- หน้าแรก
- ตัวข้าคือแท่นบูชากระดูกขาว ยิ่งบูชายัญยิ่งแข็งแกร่ง
- บทที่ 28 - การสังเวยเจ้าอาราม
บทที่ 28 - การสังเวยเจ้าอาราม
บทที่ 28 - การสังเวยเจ้าอาราม
บทที่ 28 - การสังเวยเจ้าอาราม
วันที่สามหลังจากที่ชิงเฉินกลับไปที่อารามชิงเฟิง เฉินโจวก็ได้รับโอสถชุดแรกที่เขาส่งคนมาส่งให้ โอสถอิ่มทิพย์สิบชุด ผงยาต่อกระดูกห้าชุด บรรจุในขวดกระเบื้องเคลือบสีเขียว ปากขวดปิดด้วยขี้ผึ้งรูพใบไผ่ของอารามชิงเฟิง ศิษย์ที่มาส่งยาเป็นเด็กหนุ่มอายุราวสิบห้าสิบหกปี สวมเสื้อคลุมนักบวชสีเทาที่ซักจนซีด ปลายแขนเสื้อรุ่ยเป็นขุย แต่รวบผมอย่างเป็นระเบียบ ตอนที่เห็นบริวารกระดูกขาว ขาของเขาสั่นระริก แต่ไม่ได้ทำขวดยาตกพื้น เขาประคองกล่องยาเหนือศีรษะด้วยสองมือ น้ำเสียงสั่นเครือแต่พูดชัดเจนทุกถ้อยคำ "ศิษย์อารามชิงเฟิง ลู่เสี่ยวชวน รับคำสั่งเจ้าอารามให้มาส่งยา เจ้าอารามฝากบอกว่า โอสถอิ่มทิพย์ทุกชุดเต็มปริมาณ ผงยาต่อกระดูกเพิ่มโสมรวมเลือดไปอีกครึ่งเฉียน ขอให้นายท่านโปรดชี้แนะ"
ตอนที่หนวดเทารับกล่องยามา อดไม่ได้ที่จะใช้กรงเล็บเขี่ยปลายแขนเสื้อของเด็กหนุ่ม ด้านในแขนเสื้อมีรอยปะสามจุด ฝีเข็มละเอียดประณีต ไม่ใช่ฝีมือของเด็กหนุ่มที่เย็บเองได้แน่ ไม่ศิษย์หญิงในอารามชิงเฟิงทำให้ ก็ชิงเฉินเย็บให้ด้วยตัวเอง หนวดเทาไม่พูดอะไร แต่ใช้กรงเล็บสลักข้อความลงบนแผ่นกระดูกของตัวเอง ศิษย์ส่งยา แขนเสื้อมีรอยปะ งานสนับสนุนในอารามถือว่าพอใช้ได้
เฉินโจวให้อันเริ่นพาลู่เสี่ยวชวนไปพักในห้องสุสานรองทางตะวันออกครึ่งชั่วยาม ให้ดื่มน้ำร้อนหนึ่งชาม ยัดมันแกวป่าให้สองหัว จากนั้นก็ให้อัศวินกระดูกขาวคุ้มกันเขาลงเขา ตอนที่เด็กหนุ่มจากไป เขาแอบเหลียวมองคฤหาสน์กระดูกขาว แถวของยามกระดูกขาวที่ตั้งเป็นรูปโค้งบนหอสังเกตการณ์และแผ่นหลังของสตรีในชุดแต่งงานโลหิตใต้ศาลาน้ำบ่อ ภาพเหล่านี้คงฝังอยู่ในใจเขาไปอีกนาน ทว่าความเคลื่อนไหวที่อีกฝั่งหนึ่งของเส้นทางภูเขาในขณะนี้ กลับดังกึกก้องกว่าภาพใดๆ ที่เขาจดจำไว้ในใจเสียอีก
ตอนเที่ยงวัน เสียงฝีเท้าดังกึกก้องมาจากทิศทางของสำนักชิงจู๋ ท่อกระดูกสดับเสียงที่หนวดเทาฝังไว้ก้นแม่น้ำจับสัญญาณได้อย่างชัดเจน อย่างน้อยสามสิบคน พื้นรองเท้าตอกหมุดเหล็ก ฝีเท้าเป็นระเบียบ เป็นกองกำลังผู้ฝึกตนที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี เสียงฝีเท้าของผู้นำหนักหน่วงราวกับกลองรบ ทุกก้าวที่เหยียบลงไปท่อกระดูกจะสั่นสะเทือนสามครั้ง จังหวะแตกต่างจากตอนที่นักพรตชิงซงพาคนมาอย่างสิ้นเชิง ครั้งก่อนเป็นฝีเท้าที่หนักแน่นของระดับจู้จีขั้นกลาง แต่ครั้งนี้หนักกว่า เร็วกว่า และทุกก้าวแฝงไว้ด้วยเสียงสะท้อนของการกระทบกันของโลหะ เหมือนผู้ฝึกตนที่สวมชุดเกราะกำลังเดินทัพ
"คนของสำนักชิงจู๋" หงฉางเก็บเล็บ กระโดดลงจากขอบบ่อ ย่ำเท้าเปล่าขึ้นบันไดหอสังเกตการณ์กระดูกขาว "คนนำไม่ใช่ชิงซง เสียงฝีเท้าไม่เหมือน ชิงซงเดินเหมือนเหยียบสำลี แต่คนนี้เดินเหมือนเหยียบฝาโลงศพ"
"เหยียบฝาโลงศพคืออะไร" สือโถวเงยหน้าขึ้นจากเปลือกไม้
"ฝาโลงศพมีสองชั้น เหยียบลงไปจะดังทึบๆ สองครั้ง เขาเหยียบหนึ่งก้าวดังทึบๆ สามครั้ง ถ้าไม่ได้ใส่รองเท้าเหล็ก ก็ต้องแบกของเหล็กอะไรบางอย่างไว้บนตัว" หงฉางยืนอยู่บนยอดหอสังเกตการณ์ ดวงตาหงส์หรี่ลงเป็นเส้นตรง มองฝ่าสายตาไปยังทิศทางของเส้นทางภูเขาทางทิศตะวันออก "เห็นแล้ว สามสิบคน สวมเกราะหนักสีเขียวทั้งหมด หน้าอกมีกระจกเหล็กคุ้มภัย คนนำมีกระบองเหล็กคู่แขวนอยู่ที่เอว ตีเหล็กสีดำ แต่ละท่อนหนักอย่างน้อยแปดสิบจิน ไม่ใช่อาวุธมาตรฐานของสำนักชิงจู๋ เป็นอาวุธของนักล่ามาร"
การรับรู้ของเฉินโจวขยายออกไปตามสายตาของนาง เขตแดนลี้ลับระดับจ่งทำงานอย่างมีเสถียรภาพมาหลายวันแล้ว รัศมีครอบคลุมร้อยจั้งทำให้เขาสามารถจับรายละเอียดทุกอย่างบนเส้นทางภูเขาได้อย่างชัดเจน ในบรรดาผู้ฝึกตนสวมเกราะเขียวสามสิบคน ผู้นำมีรูปร่างกำยำ สวมเกราะเหล็กเต็มตัว มีกระบองคู่ไขว้กันอยู่ที่เอว เวลาเดินด้ามกระบองจะกระทบกันเกิดเสียงโลหะทึบๆ นักล่ามาร ไม่ใช่นักล่าเงินรางวัลที่ทำงานคนเดียวอย่างจ้าวเถี่ยอี แต่เป็นกองกำลังนักล่ามารที่จัดตั้งเป็นระบบ กองกำลังขนาดนี้เมื่อรับงานแล้วจะปฏิบัติการร่วมกัน เป้าหมายมีเพียงหนึ่งเดียว ปิดล้อมและกวาดล้างรังของสิ่งชั่วร้ายเป้าหมาย
และคฤหาสน์กระดูกขาวทั้งหมด หลังจากที่จ้าวเถี่ยอีตาย ก็ยังคงเป็นคดีค้างคาในบัญชีรายชื่อของสมาคมนักล่าเงินรางวัล กองกำลังนักล่ามารกลุ่มนี้น่าจะมุ่งเป้ามาที่เขาเก้าในสิบส่วน
"เตรียมรบเต็มพิกัด" เสียงของเฉินโจวดังกังวานขึ้นจากส่วนลึกของตำหนักกระดูกขาว ลวดลายสีทองหม่นหมุนวนอย่างรวดเร็ว "เสี่ยวไป๋นำหมายเลขห้า หมายเลขหก อันเริ่น รักษาการณ์หอสังเกตการณ์ทิศตะวันออก อัศวินกระดูกขาวสแตนด์บายทางทิศตะวันตก รอสัญญาณ อย่าเพิ่งพุ่งทะยานก่อน รอคำสั่งข้า หนวดเทา นำเผ่าหนูทั้งหมดถอยกลับเข้าไปในอุโมงค์ ปิดตายทางเข้าทิศใต้และทิศตะวันออก สือโถวซ่อนตัวอยู่ในห้องสุสานหลัก นำเปลือกไม้และถ่านไปด้วย หงฉาง"
"ข้าน้อยฟังอยู่"
"ครั้งก่อนเจ้าบอกว่ากลุ่มสุสานป่ามีวิญญาณเร่ร่อนให้เก็บกวาด ตอนนี้กลุ่มสุสานป่ายังอยู่ไหม"
"อยู่ วิญญาณเร่ร่อนระดับเลี่ยนชี่ขั้นต้นเก้าดวง คนธรรมดาสองดวง นายท่านจะให้ข้าน้อยไปเก็บตอนนี้เลยหรือ"
"ไม่ใช่ตอนนี้" น้ำเสียงของเฉินโจวราบเรียบจนเกือบจะเย็นชา "รอให้สู้เสร็จก่อน หากรูปแบบการยอมจำนนของชิงเฉินสามารถทำให้หอหลอมวิญญาณสกัดการประทับวิญญาณระดับจู้จีที่สมบูรณ์ได้ วิญญาณเร่ร่อนกลุ่มนี้ก็จะไม่ใช่แค่วิญญาณเร่ร่อนอีกต่อไป พวกมันจะเป็นภาพสลักนูนต่ำบนฐานเสาของตำหนักกระดูกขาวหลังต่อไป สู้เสร็จเจ้าไปที่กลุ่มสุสานป่าทันที ห้ามพลาดแม้แต่ดวงเดียว"
เล็บของหงฉางกรีดเบาๆ บนระเบียงกระดูกของหอสังเกตการณ์ ไม่ได้พูดอะไรอีก
กองกำลังนักล่ามารหยุดฝีเท้าที่ทางโค้งของเส้นทางภูเขา นักล่ามารกระบองคู่ผู้เป็นหัวหน้าหยิบแผ่นทองเหลืองออกมาจากเอว บนแผ่นทองเหลืองสลักอักขระแกะรอยแน่นขนัด เข็มชี้ตรงไปยังทิศทางของคฤหาสน์กระดูกขาว คนที่ดูเหมือนจะเป็นรองหัวหน้าเดินเข้ามาใกล้แล้วกระซิบ "หัวหน้า งานสุดท้ายที่จ้าวเถี่ยอีรับก็คือที่นี่ ประกาศของสำนักชิงจู๋บอกว่าข้างในเป็นปีศาจกระดูก แต่นักพรตชิงซงบอกว่าเขาเคยมาดูด้วยตัวเองแล้ว บอกว่าข้างในไม่ใช่แค่ปีศาจกระดูก แต่ยังมีสิ่งชั่วร้ายระดับจู้จีด้วย"
"ชิงซงตาเฒ่าเจ้าเล่ห์" นักล่ามารกระบองคู่แค่นเสียงเย็น เก็บแผ่นทองเหลืองกลับเข้าเอว "ถ้าเขามั่นใจจริง คงไม่เขียนจดหมายขอความช่วยเหลือไปที่สมาคมนักล่าเงินรางวัลหรอก ในจดหมายขอความช่วยเหลือยังจงใจเขียนประโยคหนึ่งว่า 'โปรดระมัดระวัง' เจ้าคิดว่าเขาเป็นห่วงความเป็นตายของเราหรือ เขาแค่กลัวว่าเราจะตายที่นี่ แล้วสมาคมนักล่าเงินรางวัลจะหันกลับไปคิดบัญชีกับเขาก็เท่านั้น" เขาเงยหน้ามองคฤหาสน์กระดูกขาว แววตาภายใต้หมวกเหล็กฉายแววระแวดระวังตามวิสัยอาชีพ "จัดขบวนตามยุทธวิธีที่วางแผนไว้ บ่อน้ำหลังบ้านและยอดแหลมของตำหนักใหญ่เป็นเป้าหมายอิสระ ต้องถอนรากถอนโคนหอคอยและบ่อน้ำก่อน หอคอยจะขยายขอบเขตเขตแดนลี้ลับ ส่วนในบ่อน้ำก็มีระดับจู้จีอีกคนซุ่มอยู่"
การล้อมปราบเริ่มขึ้น กองกำลังนักล่ามารจัดรูปแบบขบวนอย่างระมัดระวัง แบ่งเป็นกลุ่มละสามคนบุกทะลวง เสริมด้วยหน้าไม้สยบมารและตาข่ายมัดวิญญาณ เป้าหมายชี้ตรงไปยังหอหลอมวิญญาณทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เฉินโจวไม่พูดอะไร เพียงแค่เปิดการรับรู้เขตแดนลี้ลับจนถึงขีดสุด อัดข้อมูลเรียลไทม์ทั้งหมดเข้าสู่จุดรับรู้ของบริวารทุกตน
กองกำลังนักล่ามารโจมตีหอหลอมวิญญาณทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือก่อน นักล่ามารกระบองคู่ทำการบ้านมาอย่างดีก่อนออกเดินทาง เขารู้ว่าสิ่งก่อสร้างที่อันตรายที่สุดในคฤหาสน์กระดูกขาวไม่ใช่ตำหนักกระดูกขาว แต่เป็นหอหลอมวิญญาณที่ยังทำงานไม่เต็มที่ หากหอหลอมวิญญาณทำงานเต็มที่ ไอแค้นของทั้งคฤหาสน์จะถูกกลั่นและเปลี่ยนรูป พลังรบของบริวารสายไอแค้นทั้งหมดจะก้าวกระโดดขึ้นไปอีกขั้น ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะถอนรากถอนโคนมันก่อนที่มันจะทำงานเต็มที่ แต่เฉินโจวก็คาดการณ์การคาดการณ์ของเขาไว้แล้ว บริเวณหน้าแผ่นกระดูกชั้นล่างสุดของห้องสุสานรองทิศตะวันตก ซึ่งอยู่ใต้ฐานหอคอย รอยน้ำสีฟ้าหลังแผ่นกระดูกสามชั้นและผ้ากระสอบหนึ่งชั้นกำลังซึมเข้าไปด้านในอย่างช้าๆ หากกองกำลังนักล่ามารใช้อาวุธวิเศษขนาดหนักโจมตีฐานหอคอยอย่างรุนแรง แรงสั่นสะเทือนจะส่งผ่านแผ่นกระดูกไปยังช่องว่างด้านล่าง และจะไปตรงกับจังหวะการลอยตัวของซากปลาคุนพอดี หากแหล่งกำเนิดแรงสั่นสะเทือนทั้งสองเกิดการสั่นพ้อง แผ่นกระดูกจะแตกจากด้านนอกเข้าไปด้านใน ผลที่ตามมาจะเลวร้ายเกินจินตนาการ
"อย่าให้พวกมันทุบหอคอย" คำสั่งของเฉินโจวเร็วกว่าครั้งไหนๆ "เสี่ยวไป๋พาอันเริ่นออกไปทางประตูหน้า ดึงความสนใจไว้ด้านหน้า ไม่ต้องสู้ แค่ล้อมไว้แต่ไม่โจมตี บีบให้พวกมันแยกกำลัง หงฉาง เจ้าเฝ้าหอคอย ใต้ฐานหอคอยมีของบางอย่าง ห้ามใครเข้าใกล้หอคอยในรัศมีหนึ่งจั้งเด็ดขาด"
ร่างของหงฉางวูบไหว หายไปจากยอดหอสังเกตการณ์ทันที วินาทีต่อมานางก็ปรากฏตัวที่ด้านหน้าหอหลอมวิญญาณ เล็บทั้งสิบกางออก กรีดเส้นป้องกันยาวห้าเส้นบนอิฐกระดูกฐานหอคอย
การต่อสู้ปะทุขึ้นที่หน้าหอหลอมวิญญาณ กระบองเหล็กของนักล่ามารกระบองคู่มีอานุภาพร้ายแรง กระแทกพื้นครั้งเดียวสามารถทำให้กระเบื้องกระดูกขาวเป็นหลุมลึกสามฉื่อ เศษหินกระเด็นกระจายราวกับเศษกระสุน หลังจากที่เสี่ยวไป๋หยั่งเชิงการโจมตีด้านหน้าไปสิบกระบวนท่า มันก็ถอยกลับไปสลับตำแหน่งกับอันเริ่นอย่างเด็ดขาด ลวดลายสีทองหม่นบนกระดูกหน้าอกของมันถูกกระแทกจนเกิดรอยร้าวเล็กๆ แต่มันเพียงแค่กระซิบกับอันเริ่นในช่วงจังหวะที่หลบหลีก "ทหารเกราะหนักทางซ้าย ขาสั้น" บริวารกระดูกขาวสามตนเล็งไปที่จุดบอดตรงข้อพับเข่าพร้อมกัน และฟันลงไปในวินาทีถัดมา ปีกขวาของกองกำลังนักล่ามารถูกฉีกเป็นช่องว่างแคบๆ และแม่นยำด้วยการโจมตีครั้งนี้ บีบให้ต้องแบ่งคนกลับมาซ่อมแซมแนวป้องกัน
ตอนที่หงฉางอ้อมไปด้านหลังกองกำลังนักล่ามาร นางเหยียบเข้ากับลูกดอกหน้าไม้สยบมารที่หัก ลูกดอกหักดังเป๊าะใต้เท้าของนาง เสียงเพลงของนางก็หยุดลงในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่เพราะได้รับบาดเจ็บ แต่นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นสนิมเหล็กที่เจือปนมาด้านหลังกองกำลังนักล่ามาร กลิ่นนั้นจางมาก ปะปนอยู่กับกลิ่นคาวเลือดและผงกระดูก แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรับรู้ได้ แต่นางหันศีรษะไปมองตามกลิ่นนั้นเข้าไปในป่าลึกสุดปลายเส้นทางภูเขา ตรงนั้นมีคนอยู่
"นายท่าน" นางลดเสียงลงและส่งสัญญาณผ่านเครื่องรับส่งกระดูก "ที่ตีนเขามีคนอีกคนหนึ่ง ไม่ได้ตามมา เป็นคนของสำนักชิงจู๋ที่มาจับตาดู ข้าน้อยได้กลิ่นไม้หอมจันทน์จากตัวเขา"
"อย่าเพิ่งแหวกหญ้าให้งูตื่น ปล่อยให้มันจับตาดูต่อไป" การรับรู้ของเฉินโจวกวาดผ่านภาพรวมของสนามรบ สำนักชิงจู๋ส่งคนมาซุ่มดูอยู่ไกลๆ กองกำลังนักล่ามารพุ่งไปสู้ตายอยู่ข้างหน้า ภาพการทำงานแบบนี้เขาเคยเห็นมานับไม่ถ้วนบนโต๊ะเจรจาธุรกิจในชาติก่อน ผู้ว่าจ้างส่งคนมาจับตาดูผู้รับเหมา พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากทั้งสองฝ่าย หากอยากจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ก็ต้องคำนวณให้ดีก่อนว่าใครเป็นคนเปลี่ยนสนามรบให้กลายเป็นสระน้ำ
การต่อสู้ดำเนินไปครึ่งชั่วยาม หลังจากสูญเสียศิษย์ระดับเลี่ยนชี่ไปเจ็ดคน กองกำลังนักล่ามารก็ถูกกดดันอย่างหนัก รองหัวหน้าถูกศอกกระดูกของเสี่ยวไป๋กระแทกกระจกเหล็กคุ้มภัยจนแตกกระจาย ส่วนนักล่ามารกระบองคู่ก็ถูกหงฉางและอันเริ่นรุมล้อมจนต้องถอยร่นไปถึงเชิงบันไดหอหลอมวิญญาณ กระบองเหล็กของเขาเหลือเพียงอันเดียว อีกอันถูกอัศวินกระดูกขาวใช้หอกกระดูกงัดกระเด็นไปปักอยู่บนกำแพงหอสังเกตการณ์ตอนที่พุ่งชน เขาหอบหายใจอย่างหนัก หมวกเหล็กหลุดหายไปไหนก็ไม่รู้ เผยให้เห็นใบหน้าของชายวัยกลางคนที่โชกไปด้วยเลือดและเหงื่อ โหนกแก้มสูง มีรอยแผลเป็นที่หางตา เช่นเดียวกับจ้าวเถี่ยอีที่มีร่องรอยของการต่อสู้กับสิ่งชั่วร้ายในป่าลึกมาอย่างยาวนาน เขาจ้องมองอักขระหลอมวิญญาณบนหอคอยเขม็ง จู่ๆ ก็หัวเราะออกมา นำกระบองเหล็กอันสุดท้ายปักลงบนพื้น หัวกระบองทะลุผ่านอิฐกระดูก รอยร้าวบนอิฐกระดูกลามจากฐานหอคอยไปจนถึงขอบบันไดชั้นที่สาม
"พวกเจ้าพวกสิ่งชั่วร้าย"
คำพูดของเขาขาดหายไป เพราะกระดิ่งกระดูกบนชั้นห้าของหอหลอมวิญญาณสั่นสะเทือนพร้อมกัน ดังต่อเนื่องเก้าครั้ง อักขระหลอมวิญญาณชุดแรกภายในหอคอยทำงานโดยอัตโนมัติ อักขระเกลียวสีทองหม่นบนยอดหอคอยหมุนวนอย่างรวดเร็ว ปล่อยลำแสงสีฟ้าเส้นเล็กจิ๋วจากยอดหอคอยลงไปยังใต้พื้นของห้องสุสานรองทางทิศตะวันตก ลำแสงทะลุผ่านชั้นดิน ทะลุผ่านแผ่นกระดูก ทะลุผ่านผ้ากระสอบ พุ่งตรงไปยังแท่นหินที่อยู่กลางช่องว่างสีฟ้า แหวนสว่างขึ้น ดวงตาบนหน้าปัดแหวนแซฟไฟร์เบิกกว้างขึ้น ไม่ใช่ภาพลวงตา แต่เบิกกว้างขึ้นจริงๆ เผยให้เห็นรูม่านตาสีฟ้าครามแนวตั้ง ตรงกลางรูม่านตามีรอยแยกสีทองเส้นเล็กๆ
จากนั้น อักขระหลอมวิญญาณที่ยังไม่เปิดใช้งานทั้งหมดในหอคอยก็สว่างขึ้นพร้อมกันในพริบตา เปลวไฟวิญญาณสว่างไสวพุ่งตรงขึ้นสู่เพดาน สะท้อนให้คฤหาสน์กระดูกขาวกลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม รูม่านตาบนหน้าปัดแหวนยิงแสงสีฟ้าเย็นเยียบออกมา ทะลุผ่านชั้นกระดูกและชั้นดินหลายชั้น พุ่งตรงเข้าไปที่หลังของนักล่ามารกระบองคู่ นักล่ามารอ้าปากค้าง ไร้ซึ่งเสียงใดๆ ร่างกายของเขาถูกปกคลุมด้วยผลึกน้ำแข็งสีฟ้าอ่อนจากภายในสู่ภายนอก กล้ามเนื้อแข็งทื่อ พลังปราณนิ่งสนิท เขายืนนิ่งอยู่กับที่ ในท่าทางที่เท้าข้างหนึ่งเหยียบอยู่บนบันได มือข้างหนึ่งกุมเกราะที่หน้าอก ถูกแช่แข็งทั้งเป็นอยู่ในผลึกน้ำแข็งสีฟ้าโปร่งแสง ประกายแสงสีน้ำเงินเย็นยะเยือกแผ่ขยายไปตามบันไดและอิฐกระดูก เคลือบเศษกระดูกและเศษเกราะที่อยู่รอบฐานหอคอยด้วยชั้นสีน้ำเงินบางๆ
เฉินโจวมองดูฉากนี้ เงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็ใช้เขตแดนลี้ลับปกคลุมร่างของนักล่ามาร ผลึกน้ำแข็งสีฟ้าผนึกการเคลื่อนไหวของนักล่ามาร แต่ตัวการผนึกนั้นเองกลับกลายเป็นสื่อกลาง การตัดสินใจสังเวยของเขตแดนลี้ลับซึมซาบเข้าไปในร่างของนักล่ามารผ่านผลึกน้ำแข็ง สัมผัสได้ถึงหัวใจที่ยังคงเต้นอยู่ของเขา
[ตรวจพบสิ่งมีชีวิตระดับจู้จีเข้าสู่ขอบเขตของเขตแดนลี้ลับ นักล่ามารระดับจู้จีขั้นต้น อยู่ในสภาวะบาดเจ็บสาหัสและถูกผนึก ต้องการสังเวยหรือไม่]
"สังเวย"
ร่างกายของนักล่ามารเริ่มสลายตัว การสลายตัวเริ่มจากปลายนิ้ว ราวกับมีคนใช้ยางลบตวัดภาพวาดดินสอ ลบไปถึงไหน เลือดเนื้อและกระดูกตรงนั้นก็แปรสภาพเป็นสายหมอกสีแดงอมดำพุ่งเข้าสู่อักขระของแท่นบูชา รายละเอียดนี้ทำให้เฉินโจวสังเกตเห็น ชั้นผลึกน้ำแข็งสีฟ้าช่วยสกัดกั้นปราณคุ้มกายของนักล่ามาร ทำให้ประสิทธิภาพการแปลงสภาพของการสังเวยเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ เมื่อฝุ่นธุลีเม็ดสุดท้ายหายไปบนขั้นบันไดแท่นบูชา หน้าต่างระบบก็แสดงรายการของรางวัล เสบียงเลือดเนื้อชั้นเลิศ 2 ส่วน เลือดสดชั้นเลิศ 2 ส่วน วิญญาณชั้นเลิศ 2 ดวง มากกว่าปกติเกือบเท่าตัว นี่เป็นอีกหนึ่งข้อมูลยุทธวิธีที่คุ้มค่าแก่การบันทึก ผลึกน้ำแข็งเองไม่ได้มีส่วนร่วมในการโจมตี แต่มันเหมือนกับชั้นเกลือบางๆ ที่กักเก็บการต่อต้านทั้งหมดของเหยื่อไว้ในร่างกาย เหลือเพียงเส้นทางการแปลงสภาพที่บริสุทธิ์ที่สุดให้กับแท่นบูชา
ตอนที่เก็บกวาดสนามรบ หงฉางไปที่ป่าสุดปลายเส้นทางภูเขา กลิ่นไม้หอมจันทน์ในป่าจางหายไปตั้งแต่ก่อนการต่อสู้จะจบลง เหลือเพียงรอยเท้าครึ่งรอยบนกองใบสน เป็นรองเท้าฟางมาตรฐานของสำนักชิงจู๋ พื้นรองเท้ามีลายกันลื่นรูปข้อไผ่ นางย่อตัวลง ใช้ปลายนิ้วแตะเศษใบสนที่ติดอยู่ตรงขอบรอยเท้า แล้วเงยหน้ามองเศษผ้าสีซีดที่ผูกไว้กับกิ่งไม้ลึกเข้าไปในป่า นั่นคือเครื่องหมายบอกทางที่ศิษย์สายนอกของสำนักชิงจู๋ใช้ทำสัญลักษณ์เส้นทาง นางกระชากเครื่องหมายบอกทางนั้นลงมา พันรอบปลายนิ้วสามรอบ แล้วหันหลังเดินกลับคฤหาสน์
ในเวลาเดียวกัน ทางด้านหอหลอมวิญญาณ กระแสน้ำข้อมูลเชี่ยวกรากที่เกิดจากเสียงกระดิ่งกระดูกดังก้องพร้อมกันกำลังค่อยๆ ลดระดับลง แทนที่ด้วยตัวชี้วัดความเงียบอีกอย่าง อุณหภูมิของแท่นบูชาแห่งไฟฐานหอคอยเริ่มสูงขึ้นอย่างช้าๆ หลังจากการสังเวยนักล่ามาร รอยสลักอักขระใหม่ปรากฏขึ้นที่ด้านในของแผ่นกระดูกชั้นแรก ไม่ใช่รอยที่เฉินโจวสลัก แต่เป็นบันทึกสภาพแวดล้อมที่หอหลอมวิญญาณสร้างขึ้นเอง อักขระเหล่านี้ครอบคลุมความถี่พลังปราณของนักล่ามาร น้ำหนักและวัสดุของกระบองคู่ หรือแม้แต่คลื่นแสงสเปกตรัมที่เกิดจากการตกผลึกของพลังยาผงยาต่อกระดูกที่ชิงเฉินส่งมาประสานกับพลังปราณแท้ที่หลงเหลืออยู่ในตัวนักล่ามารระหว่างกระบวนการถูกแช่แข็ง นี่ไม่ใช่แค่ของที่ริบได้จากเหตุการณ์เดียวอีกต่อไป แต่หอคอยเริ่มเรียนรู้และจดจำแล้ว
"นายท่าน" นางโยนเศษผ้านั้นลงบนอิฐกระดูกเมื่อเดินเข้ามาในตำหนัก "สำนักชิงจู๋ส่งคนมาเฝ้าดูอยู่ที่ตีนเขา พอสู้เสร็จก็หนีไป ฝีมือไม่เท่าไหร่ แต่วิ่งเร็วทีเดียว"
เฉินโจวไม่ได้รับเศษผ้านั้น สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ข้อมูลใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาบนหน้าต่างระบบ วิญญาณชั้นเลิศ 2 ดวง วิญญาณของนักล่ามารกำลังถูกวิเคราะห์โดยอัตโนมัติบนแท่นบูชาแห่งไฟชั้นแรกของหอหลอมวิญญาณ อุณหภูมิของแท่นบูชาแห่งไฟที่ฐานหอคอยสูงขึ้นเล็กน้อย การประทับวิญญาณกำลังถูกสกัด เมื่อการประทับวิญญาณถูกสกัดสำเร็จ ตัวนำยาโอสถจู้จีของชิงเฉินก็จะมีส่วนสำรองเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน
"พรุ่งนี้เช้าเจ้าพาอันเริ่นไปที่กลุ่มสุสานป่า วิญญาณเร่ร่อนระดับเลี่ยนชี่เก้าดวง เก็บกวาดให้หมด พลังวิญญาณที่หอหลอมวิญญาณสกัดจากวิญญาณของนักล่ามารนั้นบริสุทธิ์กว่าวิญญาณธรรมดาถึงสี่เท่า แม้จะไม่เก็บไว้เป็นตัวนำยา แต่พลังวิญญาณกลุ่มนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้สติปัญญาของอันเริ่นทะลุขีดจำกัดหลักได้ และยังช่วยให้เสี่ยวไป๋ซ่อมแซมรอยร้าวใหม่ที่หน้าอกในครั้งนี้ได้อีกด้วย"
"รับคำสั่ง" หงฉางรับคำอย่างหนักแน่น ตอนที่หมุนตัวกลับ แสงสะท้อนจากแหวนแซฟไฟร์บนมวยผมของนางก็สว่างวาบขึ้นมาแวบหนึ่ง นางเดินไปถึงประตูตำหนัก ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันกลับมาเสริมอีกประโยค "อ้อ คนที่เหยียบรองเท้าฟางบนเส้นทางภูเขา ท่าวิ่งเหมือนจ้าวชิงอวิ๋นเลย"