- หน้าแรก
- สอบติดชิงหวาทั้งที จะมีความรักไปทำไม
- บทที่ 16 "นี่ ยัยเด็กเรียน เธอทำให้ฉันนึกถึงเพลงเพลงหนึ่งเลย"
บทที่ 16 "นี่ ยัยเด็กเรียน เธอทำให้ฉันนึกถึงเพลงเพลงหนึ่งเลย"
บทที่ 16 "นี่ ยัยเด็กเรียน เธอทำให้ฉันนึกถึงเพลงเพลงหนึ่งเลย"
บทที่ 16 "นี่ ยัยเด็กเรียน เธอทำให้ฉันนึกถึงเพลงเพลงหนึ่งเลย"
"?"
"พระอาทิตย์สาดแสงบนท้องฟ้า ดอกไม้ส่งยิ้มให้ฉัน เจ้านกน้อยร้องทักว่า เช้าแล้ว เช้าแล้ว เช้าแล้ว ทำไมเธอถึงสะพายกระเป๋าใบจิ๋วมาล่ะ..."
"?"
อี้เทียนอวี่เคาะนิ้วลงบนตารางเรียน "เธอนี่เหมือนเด็กประถมไม่มีผิด..."
"..."
ในครั้งนี้ เมื่อปราศจากความกดดันในการใช้ชีวิต เสวี่ยเจียวจึงปฏิบัติตามกฎสามประการอย่างเคร่งครัด นั่นคือการอ่านล่วงหน้า ตั้งใจเรียน และทบทวนบทเรียน
เนื่องจากความรู้เหล่านี้ถูกบันทึกไว้ในหัวของเธอก่อนแล้ว การเรียนรู้จึงไม่ใช่เรื่องยาก เธอจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเจาะลึกเนื้อหาให้มากขึ้น
โรงเรียนมัธยมหมายเลขเจ็ดมีชื่อเสียงโด่งดัง และคุณภาพการสอนก็สมคำร่ำลืออย่างแท้จริง ยกตัวอย่างเช่นอาจารย์หอินฟาง แม้ว่าทุกคนในห้องจะเรียกเธอว่าแม่ชีก็ตาม
แต่สำเนียงของเธอนั้นได้มาตรฐานมาก อีกทั้งการสอนก็ยังน่าสนใจ ดังนั้นแม้จะเป็นการเรียนซ้ำรอบที่สอง เธอก็ยังคงตั้งใจเรียนเหมือนครั้งแรกไม่เปลี่ยน
แม้ว่าจะเคยผ่านมันมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เสวี่ยเจียวก็ยังรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองทำได้ไม่ดีเอาเสียเลย
สิ่งนี้ทำให้เสวี่ยเจียวรู้สึกร้อนรน แต่โชคดีที่เธอเพิ่งอยู่แค่มัธยมปลายปีสอง จึงยังมีเวลาให้พยายามอีกมาก
"พี่สาว!"
เฉิงหมิงเจียวเดินฉีกยิ้มเข้ามา แล้วทรุดตัวลงนั่งตรงที่นั่งด้านหน้าของเสวี่ยเจียว
เสวี่ยเจียวหลับตาลงเล็กน้อยและขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจ
เด็กสาวตรงหน้ามีรอยยิ้มงดงามราวกับดอกไม้ ผมของเธอถูกถักเป็นเปียอย่างประณีต และหากมองดูดีๆ จะเห็นว่าเธอทาลิปกลอสบางๆ แถมคิ้วก็ยังถูกกันเป็นทรงสวยงาม
เธอดูช่างน่ารัก เป็นคนสวยตัวน้อยๆ แต่ความมุ่งร้ายในแววตาของเธอก็ทำให้เสวี่ยเจียวไม่หลงเหลือความเอ็นดูให้เลยแม้แต่นิดเดียว
"พี่สาว ถ้ามีเรื่องไหนที่พี่ไม่เข้าใจก็ถามฉันได้เลยนะ คุณลุงบอกให้ฉันดูแลพี่เป็นพิเศษน่ะ!"
เอาอีกแล้ว เธอพูดประโยคนี้มาหลายรอบแล้วนะ
"ไม่จำเป็น"
"พี่สาว พี่ยังโกรธอยู่อีกเหรอ"
เฉิงหมิงเจียวเปลี่ยนสีหน้าเป็นน่าสงสารในทันที เธอเบิกตากว้างมองมาอย่างอ้อนวอน
เสวี่ยเจียวไม่ได้รู้สึกสงสารเธอเลย แต่คนอื่นกลับไม่คิดเช่นนั้น
"หมิงเจียว เธอเป็นพี่สาวของเธอเหรอ"
"ใช่แล้ว แม่ของพี่สาวแต่งงานกับคุณลุงของฉันเมื่อไม่กี่ปีก่อน ตอนนี้พี่สาวก็เลยเป็นคนของตระกูลเฉิงแล้วไง! พวกเธอห้ามรังแกพี่สาวนะ รังแกพี่เขาก็เหมือนรังแกฉันนั่นแหละ!"
เฉิงหมิงเจียวอธิบาย ก่อนจะยกมือปิดปากราวกับเพิ่งพูดอะไรผิดไป แล้วมองไปที่เธอด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
เสวี่ยเจียวสูดลมหายใจเข้าลึก
"อ้อ ไม่ใช่ว่า..."
ใครบางคนเริ่มพูดขึ้น ก่อนจะชะงักไปกลางคัน
"เธอพูดจบหรือยัง"
ใบหน้าของเสวี่ยเจียวแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา
"ทำไมต้องดุขนาดนี้ด้วย หมิงเจียวอุตส่าห์พูดกับเธอดีๆ แต่เธอกลับทำท่าทางแบบนี้เนี่ยนะ!"
"ใช่สิ แค่หน้าตาดีหน่อยทำเป็นหยิ่งไปได้"
คนที่สนิทกับเฉิงหมิงเจียวรีบพูดเสริมและออกโรงปกป้องเธอทันที
รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉิงหมิงเจียวแข็งค้างไปเล็กน้อย แต่เธอก็รีบพูดด้วยน้ำเสียงกล้าๆ กลัวๆ "พี่สาว วันนี้ตอนพ่อออกไปข้างนอก พ่อบอกให้พวกเราเข้ากันให้ดีๆ พี่ไม่ต้องโกรธฉันนานขนาดนี้เพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรอกน่า ดูสิ คุณปู่ก็ส่งพี่เข้ามาเรียนในห้องเด็กกิฟต์แล้วไม่ใช่เหรอ"
คำพูดของเธอฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เมื่อนำมารวมกัน มันกลับฟังดูราวกับว่าเสวี่ยเจียวกำลังโกรธเรื่องที่ได้เข้ามาเรียนในห้องเด็กกิฟต์
"เหอะ ต่อให้ได้เข้ามาเรียน เดี๋ยวพอจบเทอมก็ถูกเตะโด่งออกไปอยู่ดีไม่ใช่หรือไง จะมีประโยชน์อะไรล่ะ"
คนที่ยืนดูอยู่ข้างๆ กรอกตาบน
ความหยิ่งทะนงของเด็กห้องเด็กกิฟต์ทำให้พวกเขารู้สึกว่า การที่มีคนผลการเรียนห่วยแตกเข้ามาเรียนในห้องเด็กกิฟต์นั้นเป็นตัวถ่วงอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นครูหรือนักเรียน ก็ไม่มีใครชอบนักเรียนที่เป็นตัวถ่วงหรอก
ดังนั้น เมื่อได้ยินเช่นนี้ บางคนจึงเริ่มรู้สึกโมโห
หากเป็นกู้เสวี่ยเจียวในอดีต เธอคงระเบิดอารมณ์ วิ่งหนีออกไปด้วยความโกรธจัด และสาบานว่าจะไม่เหยียบเข้ามาในห้องเด็กกิฟต์นี้อีกเป็นแน่
นี่คงเป็นสิ่งที่เฉิงหมิงเจียวคาดหวังเอาไว้ พวกเขาล้วนคิดว่าเธอยังคงมีนิสัยใจร้อนเหมือนเมื่อก่อน
แต่เสวี่ยเจียวจะไม่ทำเช่นนั้น
ความสามารถที่เธอมีทำให้เธอสามารถนั่งอยู่ตรงนี้ได้โดยไม่รู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย
"เธอพูดจบหรือยัง ถ้าจบแล้วก็ช่วยออกไปได้ไหม ฉันต้องอ่านหนังสือ"
เสวี่ยเจียวจ้องมองเฉิงหมิงเจียว
อีกฝ่ายชะงักไปครู่หนึ่ง ประกายความโกรธแค้นปนอับอายวาบขึ้นในดวงตา "พี่สาว! ให้ฉันช่วยติวให้เถอะ ไม่อย่างนั้นถ้าพี่ถูกไล่ออกตอนปลายเทอมขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ..."
"ต่อให้จะมีคนถูกไล่ออก คนคนนั้นก็ไม่ใช่ฉันอย่างแน่นอน"
เธอสบตาเฉิงหมิงเจียว
"นี่ กู้เสวี่ยเจียว จะมาแสร้งทำเก่งไปทำไม คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่คิดว่าฉันไม่รู้หรือไง เธอคิดจริงๆ เหรอว่าจะเรียนอยู่ในห้องเด็กกิฟต์รอดด้วยคะแนนคณิตศาสตร์แค่เก้าคะแนนน่ะ"
คนพูดคืออวี๋ฟางฟาง ซึ่งเคยอยู่ห้องเดียวกับเสวี่ยเจียวตอนมัธยมปลายปีหนึ่ง และเพิ่งมาสนิทกับเฉิงหมิงเจียวตอนเปิดเทอม แม้ว่าเสวี่ยเจียวจะไม่รู้ว่ากู้เสวี่ยเจียวเคยไปทำอะไรให้หล่อนขุ่นเคืองใจก็ตาม
"เก้าคะแนนเหรอ แค่หลับตากามั่วๆ ยังได้เยอะกว่านี้เลย ฮ่าๆๆ!"
ใครบางคนหัวเราะเยาะ
เสวี่ยเจียวยังคงสงบนิ่ง "แค่เพราะเมื่อก่อนฉันทำได้ไม่ดี ก็ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตฉันจะทำไม่ได้เหมือนเดิม ในทางกลับกัน ฉันเชื่อว่าขอแค่ฉันพยายาม อย่างน้อยฉันก็คงทำคะแนนได้ดีกว่าพวกคนที่ไม่มีอะไรดีไปกว่าการจับกลุ่มนินทาคนอื่นก็แล้วกัน"
"นี่เธอว่าใครเป็นคนขี้นินทาฮะ?!"
เฉิงหมิงเจียวเสแสร้งต่อไปไม่ไหวแล้ว
"ใครตอบรับก็คนนั้นแหละ"
"กู้เสวี่ยเจียว เธอคิดจริงๆ เหรอว่าจะเอาชนะหมิงเจียวได้?! น่าขันสิ้นดี!"
อวี๋ฟางฟางแค่นเสียงเยาะ
"รอดูก็แล้วกัน"
เสวี่ยเจียวช้อนตาขึ้นเล็กน้อย
ใบหน้าของเธอสะสวยหมดจด วันนี้เธอรวบผมเป็นหางม้าและสวมชุดนักเรียน ด้วยการแต่งกายที่เรียบง่ายเช่นนี้ เธอกลับสามารถดึงดูดสายตาของทุกคนได้แทบจะในทันที
เฉิงหมิงเจียวมองใบหน้าของเธอด้วยความอิจฉาริษยาอย่างบ้าคลั่ง แต่เธอก็พยายามข่มมันไว้อย่างสุดความสามารถ "ถ้าอย่างนั้น พี่สาวก็พยายามเข้าล่ะ ฉันจะรอวันที่พี่แซงหน้าฉันได้ก็แล้วกัน! แต่ถ้าพี่สาวแซงฉันไม่ได้ ฉันคงต้องทำโทษพี่หน่อยแล้วล่ะ..."
เธอพูดพร้อมกับรอยยิ้ม ดูราวกับเป็นเรื่องล้อเล่น ทว่าดวงตาของเธอกลับกลอกกลิ้ง เต็มไปด้วยการคอยจับผิดและคิดคำนวณ
"ได้สิ แต่ถ้าฉันแซงหน้าเธอได้ น้องสาวก็ต้องยอมรับบทลงโทษด้วยเหมือนกันใช่ไหมล่ะ"
"แน่นอนอยู่แล้ว!"
เฉิงหมิงเจียวไม่เชื่อแม้แต่วินาทีเดียวว่าเธอจะเป็นฝ่ายแพ้
"ตกลง งั้นเรามาวัดกันที่เกรดสอบปลายภาคก็แล้วกัน"
เฉิงหมิงเจียวลุกขึ้นยืน นัยน์ตาของเธอเป็นประกายวาบ "คนแพ้ต้องยอมทำตามคำขอของคนชนะหนึ่งข้อ!"
เสวี่ยเจียวลุกขึ้นยืนเช่นกัน ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ตกลง"