- หน้าแรก
- จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ผู้เป็นอมตะ
- บทที่ 24 - เปิดเผยร่องรอย
บทที่ 24 - เปิดเผยร่องรอย
บทที่ 24 - เปิดเผยร่องรอย
บทที่ 24 - เปิดเผยร่องรอย
"ฮ่าๆ พยัคฆ์อสูรตัวนี้ถูกข้าไล่ต้อนมาถึงที่นี่ มันย่อมต้องเป็นของข้าอยู่แล้ว"
จีหลิงหัวเราะเยาะมองไปที่กลุ่มคน สายตาของเขาราบเรียบไร้ระลอกคลื่น
หัวหน้ากลุ่มลอบประเมินจีหลิงตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นแก่นอสูรในมือของเขา คิ้วก็กระตุกขึ้นมาในทันที
เขารู้สึกว่าชายผู้นี้ช่างคล้ายคลึงกับชายลึกลับผู้ล่าสัตว์อสูรตามที่มีข่าวลือแพร่สะพัด ช่วงที่ชายอ้วนในกลุ่มกำลังจะอ้าปากต่อล้อต่อเถียง เขาก็รีบห้ามไว้ทันที และหันไปส่งยิ้มให้จีหลิง
"สหาย คงเป็นการเข้าใจผิดกัน พวกเราจะไปดูที่อื่น ไม่รบกวนการล่าสัตว์อสูรของสหายแล้ว"
เมื่อเห็นว่าคนเหล่านี้ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ จีหลิงก็ไม่คิดจะหาเรื่อง ร่างของเขาวูบไหวและเลือนหายไปจากจุดนั้น
หัวหน้ากลุ่มพากลุ่มคนถอยร่นออกไปไกลหลายลี้ เมื่อหยุดพักจึงเอ่ยขึ้นเสียงเบา
"ข้ารู้สึกว่าชายผู้นั้นเมื่อครู่ ดูคล้ายกับชายลึกลับที่ลือกันช่วงนี้เลย"
"ได้ยินมาว่าชายลึกลับผู้นี้มีฝีมือฉกาจฉกรรจ์ ถึงขนาดสังหารงูอสูรขนนกเขียวขั้นสูงสุดระดับสามได้ แต่เมื่อครู่สัมผัสจากชายผู้นั้นก็เหมือนผู้ฝึกตนทั่วไปนี่นา"
ชายร่างผอมในกลุ่มเอ่ยขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความกังขา
"นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด ผู้อาวุโสที่มีฝีมือสูงส่ง ล้วนสามารถซ่อนเร้นพลังที่แท้จริงของตนเองได้ทั้งนั้น"
คนข้างๆ รีบอธิบาย หัวหน้ากลุ่มก็พยักหน้าเห็นด้วย
ชายอ้วนข้างๆ กลับเบ้ปากและกล่าวว่า
"การพบเจอชายลึกลับไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด หากชายเมื่อครู่เป็นจีหลิงสิถึงจะดี พวกเราจะได้กอบโกยเงินก้อนโต"
ผู้คนทั่วทั้งเมืองหลินเฉิงต่างล่วงรู้ว่าตระกูลเฉาได้ตั้งรางวัลนำจับจีหลิงไว้สูงลิ่ว พวกเขาย่อมรู้เรื่องนี้ดี
"ฮ่าๆ เจ้าอ้วน สิ่งที่เจ้าพูดก็อาจเป็นไปได้นะ เขามาเพียงลำพัง แถมอายุอานามก็ยังดูอ่อนเยาว์"
หัวหน้ากลุ่มลูบปลายคาง ในแววตามีประกายแสงวูบวาบ
"แต่พวกเราก็เคยเห็นหน้าค่าตาของจีหลิงกันมาหมดแล้ว รูปร่างหน้าตาของเขากลับไม่เหมือนชายผู้นี้เลยสักนิด"
ชายร่างผอมยังคงตั้งคำถามที่ฟังดูโง่เขลา ชายอ้วนที่ได้ยินดังนั้นจึงตบหัวเขาไปหนึ่งฉาด
"เมื่อครู่เจ้าไม่ได้ยินหรือว่าพลังสามารถซ่อนเร้นได้ การจะเปลี่ยนหน้าตาก็ย่อมมีวิธีเช่นกัน"
"ไม่ว่าเขาจะใช่จีหลิงหรือไม่ พวกเราก็นำเบาะแสนี้ไปบอกตระกูลเฉาเสียก่อน หากฟลุคขึ้นมาเป็นจีหลิงจริงๆ เงินหนึ่งหมื่นตำลึงก็มากพอให้พวกเราเสวยสุขไปได้อีกนาน"
หัวหน้ากลุ่มกล่าวจบ ก็นำกลุ่มคนออกล่าสัตว์อสูรต่อไป
ในขณะเดียวกัน ณ หุบเขาแห่งหนึ่ง แก่นอสูรในมือของจีหลิงได้แปรเปลี่ยนเป็นพลังวิญญาณ ไหลเข้าสู่ทวารทั้งเจ็ดของเขาจนหมดสิ้น
คัมภีร์เทวะอัสนีลงทัณฑ์โคจรอย่างรวดเร็ว ผสานกับพลังวิญญาณในร่าง ยกระดับการบำเพ็ญเพียรอย่างบ้าคลั่ง
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม จีหลิงจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นจากการทำสมาธิ เมื่อสัมผัสได้ว่าระดับพลังเพิ่มขึ้นเพียงน้อยนิด แววตาของเขาก็เผยให้เห็นความผิดหวัง
"ดูท่าข้าต้องรีบไปล่าสัตว์อสูรสายพันธุ์ดึกดำบรรพ์ตัวนั้นเสียแล้ว"
การหลอมรวมแก่นอสูรของสัตว์อสูรที่มีสายเลือดดึกดำบรรพ์ พลังวิญญาณย่อมต้องหนาแน่นกว่าปกติเป็นธรรมดา
จีหลิงมุ่งหน้าลึกเข้าไปในเทือกเขา เป้าหมายของเขาชัดเจนยิ่งนัก นั่นคือการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตระดับหลอมรวมด้วยการหลอมรวมแก่นอสูรของสัตว์อสูรสายพันธุ์ดึกดำบรรพ์ตัวนั้น
ท้องฟ้ามืดครึ้มไปด้วยเมฆดำ เมฆฝนตั้งเค้า เสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง หวังหลี่พร้อมกับพรรคพวกอีกหกคนรีบเดินทางกลับเมืองหลินเฉิงก่อนค่ำ พวกเขาคือกลุ่มคนที่บังเอิญพบกับจีหลิงนั่นเอง
หลังจากนำหนังสัตว์อสูรบางส่วนไปขาย หวังหลี่ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"ไปกันเถอะ พวกเราไปที่ตระกูลเฉากันสักหน่อย เผื่อว่าจะฟลุคเจอดีเข้าจริงๆ"
ชายอ้วนข้างๆ หัวเราะร่วนพลางเอ่ยตอบ
"ฮี่ฮี่ พี่หวัง พวกเราไม่ใช่แมวตาบอดเสียหน่อย"
หวังหลี่ตบหัวชายอ้วนไปหนึ่งทีแล้วด่าปนหัวเราะ
"เจ้าอ้วน เจ้านี่มันปากดีเสียจริง ไปกันเถอะ ไปหาตระกูลเฉาแล้วค่อยไปดื่มเหล้าที่โรงเตี๊ยมกัน"
อีกหกคนที่เหลือได้ยินดังนั้นต่างก็ร้องโห่ร้องด้วยความยินดี
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เมื่อผู้คุ้มกันของตระกูลเฉาทราบจากหวังหลี่ว่ามีเบาะแสของจีหลิง พวกเขาก็รีบไปรายงานให้เฉาฟางทราบทันที
"ฮี่ฮี่ ไอ้เด็กจีหลิงมันซ่อนตัวอยู่ที่ใด รีบพาข้าไปหามันเดี๋ยวนี้"
เฉาฟางรีบรุดมาหาหวังหลี่ด้วยความเร่งรีบ คว้าคอเสื้อของเขาแล้วตะคอกถาม
หวังหลี่และพวกพ้องสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเฉาฟาง ร่างกายของพวกเขาสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว กลิ่นอายนี้ทำให้พวกเขาแทบจะหายใจไม่ออก
"ผู้อาวุโสเฉา พวกเราพบบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งในเทือกเขาใกล้เมืองหลินเฉิง แต่พวกเราก็ไม่แน่ใจว่าเขาคือจีหลิงหรือไม่ เพียงแต่รู้สึกว่าเขามีส่วนคล้ายคลึงเท่านั้น"
หวังหลี่รีบอธิบาย เขากล้าดียืนยันได้อย่างไรว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้นคือจีหลิง หากไม่ใช่ขึ้นมา เขาไม่รู้เลยว่าเฉาฟางจะลงโทษเขาเช่นไร
"เด็กรับใช้ ปล่อยข่าวเรื่องที่จีหลิงกบดานอยู่ในเทือกเขาใกล้เมืองหลินเฉิงออกไป แล้วจัดกำลังคนไปค้นหาในเทือกเขา"
เฉาฟางขมวดคิ้วสั่งการ เขาให้คนไปดักซุ่มหน้าตำหนักยันต์อาคมมาหลายวัน ทว่ากลับไม่ได้ผลลัพธ์อันใดเลย
ก่อนหน้านี้เขาก็เคยนึกสงสัยอยู่บ้าง ว่าจีหลิงอาจหลบหนีออกจากเมืองหลินเฉิงไปแล้ว และตอนนี้ก็มีผู้แจ้งเบาะแสว่าพบร่องรอยที่น่าจะเป็นจีหลิงในเทือกเขาของเมืองหลินเฉิง เขาย่อมไม่ยอมปล่อยเบาะแสนี้ให้หลุดลอยไป
เขาไม่อยากเสียเวลาไปกับเรื่องนี้มากนัก หากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงเมืองสือเฉิง คงรังแต่จะทำให้ตระกูลเฉาเป็นที่น่าหัวร่อ
สองวันต่อมา ภายในถ้ำแห่งหนึ่ง จีหลิงพลิกซากศพของหมีอสูรที่ล้มอยู่ข้างๆ แก่นอสูรในร่างของมันถูกจีหลิงหลอมรวมไปก่อนหน้านี้แล้ว
"อุ้งตีนหมีคู่นี้ยังพอมีราคาอยู่บ้าง ประเดี๋ยวข้าจะแวะไปดูที่เมืองเล็กๆ ใกล้เทือกเขาสักหน่อย"
เขาอยู่ในเทือกเขาแห่งนี้มาหลายสิบวันแล้ว จึงอยากจะไปยังเมืองเล็กๆ ที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อสืบข่าวคราวจากภายนอกบ้าง
หลังจากเก็บอุ้งตีนหมีอสูรเรียบร้อย จีหลิงก็พุ่งตัวมุ่งหน้าไปยังเขตแดนรอบนอกของเทือกเขา
เพิ่งเดินออกมาได้เพียงสามกิโลเมตร จีหลิงก็พบกับกลุ่มคนห้าคน เขายืนเด่นอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ตามลำพัง โดยที่คนเหล่านั้นไม่ทันสังเกตเห็น
"พี่ใหญ่ ตระกูลเฉาบอกว่าจีหลิงกบดานอยู่ในเทือกเขาแห่งนี้ ท่านว่าพวกเขาโกหกพวกเราหรือไม่"
"นั่นสิ เทือกเขาแห่งนี้มีแต่แมลงพิษและสัตว์อสูรเต็มไปหมด ข้าว่าสู้กลับไปเสวยสุขที่ตำหนักยันต์อาคมยังจะดีเสียกว่า"
เมื่อจีหลิงได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป ในใจเต็มไปด้วยความฉงนและสับสน เรื่องที่เขาเข้ามาในเทือกเขาแห่งนี้
มีเพียงหลัวหงเท่านั้นที่ล่วงรู้ คำอธิบายเดียวที่เป็นไปได้คือ หลัวหงเป็นคนนำเรื่องของเขาไปบอกตระกูลเฉา
"หากหลัวหงคิดจะหักหลังข้า เขาก็น่าจะลงมือตั้งแต่ตอนที่ข้าอยู่ที่ตำหนักยันต์อาคมแล้ว"
จีหลิงรู้ดีว่าต้นเหตุไม่ใช่หลัวหง แต่ต้องมีสาเหตุอื่นแอบแฝงอยู่
เขากระโดดลงมาจากต้นไม้ใหญ่ด้วยท่าทีเย็นชา จ้องมองคนทั้งห้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง
"ตระกูลเฉารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ในเทือกเขาแห่งนี้ หากพวกเจ้าบอกมาตามตรง ข้าอาจจะยอมไว้ชีวิตพวกเจ้า"
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของจีหลิงทำให้คนทั้งห้าตื่นตระหนก ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดของจีหลิง
พวกเขากลับมีท่าทีลิงโลด ชายผู้เป็นหัวหน้าแสยะยิ้มพลางกล่าวว่า
"ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงๆ พวกข้าตระเวนหาในเทือกเขามาตั้งสองวัน ในที่สุดก็เจอตัวเจ้าจนได้"
"ฮ่าๆ พี่ใหญ่ จะมัวพูดพล่ามกับมันไปทำไม พวกเรารีบจับตัวมันไปส่งให้ตระกูลเฉาเพื่อรับรางวัลหนึ่งแสนตำลึงกันเถอะ"
ชายหน้าบากที่อยู่ข้างๆ ร้องตะโกนอย่างโอหัง
เพียงแค่ประโยคสั้นๆ ไม่กี่ประโยคนี้ จีหลิงก็คาดเดาได้แล้วว่า ตระกูลเฉาถึงกับตั้งค่าหัวเขาเพื่อตามหาตัวเขา
"ฮ่าๆ ดีมาก แต่พวกเจ้าคิดหรือว่าจะจับตัวข้าได้จริงๆ"
จีหลิงแสดงท่าทีเรียบเฉย ทว่าแผ่ซ่านกลิ่นอายอันน่าเกรงขามของจักรพรรดิอัสนีออกมา
"เป็นไปได้อย่างไร เหตุใดกลิ่นอายของชายผู้นี้จึงน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้"
ชายผู้เป็นหัวหน้าสัมผัสได้ว่าจีหลิงราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน ทั้งที่เมื่อครู่ยังรู้สึกว่าจีหลิงเป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตทะลวงชีพจรธรรมดาๆ