึกวิชานี้
เมื่อเห็นหลินเจิ้นหนานพยักหน้าตกลง หลี่เจี๋ยก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับความพยายามของเขาแล้ว ด้วยความที่เขาเป็นคนเรียนเก่งอยู่แล้ว บวกกับพรสวรรค์ที่ระบบมอบให้ในครั้งนี้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะเรียนไม่ดี
หลายวันต่อมา หลินเจิ้นหนานก็ออกตระเวนหาอาจารย์ชื่อดังมาสอนหลี่เจี๋ย แต่ก็น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจ คนที่มีความรู้ความสามารถก็มุ่งมั่นกับการสอบเคอจวี่ ไม่สนใจจะมาสอนเด็กเล็กๆ ส่วนคนที่เปิดโรงเรียนสอนอยู่แล้วก็ไม่มีเวลามาสอน สุดท้ายก็มีคนแนะนำเขาว่า การสอนเด็กเริ่มเรียนไม่จำเป็นต้องเรื่องมากขนาดนั้นหรอก รอให้เรียนรู้พื้นฐานเสร็จก่อนค่อยไปจ้างอาจารย์เก่งๆ มาสอนก็ยังไม่สาย สุดท้ายหลินเจิ้นหนานก็ยอมถอย เขาเลือกบัณฑิตชราคนหนึ่งจากรายชื่อผู้สมัคร ซึ่งเป็นซิ่วไฉที่มารับจ้างสอนเพราะความจำเป็นเรื่องเงินทอง
วันรุ่งขึ้น หลินเจิ้นหนานก็พาท่านเฉียนซิ่วไฉมาที่บ้าน ระหว่างทางก็เล่าประวัติคร่าวๆ ของหลี่เจี๋ยให้ฟัง แม้หลี่เจี๋ยจะอ่านภาษาจีนโบราณออก แต่พอต้องมาใช้ตัวอักษรจีนตัวเต็ม เขาก็ต้องปรับตัวอยู่บ้าง ในสายตาคนอื่น ตอนนี้เขาก็เป็นแค่เด็กที่ไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวเดียว
"ผิงจือ ข้าขอแนะนำให้รู้จัก นี่คือท่านเฉียนซิ่วไฉ ต่อไปนี้ท่านจะเป็นคนสอนให้เจ้าอ่านออกเขียนได้ จงตั้งใจเรียนล่ะ" หลินเจิ้นหนานกำชับหลี่เจี๋ยอย่างจริงจัง
"สวัสดีครับท่านอาจารย์ ศิษย์ชื่อหลินผิงจือ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ" หลี่เจี๋ยโค้งคำนับพร้อมกับประสานมือคารวะ
ท่านเฉียนซิ่วไฉพยักหน้ารับเบาๆ จากนั้นหลินเจิ้นหนานก็พาทั้งสองคนไปยังห้องหนังสือที่เพิ่งปรับปรุงใหม่ ซึ่งมีอุปกรณ์เครื่องเขียนครบครัน ตรงกลางห้องมีโต๊ะหนังสือไม้ฮวาหลีสีเหลือง บนโต๊ะมีกระบอกใส่พู่กันหลากหลายรูปแบบและแท่นฝนหมึกชั้นดี กระดาษที่ใช้ก็เป็นกระดาษเซวียนจื่อชั้นยอด พู่กันก็เป็นพู่กันหูโจวที่เลื่องชื่อลือนามไปทั่วหล้า
ท่านเฉียนซิ่วไฉมองดูรอบๆ แล้วก็มีแววตาเป็นประกาย พยักหน้าด้วยความพอใจกับสภาพแวดล้อมที่นี่ จากนั้นหลินเจิ้นหนานก็ขอตัวออกจากห้องหนังสือไป ปล่อยให้ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันตามลำพัง
"ข้าได้รับเชิญมาสอนเจ้า ทุกเช้าเวลาซื่อ (9:00 น. ถึง 11:00 น.) ข้าจะสอนเจ้าหนึ่งชั่วยาม และช่วงบ่ายเวลาเว่ย (13:00 น. ถึง 15:00 น.) อีกหนึ่งชั่วยาม รวมเป็นวันละสองชั่วยาม เจ้าต้องเตรียมตัวให้พร้อม" ท่านเฉียนซิ่วไฉลูบเคราและกล่าวอย่างช้าๆ
"ศิษย์รับทราบครับ ไม่ทราบว่าเราจะเริ่มเรียนจากเรื่องอะไรก่อนครับ"
"การสอนเด็กเล็กในราชวงศ์หมิงส่วนใหญ่จะเริ่มจากคัมภีร์ 'ซานจื้อจิง', 'ไป่เจียซิ่ง', 'เชียนจื้อเหวิน' เราจะเริ่มจากซานจื้อจิงก่อน วันนี้เราจะเริ่มเรียนกันเลย"
...
"คนเราเกิดมา ล้วนมีนิสัยดีงามโดยกมลสันดาน นิสัยนั้นใกล้เคียงกัน แต่สภาพแวดล้อมทำให้แตกต่างกัน หากไม่ได้รับการสั่งสอน นิสัยก็จะเปลี่ยนไป วิธีการสอนที่สำคัญคือต้องมีความมุ่งมั่น ในอดีต มารดาของเมิ่งจื่อเลือกที่อยู่ใกล้โรงเรียน เมื่อลูกไม่ยอมเรียน นางก็ตัดหูกทอผ้าเพื่อสั่งสอน"
...
หลังจากสอนจบ ท่านเฉียนซิ่วไฉก็เขียนลงบนโต๊ะทีละขีดทีละเส้น แล้วอธิบายความหมายที่แฝงอยู่อย่างละเอียดทีละประโยค
ในการศึกษาแบบดั้งเดิม แม้คัมภีร์ซานจื้อจิงจะดูเข้าใจง่าย แต่แท้จริงแล้วมันครอบคลุมทั้งดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ กษัตริย์ในอดีต ปราชญ์โบราณ และอื่นๆ อีกมากมาย แก่นแท้ของแนวคิดขงจื๊อล้วนแฝงอยู่ในนี้ เป็นการรวบรวมความรู้จากคัมภีร์ ปวศ. ปรัชญา และวรรณกรรมเข้าด้วยกัน ซึ่งถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในการสอนเด็กเล็กตามท้องถิ่นต่างๆ
หลี่เจี๋ยรู้สึกตั้งตารอคอยการเรียนการสอนในสมัยโบราณมาก ตอนแรกเขาคิดว่าอาจารย์จะสอนแบบแข็งทื่อ ให้เด็กท่องจำซ้ำๆ จนกว่าจะจำความหมายได้ แต่ทว่าการสอนของท่านเฉียนซิ่วไฉกลับไม่เป็นเช่นนั้น เขามักจะสอดแทรกเรื่องราวของบุคคลหรือเหตุการณ์สำคัญๆ ที่กล่าวถึงในคัมภีร์ซานจื้อจิงเข้าไปด้วย เล่าเรื่องอย่างเป็นธรรมชาติ แต่การยกเหตุผลมาอ้างอิงนั้นล้วนเป็นภาษาโบราณ หากหลี่เจี๋ยไม่มีความรู้ด้านภาษาโบราณอยู่บ้างก็คงตามไม่ทัน สำหรับเด็กเล็กทั่วไปแล้ว คงเหมือนกับการฟังภาษาต่างดาวเลยทีเดียว
เนื้อหาที่ท่านซุนซิ่วไฉสอน หลี่เจี๋ยที่อยู่ในโลกหลักก็จำได้ขึ้นใจอยู่แล้ว
"ท่านอาจารย์ ข้าจำได้หมดแล้ว ขอรับ ตัวอักษรก็รู้จักแล้ว เราไปเรียนบทต่อไปกันเลยดีไหมขอรับ"
"อะไรนะ! เด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้ากล้าพูดจาเลื่อนเปื้อนเชียวรึ!" ท่านซุนซิ่วไฉได้ยินคำพูดของหลี่เจี๋ยก็ไม่เชื่อ แถมยังโกรธจัดอีกต่างหาก
"ท่านอาจารย์ลองทดสอบข้าดูสิขอรับ หากข้าตอบไม่ได้ ข้ายอมรับโทษทุกประการ!"
เมื่อกี้ท่านซุนซิ่วไฉเพิ่งจะสอนถึงท่อน 'เลี้ยงลูกแต่ไม่สั่งสอน เป็นความผิดของพ่อ สอนแต่ไม่เข้มงวด เป็นความเกียจคร้านของครู' รวม 50 คำ เมื่อได้ยินคำโอ้อวดของหลี่เจี๋ย เขาก็รู้สึกไม่อยากจะเชื่อ คิดว่าหลี่เจี๋ยกำลังล้อเล่นกับเขา จึงรู้สึกโมโหมาก
หลังจากทดสอบความรู้ของหลี่เจี๋ย ท่านซุนซิ่วไฉก็ตกตะลึงไปเลย! ผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็ยังคงไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า จากนั้นเขาก็ไปเรียกหลินเจิ้นหนานมาถามว่า หลี่เจี๋ยเคยเรียนซานจื้อจิงมาก่อนหน้านี้หรือไม่ พอได้รับคำปฏิเสธจากหลินเจิ้นหนาน เขาก็นิ่งเงียบไปพักใหญ่
เมื่อทดสอบซ้ำอีกครั้ง หลี่เจี๋ยก็ยังตอบได้อย่างคล่องแคล่วและไม่มีผิดพลาดเลย จากนั้นเขาก็พูดกับหลินเจิ้นหนานด้วยความตื่นเต้นว่า "อัจฉริยะ! นี่มันอัจฉริยะชัดๆ! นายท่านหลิน คุณชายของท่านเป็นเด็กที่ฉลาดที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเจอมาในชีวิต ข้าจะตั้งใจสั่งสอนเขาอย่างเต็มที่!"
เมื่อหลินเจิ้นหนานได้ยินคำชมจากท่านซุนซิ่วไฉ เขาก็ยิ้มจนหุบปากไม่ลง ตอนนี้เขาเริ่มจะเชื่อแล้วว่าหลี่เจี๋ยน่าจะประสบความสำเร็จในการสอบเคอจวี่ได้จริงๆ
...
เมื่อการสอนของวันนั้นจบลง ก่อนที่ท่านซุนซิ่วไฉจะกลับ เขาหยุดยืนนิ่ง แล้วพูดกับหลี่เจี๋ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "จงจำไว้ว่าความขยันหมั่นเพียรคือรากฐานสำคัญ ตื่นเช้ามาทบทวนบทเรียนสามครั้งเท่ากับการทำงานหนึ่งวัน ข้าหวังว่าเจ้าจะมีความมุ่งมั่นและไม่ทิ้งขว้างพรสวรรค์ของตัวเองนะ"
(จบแล้ว)