- หน้าแรก
- สอบติดชิงหวาทั้งที จะมีความรักไปทำไม
- บทที่ 15 เธอรู้ตัวเสมอว่าไม่ได้เป็นอัจฉริยะ
บทที่ 15 เธอรู้ตัวเสมอว่าไม่ได้เป็นอัจฉริยะ
บทที่ 15 เธอรู้ตัวเสมอว่าไม่ได้เป็นอัจฉริยะ
บทที่ 15 เธอรู้ตัวเสมอว่าไม่ได้เป็นอัจฉริยะ
แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเธอสามารถพึ่งพาความขยันหมั่นเพียรเพื่อสานฝันของตัวเองให้เป็นจริงได้
เสวี่ยเจียวเปิดหนังสือเรียนออก ขณะเดียวกันที่ชั้นล่าง เฉิงหมิงเจ๋อกับเฉิงซั่วก็กลับมาถึงบ้านแล้วเช่นกัน
"กลับมาแล้วเหรอคะ" หลี่ซือถงส่งยิ้มให้ก่อนจะเดินเข้าไปรับกระเป๋าของเฉิงซั่ว แล้วหันไปยิ้มให้เฉิงหมิงเจ๋อ
"เจียวเจียวล่ะ หมิงเจ๋อบอกว่าลูกกลับมาก่อนแล้วนี่"
"อยู่ชั้นบนจ้ะ พอกลับมาถึงก็ขึ้นห้องไปเลย" จากนั้นเธอก็ลดเสียงลงด้วยความสงสัย "ฉันเห็นแกซื้อหนังสือมาเยอะแยะเลย นี่มัน..."
เฉิงซั่วหัวเราะเบา ๆ "ดูเหมือนว่าการทะเลาะกับหมิงเจียวคราวนี้จะส่งผลกับลูกไม่น้อยเลยนะ"
ทว่าจู่ ๆ เฉิงหมิงเจ๋อก็ขมวดคิ้ว "พ่อครับ น้าหลี่ วันนี้ผมเจอเรื่องบางอย่างที่คิดว่าต้องบอกให้พวกคุณรู้ไว้ครับ"
"เรื่องอะไรหรือลูก"
เฉิงหมิงเจ๋อจึงเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่พบเจอในวันนี้ให้ฟัง หลี่ซือถงผุดลุกขึ้นด้วยความโกรธ "ตอนเด็ก ๆ เจียวเจียวเป็นเด็กดีมากเลยนะ! ฉันคิดมาตลอดว่าที่แกกลายเป็นเด็กแบบนี้เพราะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ไม่ได้ ที่แท้ก็มีคนคอยยุยงส่งเสริมนี่เอง!"
เฉิงหมิงเจ๋อพยักหน้า "วันนี้ผมลองถามดูแล้ว ก็ได้ความว่ากู้เสวี่ยเจียวไปคบค้าสมาคมกับพวกนั้นตั้งแต่ปีแรกที่ย้ายเข้ามาอยู่ในตระกูลเฉิงเลยครับ"
หลี่ซือถงสูดหายใจเข้าลึก ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย
เฉิงซั่วคอยลูบหลังปลอบโยนเธอ "ไม่เป็นไร ๆ ตอนนี้เจียวเจียวอยากจะเปลี่ยนตัวเองแล้ว ยังไม่สายเกินไปหรอก ส่วนคนพวกนั้น..."
"วันนี้ผมข่มขู่พวกนั้นไปแล้วครับ พวกเขาส่วนใหญ่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผมกลัวว่าถ้ากดดันมากเกินไป อาจจะกลายเป็นผลเสียกับกู้เสวี่ยเจียวแทน"
เฉิงซั่วพยักหน้า มองลูกชายแล้วกำชับว่า "จากนี้ไปก็ช่วยใส่ใจน้องให้มากขึ้นหน่อยนะ ตอนเย็นก็พาน้องกลับบ้านพร้อมกัน ถ้าพวกนั้นมาวุ่นวายกับน้องอีก รีบบอกพ่อทันทีเลยนะ"
"ตกลงครับ"
เขายังคงไม่ชอบกู้เสวี่ยเจียวอยู่ดี แต่ด้วยความเกรงใจหลี่ซือถง เขาจึงไม่อาจนิ่งดูดายได้
เฉิงซั่วถอนหายใจออกมา "โชคดีที่เจียวเจียวทะเลาะกับหมิงเจียว พ่อหวังว่าลูกจะฮึดสู้แบบนี้ไปได้นานอีกหน่อย เราจะได้ค่อย ๆ ดัดนิสัยของลูก ซือถง ถ้าลูกทำตัวดี คุณก็ชมแกบ้างนะ ท่าทีของคุณสำคัญกับลูกมาก"
"เข้าใจแล้วค่ะ!"
"หมิงเจ๋อ แกเองก็เลิกทำหน้าบึ้งตึงใส่น้องได้แล้ว!"
"รับทราบครับ..."
จากนั้นเฉิงซั่วก็ลุกขึ้นยืน "กินข้าวกันเถอะ ซือถง ไปเรียกเจียวเจียวลงมาสิ"
หลี่ซือถงลุกขึ้นแล้วเดินขึ้นบันไป
เมื่อเปิดประตูห้องของเสวี่ยเจียว เธอก็ต้องชะงักนิ่ง ข้างนอกฟ้าเริ่มมืดแล้ว เด็กสาวมัดผมเป็นมวย นั่งอยู่ริมหน้าต่าง จับปากกาอย่างถูกต้อง กำลังอ่านหนังสือและจดบันทึกอย่างตั้งใจ
ข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่จำเป็นอื่น ๆ ในห้องหายไปหมดแล้ว โปสเตอร์ที่เคยติดจนรกผนังก็ถูกแกะออกไปเช่นกัน เหลือเพียงกระดานดำบานเล็กที่มีตัวหนังสือเขียนไว้
หลี่ซือถงกะพริบตาปริบ ๆ คิดว่าตัวเองอาจจะเปิดประตูผิดห้อง จึงปิดประตูลงแล้วเปิดใหม่อีกครั้ง
ทว่าภาพตรงหน้าก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม... เด็กสาวหันหน้ากลับมาในจังหวะนั้น เอียงคอเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามด้วยความงุนงง "มีอะไรหรือเปล่าคะ"
"ดะ... ได้เวลากินข้าวแล้วจ้ะ..." เธอตอบตะกุกตะกักเล็กน้อย
"ตกลงค่ะ" เสวี่ยเจียวจัดเก็บโต๊ะหนังสือ ปิดไฟ แล้วเดินตามผู้เป็นแม่ลงไปชั้นล่าง
เมื่อทั้งสองเดินมาถึงบันได จู่ ๆ หลี่ซือถงก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอจึงพูดด้วยน้ำเสียงแข็งทื่อว่า "เจียวเจียว... ลูกทำได้ดีมากนะ แม่... แม่เชื่อว่าลูกจะตั้งใจแบบนี้ต่อไปได้!"
ถึงปากจะบอกว่าเชื่อ แต่แววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยคำว่า 'ไม่มีทาง! แกคงทำได้แค่ไม่กี่วันหรอก!'
มุมปากของเสวี่ยเจียวกระตุก แม้จะมองเห็นถึงความไม่เชื่อใจของอีกฝ่าย แต่เธอก็ต้องแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น
หนำซ้ำยังต้องสวมบทบาทเป็นกู้เสวี่ยเจียวจอมหยิ่งยโส ทำทีเป็นซาบซึ้งใจ มีกำลังใจล้นเปี่ยม และจุดไฟแห่งการต่อสู้ให้ลุกโชนขึ้นมาใหม่ พลางเอ่ยว่า—
"แน่นอนอยู่แล้ว! ฉันจะต้องเอาชนะเฉิงหมิงเจียวให้ได้!"
ตกกลางคืน
หลี่ซือถงนอนอยู่บนเตียง พลิกตัวไปมาจนนอนไม่หลับ
"ซือถง... นอนเถอะ เลิกพลิกตัวไปมาได้แล้ว..."
จู่ ๆ เธอก็ผุดลุกขึ้นนั่งแล้วหันไปมองเฉิงซั่ว—
"เหล่าเฉิง ฉันว่าสิ่งที่คุณพูดมามันถูกเผงเลย ฉันต้องคอยให้กำลังใจลูกอยู่เสมอและแสดงให้เห็นว่าฉันเชื่อใจลูก ลูกจะได้มีความพยายามต่อไป!"
เธอเชื่ออย่างหมดใจว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเสวี่ยเจียวในครั้งนี้เป็นเพราะการทะเลาะกับเฉิงหมิงเจียว แม้ว่าลูกอาจจะฮึดสู้ได้เพียงไม่กี่วัน แต่ตราบใดที่เธอคอยชื่นชมและใช้ความเชื่อใจเป็นแรงผลักดัน เธอก็จะสามารถยืดระยะเวลาความตั้งใจของเสวี่ยเจียวออกไปได้!
ใช่แล้ว! มันต้องเป็นแบบนี้แน่!
ต้องใช่แน่ ๆ!
นักเขียนมีเรื่องจะบอก: หลี่ซือถง: ที่ลูกสาวของฉันพัฒนาขึ้นได้ขนาดนี้ก็เพราะทะเลาะกับหมิงเจียว ขอบใจนะหมิงเจียว!
เฉิงหมิงเจียว: ??? นี่ฉันไปทำอะไรตอนไหนเนี่ย???
บทที่ 7: ของขวัญ
ลูกบาสเกตบอลของอี้เทียนอวี่ถูกพ่อริบไปแล้ว แถมการเปิดภาคเรียนอย่างเป็นทางการยังเริ่มในวันที่ 1 กันยายน โดยมีการคาบเรียนรู้ด้วยตัวเองในช่วงเช้าเริ่มตอนเจ็ดโมง ถึงแม้ว่าครอบครัวของเขาจะย้ายมาอยู่ใกล้กับโรงเรียนแล้ว แต่เวลาตื่นนอนของเขาก็ยังคงต้องเป็นหกโมงครึ่งอยู่ดี
ดวงตาของเขาแดงก่ำและมีรอยคล้ำใต้ตา
เขาเล่นเกมจนถึงเช้ามืดและแทบไม่ได้นอน จึงก้าวเท้าเข้ามาในห้องเรียนได้ทันตอนที่เสียงออดดังพอดี
"เวรล่ะ ยัยแม่ชีนี่มายืนอยู่ตรงนี้นานแค่ไหนแล้วเนี่ย" เขาเงยหน้ามองอินฟางที่ยืนขวางประตูอยู่ พร้อมกับแสดงสีหน้าพูดไม่ออก
เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างหน้าหันกลับมา "ครูมายืนรอตั้งแต่หกโมงห้าสิบแล้ว!"
อี้เทียนอวี่อ้าปากค้างเล็กน้อย แล้วพึมพำเสียงเบา "คนโรคจิตประเภทไหนกันเนี่ย"
สายตาของเขาเลื่อนไปมองเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แผ่นหลังเหยียดตรง ดวงตาจับจ้องไปที่หนังสือภาษาอังกฤษบนโต๊ะ หน้าคำศัพท์เต็มไปด้วยรอยจดบันทึกยิบย่อย และเมื่อมองดูใกล้ ๆ ก็พบว่าเป็นวลีที่เกี่ยวข้องกันทั้งสิ้น
สายตาของเขาไล่จากหนังสือภาษาอังกฤษขึ้นไปจนถึงตารางเรียนที่แปะอยู่ตรงมุมขวาบน
อี้เทียนอวี่เอาศอกสะกิดแขนเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย เสวี่ยเจียวขมวดคิ้วแล้วเบือนสายตามามอง