- หน้าแรก
- วิถีเซียนเตาหลอมกลืนสวรรค์
- บทที่ 58 - สำนักเจ็ดขุมอันแสนประหลาด
บทที่ 58 - สำนักเจ็ดขุมอันแสนประหลาด
บทที่ 58 - สำนักเจ็ดขุมอันแสนประหลาด
บทที่ 58 - สำนักเจ็ดขุมอันแสนประหลาด
"เอ่อ... ก็ได้ขอรับ!" จูฮั่นเวยไม่ได้ปฏิเสธอีก เขากัดฟันตอบตกลงไปในที่สุด
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ซูสือเอ้อร์เคยช่วยชีวิตเขาไว้ แค่ความประทับใจในฝีมือของซูสือเอ้อร์ที่เขามี ก็ทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีระดับพลังแค่นี้แน่ๆ
"ภารกิจนี้ พวกเราขอรับ!" ซูสือเอ้อร์หันไปมองผู้ฝึกตนหน้าเหลี่ยมที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
"รบกวนศิษย์พี่ทั้งสองแสดงป้ายประจำตัวด้วยขอรับ!" ผู้ฝึกตนหน้าเหลี่ยมทำหน้าตึง มองทั้งสองด้วยสายตาราวกับมองคนตาย
ในสายตาเขา ด้วยระดับพลังบำเพ็ญเพียรของซูสือเอ้อร์และจูฮั่นเวย การไปทำภารกิจนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการไปรนหาที่ตาย
ในเมื่อเตือนแล้วไม่ฟัง จะพูดอะไรไปก็เปล่าประโยชน์!
หลังจากตรวจสอบป้ายประจำตัวของทั้งสองแล้ว เขาก็ยื่นป้ายภารกิจที่มีหมายเลขกำกับพร้อมกับแผนที่แผ่นหนึ่งให้ซูสือเอ้อร์
"หลังจากทำภารกิจสำเร็จแล้ว ศิษย์พี่ทั้งสองสามารถนำป้ายภารกิจนี้มาขึ้นรับรางวัลได้เลยขอรับ!"
"ขอบใจมาก!" ซูสือเอ้อร์รับป้ายภารกิจมา กล่าวขอบคุณสั้นๆ แล้วพาจูฮั่นเวยเดินจากไป
...
เทือกเขาชางซานเป็นเทือกเขาที่ใหญ่ที่สุดในเขตแคว้นจ้าว ที่นี่มีภูเขาสลับซับซ้อนทอดตัวยาวนับหมื่นลี้
พื้นที่แถบนี้มีเมืองใหญ่น้อยและขุมกำลังผู้บำเพ็ญเพียร ตลอดจนตระกูลต่างๆ กระจายตัวอยู่ทั่วไป
แต่ละขุมกำลังผู้บำเพ็ญเพียรก็มีอาณาเขตเป็นของตนเอง โดยมีเหล่าปุถุชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น เป็นแหล่งทรัพยากรบุคคลสำคัญในการเพิ่มพูนกำลังคนให้แก่ขุมกำลังผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลาย
เหล่าปุถุชนได้รับการคุ้มครองจากผู้บำเพ็ญเพียร และก็ต้องพึ่งพาอาศัย รับใช้ผู้บำเพ็ญเพียรในรูปแบบต่างๆ เป็นการตอบแทน
และในบรรดาขุมกำลังผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านี้ สำนักอวิ๋นเกอที่ซูสือเอ้อร์สังกัดอยู่ ก็เป็นเพียงสำนักระดับกลางค่อนไปทางต่ำเท่านั้น
เมืองหลีหนาน ตั้งอยู่สุดขอบอาณาเขตของสำนักอวิ๋นเกอ เป็นเขตพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การปกครองร่วมกันระหว่างสำนักอวิ๋นเกอและสำนักขุมกำลังข้างเคียงที่ชื่อว่า สำนักอินทรีโลหิต
ทางทิศตะวันตกของเมืองหลีหนาน บนถนนที่คึกคักที่สุด มีคฤหาสน์ขนาดใหญ่กินพื้นที่หลายหมู่ ประตูสีแดงชาดบานใหญ่ปิดสนิท ด้านบนมีป้ายแขวนอักษร 'คฤหาสน์สกุลหลิน' ติดอยู่
วันนี้ ที่หน้าประตูแห่งนี้ มีชายหนุ่มรูปร่างอ้วนคนหนึ่งและผอมคนหนึ่งมาปรากฏตัวขึ้น
พวกเขาคือซูสือเอ้อร์และจูฮั่นเวยที่เดินทางมาไกลนั่นเอง!
"ศิษย์พี่สือเอ้อร์ ที่นี่แหละขอรับ คฤหาสน์ของเจ้าสำนักเจ็ดขุม"
"สำนักเจ็ดขุมนี้ เป็นหนึ่งในสองขุมกำลังหลักของเมืองหลีหนานที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของสำนักอวิ๋นเกอของพวกเราขอรับ พวกเขามีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในเมืองหลีหนาน และรวบรวมทรัพยากรฝึกฝนส่งให้สำนักขอรับ!"
จูฮั่นเวยชี้ไปที่ประตูบานใหญ่ตรงหน้า หันไปอธิบายให้ซูสือเอ้อร์ฟังอย่างรวดเร็ว
"อืม! ไปเคาะประตูก่อน เข้าไปดูลาดเลากันเถอะ!" ซูสือเอ้อร์หรี่ตา กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
จูฮั่นเวยรู้สึกหวั่นใจอยู่บ้าง แต่ในเมื่อตามมาถึงที่นี่แล้ว จะถอยตอนนี้ก็คงไม่ทัน
เขาพยักหน้ารับ รีบเดินเข้าไปเคาะประตูเสียงดังลั่น
ไม่นาน ประตูก็แง้มออกเล็กน้อย เด็กรับใช้สวมชุดคลุมยาวสีน้ำเงินคนหนึ่งชะโงกหน้าออกมา
"พวกเจ้าเป็นใคร? หัดดูตาม้าตาเรือบ้างสิว่าที่นี่ที่ไหน! มาเคาะประตูเสียงดังปานนี้ รนหาที่ตายหรือไง?!"
เด็กรับใช้ทำหน้าหงุดหงิด เปิดปากก็สบถด่าทอเสียงดังลั่น
"ฮึ! เบิกตาหมาๆ ของเจ้าดูให้ดี คฤหาสน์สกุลหลินของพวกเจ้าต้อนรับแขกกันแบบนี้หรือ?" จูฮั่นเวยขมวดคิ้ว เอามือไพล่หลัง แผ่กลิ่นอายความน่าเกรงขามออกมา
ท่าทางนี้ ทำเอาเด็กรับใช้คนนั้นถึงกับสะดุ้งตกใจ "แขก?! พวก... พวกท่านคือท่านเซียนจากสำนักอวิ๋นเกอหรือขอรับ?!"
เด็กรับใช้รีบกวาดตามองการแต่งกายของจูฮั่นเวย จากนั้นก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ รีบเปิดประตูให้กว้างขึ้น
วินาทีต่อมา เขาก็คุกเข่าลงกับพื้นตัวสั่นงันงก "ท่านเซียนโปรดอภัย ผู้น้อยมีตาหามีแววไม่ขอรับ!"
จูฮั่นเวยทำหน้าตึง กะจะด่าทออีกสักสองสามประโยค แต่พอได้ยินเสียงกระแอมเบาๆ ของซูสือเอ้อร์ดังมาจากข้างหลัง เขาก็รีบแค่นเสียงเย็นแล้วพูดว่า "ไปเรียกเจ้าสำนักของพวกเจ้ามา บอกว่าคนเก็บส่วยจากสำนักอวิ๋นเกอมาแล้ว!"
"ท่านเซียนทั้งสองเชิญด้านในขอรับ ข้าน้อยจะไปเชิญท่านเจ้าสำนักมาเดี๋ยวนี้แหละขอรับ!" เด็กรับใช้รีบลุกขึ้นลนลาน รีบเชิญทั้งสองคนเดินเข้าไปในคฤหาสน์
ซูสือเอ้อร์และจูฮั่นเวยไม่ได้ปฏิเสธ เดินตามเด็กรับใช้เข้าไปในคฤหาสน์สกุลหลิน
คฤหาสน์สกุลหลินแห่งนี้มีกำแพงสูง กระเบื้องสีเขียว ทางเดินคดเคี้ยว เป็นลานเรือนสี่ทิศที่ดูหรูหรา กว้างขวาง และโอ่อ่าอลังการ
ตรงกลาง มีทางเดินปูหินกว้างขวางตรงไปยังโถงหลัก
ในอากาศ อบอวลไปด้วยไอเย็นยะเยือกจางๆ
"ศิษย์พี่สือเอ้อร์ ที่นี่มันดูประหลาดๆ อยู่นะขอรับ!"
พอเดินเข้ามา จูฮั่นเวยก็เผลอทำตัวสั่นเทา กระซิบข้างหูซูสือเอ้อร์
"อ้อ? ยังไงล่ะ!" ซูสือเอ้อร์ถามเรียบๆ
"คฤหาสน์สกุลหลินนี่ก็ถือเป็นหนึ่งในสองขุมกำลังใหญ่ของเมืองหลีหนานเชียวนะขอรับ ประตูใหญ่ปิดสนิทก็ว่าไปอย่าง แต่ทำไมในคฤหาสน์ถึงได้เงียบเชียบจนน่าขนลุกขนาดนี้ล่ะขอรับ!"
จูฮั่นเวยพูดไปก็เหลียวซ้ายแลขวา ทันใดนั้นเขาก็ขมวดคิ้ว สะดุ้งเฮือก
"ศิษย์... ศิษย์พี่ ท่านดูตรงนั้นสิขอรับ!"
จูฮั่นเวยกระตุกชายเสื้อซูสือเอ้อร์ ชี้มือสั่นเทาไปยังสวนดอกไม้ที่อยู่ไม่ไกล
ซูสือเอ้อร์มองตามไป ม่านตาก็หดเกร็งลงเช่นกัน
ในดินของสวนดอกไม้แห่งนั้น มีเศษกะโหลกศีรษะมนุษย์โผล่พ้นดินขึ้นมาให้เห็นรำไร
และไม่ได้มีแค่สวนแห่งนี้แห่งเดียว สองข้างทางเดิน ก็ยังพอจะมองเห็นเศษกระดูกชิ้นเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่ประปราย
"ศิษย์พี่ หรือว่า... พวกเราถอยกันก่อนดีไหมขอรับ!" จูฮั่นเวยรีบกระซิบเสียงสั่น
เขาเพิ่งจะอยู่แค่ระดับลมปราณขั้นที่สอง เมื่อเทียบกับนักบู๊ในหมู่ปุถุชนแล้ว ก็ไม่ได้เก่งกาจกว่ากันสักเท่าไหร่
สถานที่แบบนี้ แค่เห็นก็ขนหัวลุกแล้ว!
ยิ่งนึกถึงศิษย์พี่หลายคนที่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยก่อนหน้านี้ ตอนนี้เขาจึงอยากจะเผ่นหนีเต็มแก่
"อย่าเพิ่งรีบร้อน! ในเมื่อเข้ามาแล้ว ก็รอเจอเจ้าสำนักเพื่อดูสถานการณ์ก่อนเถอะ!" ซูสือเอ้อร์สีหน้าไม่เปลี่ยน เอ่ยเสียงเรียบ
ขณะที่พูด เขาก็หันไปมองตึกสูงตระหง่านที่อยู่ไกลออกไปแวบหนึ่ง
เมื่อเห็นท่าทีแน่วแน่ของซูสือเอ้อร์ แม้จูฮั่นเวยจะหวาดกลัวอยู่ในใจ แต่ก็จำต้องพยักหน้ารับ เดินคอตกตามเข้าไปลึกขึ้น
ภายในโถงหลัก ทันทีที่เข้าไป เด็กรับใช้ก็ชงชาร้อนๆ เสิร์ฟให้ทั้งสองอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับยกผลไม้และขนมหน้าตาน่าทานมาวางเรียงราย
"ท่านเซียนทั้งสองโปรดรอสักครู่ นายท่านของข้าน้อยกำลังจะมาถึงแล้วขอรับ!"
พูดจบ เด็กรับใช้ก็ขอตัวลากลับอย่างรู้ความ ทิ้งให้ซูสือเอ้อร์และจูฮั่นเวยนั่งรออยู่เพียงลำพัง
"ศิษย์พี่สือเอ้อร์ คฤหาสน์สกุลหลินนี่ใหญ่โตไม่เบาเลยนะขอรับ ตกแต่งก็วิจิตรตระการตา ดีกว่าเมืองที่บ้านเกิดข้าตั้งเยอะเลย!"
จูฮั่นเวยประคองถ้วยชาร้อน ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะวางลง แล้วหันไปกระซิบกับซูสือเอ้อร์
เรื่องราวเมื่อครู่นี้ยังคงทิ้งร่องรอยความหวาดกลัวไว้ในใจเขา ทำให้ตอนนี้เขายังคงมีท่าทีอกสั่นขวัญแขวน
การกระทำต่างๆ ก็ดูระแวดระวังตัวเป็นพิเศษ
"ถ้าเจ้าต้องการล่ะก็ ด้วยระดับพลังของเจ้าตอนนี้ การออกไปเสวยสุขในโลกมนุษย์ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรหรอก!" ซูสือเอ้อร์กล่าวเสียงเรียบ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาแฝงแววครุ่นคิด
"เอ่อ ขอบายดีกว่าขอรับ ข้ายังอยากเพิ่มระดับพลัง แล้วอยู่ต่อไปอีกสักหลายร้อยปีอยู่นะขอรับ!" จูฮั่นเวยยิ้มแหย
อายุขัยของปุถุชน อย่างมากก็แค่แปดเก้าสิบปี คนที่อยู่ถึงร้อยปีมีเพียงหยิบมือ
แต่เมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญเพียรแล้ว แม้จะเป็นเพียงผู้ฝึกปราณ ก็มีอายุขัยยืนยาวถึงร้อยยี่สิบปี
และหากสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับจู้จีได้ ก็จะมีอายุขัยยืนยาวถึงสองร้อยปีเลยทีเดียว
"แต่ว่า... พวกเราจะไม่ไปจริงๆ หรือขอรับ?! สำนักเจ็ดขุมนี่ดูมีลับลมคมนัยไปหมด อยู่ที่นี่มันน่าขนลุกจริงๆ นะขอรับ!" จูฮั่นเวยหดคอลง กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง กระซิบถามเสียงสั่น
"วางใจเถอะ ถ้าพวกเขาคิดจะลงมือจริงๆ ก็มีโอกาสตั้งมากมายตั้งแต่ตอนอยู่หนอกเมืองแล้ว จะมารอจนถึงตอนนี้ทำไมกัน?!" ซูสือเอ้อร์ตอบเรียบๆ สายตายังกวาดมองไปรอบๆ เช่นกัน
ตั้งแต่ตอนที่เข้าใกล้เมืองหลีหนาน เขาก็รู้สึกเหมือนถูกใครบางคนจับตามองอยู่ตลอดเวลา
เพียงแต่ ไม่ว่าจะสังเกตอย่างไร เขาก็ไม่สามารถหาตัวอีกฝ่ายพบได้เลย
(จบแล้ว)