- หน้าแรก
- สอบติดชิงหวาทั้งที จะมีความรักไปทำไม
- บทที่ 10 เธอสามารถกินอะไร
บทที่ 10 เธอสามารถกินอะไร
บทที่ 10 เธอสามารถกินอะไร
บทที่ 10 เธอสามารถกินอะไร
ก็ได้ตามใจชอบโดยไม่ต้องกลัวว่าเงินจะหมด การใช้ชีวิตในแต่ละวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายนั้นมันช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
เสวี่ยเจียวยกยิ้มมุมปากและหยิบตะเกียบขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ
— —
หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จ แทบทุกคนก็กลับมาที่ห้องเรียน
อี้เทียนอวี่นำเด็กผู้ชายสองสามคนช่วยกันขนหนังสือเข้ามาในห้องเรียนรอบแล้วรอบเล่า ในขณะที่อินฟางยืนอยู่บนหน้าชั้นเรียน คอยสั่งการให้ทุกคนแจกจ่ายหนังสือ
ดวงตาของเสวี่ยเจียวเป็นประกายขณะที่จ้องมองหนังสือเหล่านั้นอย่างตั้งใจ
ช่วงมัธยมศึกษาปีที่ห้าถือเป็นปีแห่งการกอบโกยความรู้อย่างบ้าคลั่งที่สุดในชีวิตมัธยมปลาย สำหรับหกวิชาสายวิทย์ แต่ละวิชาจะมีรูปแบบคือหนังสือเรียนหนึ่งเล่มและหนังสือเสริมอีกสองเล่ม
ห้องเรียนอื่นมีหนังสือเสริมเพียงเล่มเดียว แต่ห้องเด็กกิฟต์สายวิทย์นั้นพิเศษกว่าตรงที่มีถึงสองเล่ม
หนังสือและสมุดบันทึกทั้งหมดนี้เมื่อนำมาวางซ้อนกันก็กองสูงจนเต็มโต๊ะเรียน
ทันทีที่เสวี่ยเจียวได้รับหนังสือ เธอก็นำมาวางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบไว้บนโต๊ะ โดยไม่รีบร้อนที่จะเก็บมันเข้าใต้โต๊ะ
ในทางกลับกัน เพื่อนร่วมโต๊ะของเธออย่างอี้เทียนอวี่ กลับโยนหนังสือทั้งหมดใส่ลิ้นชักใต้โต๊ะรวดเดียวจนเกิดเสียงดัง "ตุ้บ"
หลังจากที่เขาเก็บหนังสือเสร็จ เขาก็เห็นเพื่อนร่วมโต๊ะนั่งหลังตรงดิ่งอยู่ข้างๆ
เขาเฝ้ามองเธอวางหนังสืออย่างเป็นระเบียบลงบนโต๊ะทีละเล่ม จากนั้นก็หยิบปึกปกหนังสือลายสก๊อตหลากหลายขนาดแต่สีสันเข้าชุดกันออกมาจากใต้โต๊ะ แล้วในขณะที่เขามองดูด้วยความประหลาดใจ เธอก็เริ่มห่อปกหนังสืออย่างจริงจังและพิถีพิถัน
"พรืด—" อี้เทียนอวี่แทบจะสำลักน้ำลายตัวเอง ตามมาด้วยเสียงระเบิดหัวเราะลั่น "ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! กู้เสวี่ยเจียว นี่เธอเป็นเด็กประถมหรือไง สมัยนี้ใครเขายังมานั่งห่อปกหนังสือกันอีก ฮ่าฮ่าฮ่า เธอจะทำให้ฉันขำจนตายแล้วนะ!"
ทว่าคนที่ขัดจังหวะเสียงหัวเราะของอี้เทียนอวี่ไม่ใช่เสวี่ยเจียว แต่เป็นอินฟาง
"เงียบ!"
สายตาของเธอตวัดมองทั้งสองคนอย่างเฉียบขาด ก่อนจะขึ้นเสียงดัง
"อี้เทียนอวี่ กู้เสวี่ยเจียว! ลุกขึ้นยืน!"
เสวี่ยเจียวชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยืนขึ้นด้วยความงุนงงโดยที่ในมือยังถือหนังสืออยู่
"พวกเธอสองคนคุยเรื่องอะไรกันถึงได้น่าขำขนาดนั้น บอกครูมาสิ ให้ครูฟังด้วยคน"
เสวี่ยเจียวถึงกับอึ้งสนิท เธอรู้ตัวว่ากำลังโดนลูกหลงเข้าให้แล้ว เพราะผลการเรียนที่ย่ำแย่ของเธอ ทำให้เธอกลายเป็นที่ขัดหูขัดตาของครูโดยธรรมชาติ ซึ่งครูก็ทึกทักเอาเองว่าพวกเขากำลังคุยเล่นกัน นั่นจึงเป็นสาเหตุที่อี้เทียนอวี่หัวเราะออกมาดังลั่น
"ว่าไง พูดไม่ออกงั้นสิ" อินฟางแค่นเสียงหัวเราะหยัน "คนอื่นๆ เขานั่งกันเงียบๆ แต่พวกเธอสองคนกลับมานั่งคุยเล่นหัวเราะกันอยู่หลังห้อง ถ้าไม่อยากเรียน อย่างน้อยก็ช่วยอย่ารบกวนคนอื่นจะได้ไหม"
"ครูไม่สนหรอกนะว่าภูมิหลังครอบครัวพวกเธอจะดีแค่ไหน หรือเข้ามาเรียนห้องนี้ได้ยังไง แต่เมื่อเข้ามาอยู่ที่นี่แล้ว พวกเธอต้องทำตามกฎ ครูไม่สนหรอกว่าพวกเธอจะตั้งใจเรียนหรือไม่ แต่ถ้าพวกเธอคุยเล่นส่งเสียงหัวเราะรบกวนคนอื่นในเวลาเรียนอีก ครูคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเชิญพวกเธอออกไป! นี่คือครั้งแรก แต่ครูหวังว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้าย ส่วนคนอื่นๆ ก็เหมือนกัน ได้ยินที่ครูพูดไหม!"
"ได้ยินครับ/ค่ะ!" นักเรียนห้าสิบกว่าคนตอบรับพร้อมเพรียงกัน
อินฟางถึงได้กล่าวขึ้นว่า "เอาล่ะ นั่งลงได้"
เสวี่ยเจียวนั่งลงอย่างหดหู่พร้อมกับก้มหน้าลง
เธอยังคงสัมผัสได้ถึงสายตาเย้ยหยันของคนอื่นๆ ที่มองมาที่เธอ มันเป็นประสบการณ์ที่เธอไม่เคยพบเจอมาก่อน ทั้งน่าอับอายและขายหน้า
เสวี่ยเจียวก้มหน้าก้มตา ห่อปกหนังสือด้วยท่าทีแข็งทื่อ อี้เทียนอวี่ชำเลืองมองเธออยู่สองสามครั้ง และเมื่ออินฟางเดินออกไปรับโทรศัพท์ เขาถึงได้หันหน้ามาถาม
"นี่ เป็นอะไรไปน่ะ"
ไม่มีเสียงตอบรับ คนข้างๆ เขายังคงง่วนอยู่กับการห่อปกหนังสือ ราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูด
"นี่!"
อี้เทียนอวี่ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ จากนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่งและโพล่งถามออกไปอย่างคนทำตัวไม่ถูก
"เธอร้องไห้เหรอ"
เสวี่ยเจียวยังคงไม่เงยหน้าขึ้น มีเพียงหยาดน้ำใสๆ หยดหนึ่งตกลงบนโต๊ะเสียงดัง "แหมะ"
อี้เทียนอวี่หดคอกลับไปราวกับนกกระทา ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาอีกแม้แต่ครึ่งคำ
— —
หลังจากห่อปกหนังสือเสร็จหมดทุกเล่ม อารมณ์ของเสวี่ยเจียวก็สงบลง เธอไม่ใช่คนเปราะบางอ่อนแอ การที่เธอร้องไห้ออกมาหลังจากถูกครูดุในครั้งนี้ คงไม่ใช่เป็นเพราะแค่ความรู้สึกอับอายเพียงอย่างเดียว
มันน่าจะเป็นเพราะความสับสนมึนงงที่ต้องเผชิญกับโลกใบใหม่มากกว่า ไม่ว่าภายนอกเธอจะดูเยือกเย็นแค่ไหน แต่เธอก็เปลี่ยนจากคนๆ หนึ่งกลายมาเป็นอีกคนหนึ่งไปแล้ว
คนๆ นี้มีความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ซับซ้อนยุ่งเหยิง และทิ้งปัญหาบานเบอะเอาไว้ให้เธอตามแก้...
น้ำตาสองหยดนี้ จึงเป็นเพียงแค่การระบายความอัดอั้นตันใจของเธอออกมามากกว่าสิ่งอื่นใด
อินฟางเดินกลับเข้ามาแล้วพูดด้วยใบหน้าเรียบตึง
"ทางโรงเรียนแจ้งมาว่าช่วงบ่ายและช่วงค่ำของวันนี้ ให้พวกเธอกลับไปทำความสะอาดและจัดเก็บข้าวของที่หอพัก ส่วนใครที่เดินทางไปกลับก็กลับบ้านได้"
เธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
"พรุ่งนี้เช้าจะเริ่มเรียนอย่างเป็นทางการ ทุกคนต้องรีบดึงสมาธิกลับมา ปีหน้าพวกเธอจะขึ้นมัธยมหกแล้ว อย่าคิดว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยยังอยู่อีกไกล หากอยากได้คะแนนสอบดีๆ ก็ต้องเริ่มขยันตั้งแต่ต้อนนี้! เรื่องสุดท้าย โดยเฉพาะนักเรียนที่เดินทางไปกลับ ให้ระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยด้วย ได้ยินไหม!"
"ได้ยินครับ/ค่ะ!"
หลังจากอินฟางพูดจบ เธอก็สวมรองเท้าส้นสูงเดินสับเท้าจากไป เสวี่ยเจียวมองดูปกหนังสือลายสก๊อตสีขาวดำที่เรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบใต้โต๊ะเรียน ซึ่งมันเหมือนกับในชาติก่อนของเธอไม่มีผิดเพี้ยน
เธอไม่ต้องเหลือบมองป้ายชื่อที่ติดไว้ตรงสันหนังสือเลยด้วยซ้ำ ก็รู้ได้ทันทีว่าเล่มไหนเป็นเล่มไหนอย่างคุ้นเคย
แล้วไงล่ะ เปลี่ยนร่างแล้วยังไง
เธอก็ยังคงเป็นเธอ เธอคือเสวี่ยเจียว และเธอก็คือกู้เสวี่ยเจียวเช่นเดียวกัน
เธอยังสามารถนั่งเรียนในห้องเรียนมัธยมปลาย กลับมาตั้งใจเรียนอย่างหนักได้อีกครั้ง และทำคะแนนให้ดีกว่าครั้งที่แล้ว
ดวงตาของกู้เสวี่ยเจียวค่อยๆ ทอประกายสดใสขึ้น เธอหยิบหนังสือคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ออกมาใส่กระเป๋านักเรียน จากนั้นก็สะพายกระเป๋าแล้วเดินออกจากห้องเรียนไป
อี้เทียนอวี่ผู้ซึ่งไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ได้แต่มองตามแผ่นหลังของเธอไปอย่างเหม่อลอย เขาเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองที่ลิ้นชักใต้โต๊ะของเธอ—
"จริงๆ แล้วมันก็ดูดีเหมือนกันนะ"
— —
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูโรงเรียน
"กู้เสวี่ยเจียว!" เสียงผู้หญิงที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหูดังขึ้น
เสวี่ยเจียวสูดลมหายใจลึก รู้ได้ทันทีว่าปัญหาที่กู้เสวี่ยเจียวทิ้งไว้ให้กำลังจะตามมาหลอกหลอนอีกแล้ว
แม้จะรู้อยู่เต็มอก แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เธอก็ยังต้องชะงักไปอยู่ดี
เด็กผู้หญิงสี่คน ที่หน้าตาการแต่งตัวดูคล้ายคลึงกับสิ่งที่เสวี่ยเจียวเห็นในกระจกตอนที่เธอเพิ่งทะลุมิติมาใหม่ๆ พวกเธอแต่งหน้าจัดจ้าน สวมกางเกงขาสั้นกุด และเสื้อที่สั้นจนเผยให้เห็นหน้าท้อง