- หน้าแรก
- วิถีเซียนเตาหลอมกลืนสวรรค์
- บทที่ 3 - ทดสอบรากปราณ
บทที่ 3 - ทดสอบรากปราณ
บทที่ 3 - ทดสอบรากปราณ
บทที่ 3 - ทดสอบรากปราณ
วันรุ่งขึ้น
ฟ้ายังไม่ทันสาง เมืองหุยหลงก็เปรียบเสมือนน้ำเดือดพล่าน วุ่นวายโกลาหลไปหมด
พ่อค้าแม่ค้านับไม่ถ้วนหลั่งไหลออกมายึดพื้นที่บนถนน ตะโกนร้องขายของเสียงดังลั่น
เงาร่างหลายสาย จับกลุ่มกันสามคนห้าคน บ้างก็เดินเท้า บ้างก็นั่งเกวียนเทียมวัว นั่งรถม้า เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศมุ่งหน้าสู่เมืองหุยหลง
การรับศิษย์ของเซียนแห่งยอดเขาหลัวฝู สำนักอวิ๋นเกอ จะจัดขึ้นทุกๆ สามปี และรับเฉพาะเด็กอายุสิบถึงสิบสองปีเท่านั้น
นี่เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา ทุกครั้งที่ถึงวันรับศิษย์ ก็จะเป็นวันที่มีการจัดงานเทศกาลใหญ่ในเมืองหุยหลงด้วย
ชาวบ้านในรัศมีสิบลี้แปดลี้ หากบ้านไหนมีลูกหลานอายุเข้าเกณฑ์ ก็จะพาลูกหลานมาเสี่ยงโชคกันทั้งนั้น
หนึ่งคือได้มาซื้อหาของใช้ในชีวิตประจำวัน
สองคือถ้าโชคดีลูกหลานได้รับเลือกให้เป็นศิษย์ของเซียน นั่นถือเป็นเรื่องที่สร้างชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูลยิ่งกว่าการสอบได้จอหงวนเสียอีก ถึงขั้นที่ว่าควันวิเศษจะพวยพุ่งขึ้นจากหลุมศพของบรรพบุรุษเลยทีเดียว
ซูสือเอ้อร์ปะปนอยู่ในฝูงชนและเดินเข้ามาในเมือง
เส้นทางจากหมู่บ้านเสี่ยวสือมายังเมืองหุยหลงนั้นคดเคี้ยวและยากลำบาก ซูสือเอ้อร์เคยตามปู่มาที่นี่แค่ครั้งเดียวตอนยังเด็ก
โชคดีที่เขาเป็นคนความจำดี แม้จะเดินสะดุดล้มลุกคลุกคลานไปบ้าง แต่ในที่สุดก็มาถึงที่นี่ได้ตอนย่ำรุ่ง
ทว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่กลับขาดวิ่นไม่เหลือชิ้นดี เนื้อตัวมอมแมม ราวกับขอทานน้อยก็ไม่ปาน
ซูสือเอ้อร์เดินไปพลาง เงี่ยหูฟังและมองซ้ายมองขวาไปพลาง
เขามาคนเดียว ไม่รู้เลยว่าเซียนเปิดรับศิษย์ที่ไหน
แต่เขารู้ดีว่า ในบรรดาผู้ใหญ่ที่พาเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขามา จะต้องมีคนที่พาเด็กไปกราบอาจารย์อย่างแน่นอน
ไม่นาน ซูสือเอ้อร์ก็เดินตามมาจนถึงลานกว้างบริเวณใจกลางเมืองซึ่งถูกบรรดาผู้ใหญ่ล้อมรอบเอาไว้
บนลานกว้างมีเด็กอายุไล่เลี่ยกับเขารวมตัวกันอยู่เกือบร้อยคน
จากบทสนทนาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา ซูสือเอ้อร์ก็รู้ว่าที่นี่คือสถานที่ที่เซียนจะมารับศิษย์ในอีกประเดี๋ยว
เด็กทุกคนที่ต้องการกราบอาจารย์ ล้วนมายืนรอให้เซียนมาทดสอบพรสวรรค์อยู่ที่นี่
ซูสือเอ้อร์ย่อตัวเบียดแทรกเข้าไปในฝูงชน หาซอกมุมที่ไม่มีคนแล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
หลังจากเดินเท้าข้ามภูเขามาทั้งคืน เขาทั้งเหนื่อยทั้งหิว เท้าก็บวมเป่ง
ตอนนี้เขาแค่อยากจะพักผ่อนให้เต็มที่
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ เมฆบนท้องฟ้าก็ปลิวว่อน กระบี่บินเล่มหนึ่งพุ่งแหวกอากาศมาด้วยความเร็วดุจสายฟ้า
กระบี่บินมีขนาดกว้างและใหญ่ บนตัวกระบี่มีเงาร่างที่ดูพลิ้วไหวสง่างามสองสายยืนอยู่
"นั่นเซียน! ท่านเซียนมาแล้ว!"
บนพื้น ผู้คนต่างพากันแหงนหน้ามอง ไม่ว่าจะเป็นชายหญิงหรือคนแก่เด็ก ทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งขรึม กลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
ทั่วทั้งเมืองหุยหลงที่เมื่อครู่ยังมีเสียงผู้คนจอแจ กลับเงียบกริบลงในชั่วพริบตา
พริบตาต่อมา กระบี่บินก็พาดผ่านเหนือลานกว้าง ร่างที่ดูพลิ้วไหวสง่างามสองสายนั้นกระโดดเหินลงมาจากฟากฟ้า ร่อนลงตรงกลางลานกว้างพอดี
กลางอากาศ กระบี่บินเปล่งแสงสว่างวาบ หดตัวลงอย่างรวดเร็วจนเหลือขนาดเพียงสามฉื่อ และรอยไปเก็บอยู่ด้านหลังของหนึ่งในสองคนนั้น
"เซียน?"
ซูสือเอ้อร์ตื่นตัวทันที รีบหันไปมองผู้มาเยือน
ผู้มาเยือนสวมชุดคลุมยาวสีเขียว ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ทว่าผมหงอกขาว อายุอานามดูแล้วน่าจะราวๆ หกสิบเจ็ดสิบปี มีหนวดเคราสีขาวดกหนาปลิวไสวอยู่ตรงหน้าอก
ดวงตาคู่หนึ่งกลับส่องประกายเจิดจ้า ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายความสง่างามที่ไม่ธรรมดา
ส่วนอีกคนเป็นหญิงสาวหน้าตาหมดจดงดงาม อายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี
หญิงสาวผู้นั้นคิ้วโก่งดั่งคันศร ฟันขาวริมฝีปากแดง ผมดำขลับดุจน้ำตก สวมกระโปรงยาวสีเขียวอ่อนพลิ้วไหวไปตามสายลม ดูงดงามราวกับเทพธิดา
"นั่นคือเทพธิดาหรือ? จะงดงามเกินไปแล้ว!"
"นึกไม่ถึงเลยว่า ในช่วงชีวิตนี้ของชายชราอย่างข้า จะได้เห็นเทพธิดาที่งดงามถึงเพียงนี้"
"ได้ยินมาว่าองค์หญิงแห่งแคว้นซ่งงดงามดั่งนางฟ้า แต่ถ้าเอามาเทียบกับเทพธิดาท่านนี้ คงต้องยอมชิดซ้ายไปเลย!"
...
ทันทีที่หญิงสาวร่อนลงมา ฝูงชนก็เกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหญิงงามล่มเมืองเช่นนี้ เหล่าคนธรรมดาในที่แห่งนั้นต่างก็สติหลุดลอย
บนลานกว้าง เด็กๆ เกือบร้อยคน รวมทั้งซูสือเอ้อร์ต่างก็มองจนตาค้าง
หลังจากร่อนลงพื้น หญิงสาวก็มองดูทุกสิ่งรอบตัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น พร้อมกับถอนหายใจออกมา "พริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบปี ในที่สุดก็ได้ลงเขาเสียที!"
"นึกไม่ถึงเลยว่าเวลาแค่สิบปี เมืองหุยหลงจะมีคนเพิ่มขึ้นเยอะขนาดนี้!"
ชายชรายิ้มมองหญิงสาว "เอาล่ะ อย่าเพิ่งมัวแต่รำพึงรำพันเลย จัดการธุระก่อน ครั้งนี้ถ้ากดบังรัศมียอดเขาเทียนหัวไม่ได้ ข้าคงถูกตาเฒ่าสารเลวฟู่ปั๋วเหรินนั่นหัวเราะเยาะจนตายแน่!"
หญิงสาวยิ้มรับพลางพยักหน้า "วางใจเถอะท่านปู่ ข้าไม่ทำให้เสียการหรอก! ปีนี้มีคนมาเข้ารับการทดสอบไม่น้อยเลย คงต้องได้เด็กรุ่นใหม่ที่หน่วยก้านดีเพิ่มขึ้นมาสักสองสามคนแน่"
พูดจบ หญิงสาวก็สะบัดมือ โต๊ะสี่เหลี่ยมตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าทั้งสอง
บนโต๊ะสี่เหลี่ยมมีก้อนหินรูปร่างประหลาดวางอยู่ก้อนหนึ่ง
นั่นคือหินทดสอบปราณที่สำนักใช้สำหรับทดสอบรากปราณของศิษย์
ชายชราพยักหน้า สายตามองไปยังกลุ่มเด็กๆ บนลานกว้าง แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาชั่วขณะ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ "ในบรรดาพวกเจ้า มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้รับเลือกให้เข้าร่วมสำนักอวิ๋นเกอของเรา"
ทันทีที่เอ่ยปาก คำพูดอันแสนเย็นชาและไร้เยื่อใยก็ทำเอาทุกคนในลานนั้นตกใจจนเงียบกริบ
ซูสือเอ้อร์หดคอลง ในใจยิ่งรู้สึกหวาดหวั่นมากขึ้นไปอีก
"รากปราณคือรากฐานของผู้บำเพ็ญเพียร ลำดับต่อไป ข้าจะทดสอบรากปราณของพวกเจ้าทีละคน ตอนนี้ ทุกคนจงเข้าแถวเรียงหนึ่ง เดินเข้ามาทีละคน แล้ววางมือลงบนหินก้อนนี้"
ชายชรากล่าวเสียงเรียบ ชี้มือไปยังหินทดสอบปราณบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจนัก
สิ้นเสียงคำสั่ง เด็กๆ ก็ค่อยๆ จัดแถวเรียงหนึ่งอย่างไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก
ซูสือเอ้อร์ต่อแถวอยู่รั้งท้าย กำหมัดแน่นด้วยความประหม่า เอียงตัวชะเง้อมองไปข้างหน้า
ที่หัวแถว เด็กชายคนหนึ่งที่ดูจะใจกล้าหน่อย ค่อยๆ เดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง แล้ววางมือลงบนหินทดสอบปราณ
หินทดสอบปราณสั่นสะเทือนเล็กน้อย ก่อนจะเปล่งแสงสีแดงสลัวๆ ออกมา
ชายชรามีสีหน้าเรียบเฉย กล่าวเสียงเรียบว่า "รากปราณไฟระดับต่ำ! ผ่าน ไปยืนรอด้านขวามือ!"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เด็กชายคนนั้นก็ตาเป็นประกาย สีหน้าเต็มไปด้วยความดีใจ
เขารีบเดินไปยืนรอทางด้านขวาอย่างเงียบๆ ขณะที่ในฝูงชนก็มีคู่สามีภรรยาคู่หนึ่งแสดงอาการตื่นเต้นดีใจออกมา
จากนั้น เด็กอีกคนก็เดินเข้ามา คราวนี้หินทดสอบปราณกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
"ไม่ผ่าน! ถอยไป!"
"ไม่ผ่าน!"
"รากปราณดินระดับต่ำ ไปยืนรอด้านขวามือ!!"
...
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จำนวนผู้เข้ารับการทดสอบผ่านไปกว่าครึ่ง ข้างกายชายชราก็มีเพียงเด็กชายสองคนที่มีรากปราณระดับต่ำเพิ่มขึ้นมาเท่านั้น
เมื่อมองดูเด็กที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด คิ้วของชายชราก็ขมวดเข้าหากันอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าฉายแววหงุดหงิดเล็กน้อย
รากปราณระดับต่ำ เป็นเพียงรากปราณที่ธรรมดาสามัญที่สุด เกลื่อนกลาดที่สุดในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ผู้ที่มีรากปราณชนิดนี้ อนาคตก็มีขีดจำกัดอย่างมาก
อุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกล หากรับศิษย์ได้แค่สองคนนี้ พอกลับไปเขาคงกลายเป็นตัวตลกแน่
และในตอนนั้นเอง เด็กชายผิวคล้ำสวมชุดผ้าหยาบคนหนึ่งก็เดินมาถึงหน้าหินทดสอบปราณ
ทันทีที่เขาวางมือลงไป หินทดสอบปราณก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จากนั้น แสงสีทองเจิดจ้าและแสงสีแดงอร่ามก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกัน
แสงสาดส่องไปทั่วทิศ แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความน่าเกรงขามและดุดันแผ่ซ่านออกมาจางๆ
ภาพตรงหน้าทำเอาทุกคนถึงกับตะลึงงัน
ชายชรายิ่งหน้าบานด้วยความยินดี ร้องอุทานออกมาเสียงหลง "อะไรกัน?! ถึงกับเป็นรากปราณทองระดับสุดยอดและรากปราณไฟระดับสุดยอดเชียวหรือ?! รากปราณคู่ ฮ่าๆ ปีนี้ข้ามาไม่เสียเที่ยวจริงๆ!"
ชายชราตื่นเต้นจนเนื้อเต้น น้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็ยังสั่นเครือ ไม่ปิดบังความปีติยินดีในใจเลยแม้แต่น้อย
ไม่แปลกที่เขาจะตื่นเต้นขนาดนี้ สำหรับผู้บำเพ็ญเพียร รากปราณคือรากฐานของทุกสิ่ง เป็นตัวกำหนดความเร็วในการฝึกฝน
หากรากปราณไม่ดี การบำเพ็ญเพียรก็จะยากลำบาก ได้ผลลัพธ์น้อยกว่าที่ควรจะเป็น
คนทั่วไป หากมีรากปราณระดับกลางหรือระดับสูง ก็นับว่าดีมากแล้ว
หากปรากฏผู้มีรากปราณระดับสุดยอด นั่นย่อมเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งในหมื่นคน
ส่วนรากปราณคู่ระดับสุดยอดนั้น ยิ่งเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ
รากปราณเช่นนี้ อย่าว่าแต่หายากเลย ต้องเรียกว่าหาได้ยากยิ่งนัก
รากปราณแบบนี้ ทั่วทั้งสำนักอวิ๋นเกอในรอบหลายร้อยปีที่ผ่านมา เคยปรากฏขึ้นเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น
นั่นก็คือปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก อวิ๋นเกอซ่างเหริน!
หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มที่อยู่ด้านข้าง แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาที่มองไปยังเด็กชายตัวน้อยก็เห็นได้ชัดว่าเต็มไปด้วยความปีติยินดีเช่นกัน
(จบแล้ว)