- หน้าแรก
- จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ผู้เป็นอมตะ
- บทที่ 21 - ตระกูลจูและตระกูลเฉาร่วมมือกัน
บทที่ 21 - ตระกูลจูและตระกูลเฉาร่วมมือกัน
บทที่ 21 - ตระกูลจูและตระกูลเฉาร่วมมือกัน
บทที่ 21 - ตระกูลจูและตระกูลเฉาร่วมมือกัน
จีหลิงเห็นเช่นนั้นจึงชะโงกศีรษะออกมาจากหลังโขดหิน เฝ้ารออย่างเงียบเชียบอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่างูยักษ์เข้าสู่สภาวะทำสมาธิแล้วจึงตัดสินใจลงมือ
เขาอาศัยเคล็ดวิชาเพื่อรั้งกลิ่นอายของตนเอง ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
จากนั้นก้าวเท้ารวดเร็วดุจพายุ พุ่งทะยานผ่านผืนหญ้า แฝงเร้นตัวราวกับวิญญาณร้ายที่ทะลวงผ่านป่าเขา
ฟิ้ว
เสียงแหวกอากาศดังขึ้น จีหลิงร่อนลงจอดเบื้องหน้าบุปผาไร้ตำหนิ
กลีบของบุปผาไร้ตำหนิบานและหุบสลับกันไปมา คล้ายกำลังสูดลมหายใจ เกสรดอกไม้เปล่งประกายแสงระยิบระยับ ดูดซับพลังวิญญาณโดยรอบเข้าสู่ลำต้น
"ห้ากลีบ"
ยิ่งบุปผาไร้ตำหนิมีกลีบมากเท่าใด ก็ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าสรรพคุณของมันล้ำเลิศมากเท่านั้น จีหลิงยินดีในใจ ดูท่างูยักษ์คงเฝ้าพิทักษ์บุปผาไร้ตำหนิดอกนี้มาหลายปีแล้ว
จีหลิงยื่นมือออกไปเด็ด ขณะที่ปลายนิ้วสัมผัสลำต้น บุปผาไร้ตำหนิพลันส่องประกายกะพริบวาบ ทั่วทั้งดอกแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน สาดส่องป่าเขาที่มืดมิดจนสว่างไสว
โฮก
พริบตาที่แสงสว่างเปล่งประกาย สัตว์อสูรจำนวนมากล้วนสะดุ้งตื่นและส่งเสียงคำรามดังกึกก้อง ต้นไม้ขนาดหลายคนโอบถูกแรงสั่นสะเทือนจนกิ่งใบหลุดร่วง ภูเขาสั่นไหวเลื่อนลั่น
"แย่แล้ว"
จีหลิงใจกระตุก เขารู้ดีว่านี่คือกลไกป้องกันตัวของบุปผาไร้ตำหนิ มันจงใจสร้างความโกลาหลเพื่อปลุกงูยักษ์ให้ตื่นขึ้น
เขาจึงลงมือหักบุปผาไร้ตำหนิจากโคนต้นโดยพลัน ร่างกายวูบไหวและหายวับไปจากจุดเดิมในชั่วพริบตา
ซี่ ซี่ ซี่
เพียงพริบตาเดียวงูยักษ์ก็ลากร่างอันหนักอึ้งปรากฏตัวขึ้น เมื่อเห็นรากของบุปผาไร้ตำหนิที่เหลือเพียงครึ่งท่อน มันก็แหงนหน้าคำรามก้องฟ้า พิษร้ายหยดลงตามลำตัวตกกระทบพื้น กัดกร่อนดอกไม้ใบหญ้าเบื้องล่างจนมอดไหม้
มันเลื้อยวนรอบบุปผาไร้ตำหนิอยู่หลายรอบ ในที่สุดก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่ในอากาศ
จากนั้นมันก็พุ่งชนทะลวงไปตามทิศทางที่จีหลิงหลบหนี ต้นไม้ตลอดสองข้างทางถูกมันชนจนหักโค่น สัตว์อสูรระดับต่ำกว่าพากันหลีกทางด้วยเกรงว่าจะโดนลูกหลง
"งูยักษ์ตัวนี้ยังมีเรี่ยวแรงเหลืออยู่อีก ช่างรับมือยากรับมือเย็นเสียจริง ดูท่าข้าต้องรีบหาสถานที่เพื่อหลอมรวมบุปผาไร้ตำหนิให้เร็วที่สุด หากไม่ทำเช่นนั้นข้าก็ยังคงไม่ใช่อคู่ต่อกรของมัน"
จีหลิงนึกคิดในใจและบังเกิดแผนการอันยอดเยี่ยมเพื่อสลัดการไล่ล่าของงูยักษ์ เขาจึงเปลี่ยนเส้นทางการหลบหนีในทันที
ไม่นานเขาก็มาปรากฏตัวที่ทุ่งดอกไม้แห่งหนึ่ง ไม่รู้ว่าเหตุใดในป่าเขาแห่งนี้จึงมีพื้นที่ที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์เบ่งบาน ดอกไม้เหล่านี้ราวกับกำลังประชันความงาม ต่างพากันส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายอย่างสุดกำลัง
จีหลิงกลั้นลมหายใจแล้วพุ่งทะยานเข้าไปในดงดอกไม้ ปล่อยให้กลิ่นหอมของบุปผาติดตรึงทั่วร่าง
เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหวของงูยักษ์ เขาจึงค่อยปลีกตัวจากไปอีกหน
ซี่ ซี่ ซี่
ครู่ต่อมา งูยักษ์ที่แลบลิ้นสองแฉกก็ตกอยู่ในความสับสน
ประสาทการรับกลิ่นของมันไม่ได้โดดเด่นแต่เดิมอยู่แล้ว ยามนี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์ มันจึงสูญเสียสัมผัสถึงกลิ่นอายของจีหลิงไปอย่างสิ้นเชิง
โฮก
ด้วยความโกรธเกรี้ยว งูยักษ์อ้าปากกว้างพ่นลูกไฟออกมา พื้นดินบริเวณนั้นแปรสภาพเป็นนรกขุมเพลิงในทันที
หลังจากทำลายล้างทุ่งดอกไม้จนย่อยยับ งูยักษ์ก็หอบหายใจหนักหน่วงแล้วเลื้อยจากไป
สำหรับมันแล้ว เรื่องเร่งด่วนที่สุดในยามนี้คือการรักษาบาดแผลบนร่างกายให้หายดีเสียก่อน
"ช่างเกรี้ยวกราดเสียจริง"
เมื่อมันจากไป จีหลิงก็กลับมายังจุดเดิม เขาค้นหาถ้ำที่อยู่ใกล้เคียง นำบุปผาไร้ตำหนิมาวางไว้ตรงหน้าอกแล้วเริ่มทำการหลอมรวม
เมืองหลินเฉิง ตระกูลจู
ภายในห้องประชุมมีลูกน้องคนหนึ่งคุกเข่าอยู่
"เจ้ากำลังบอกว่าคนที่สังหารเฉาเต๋อคือจีหลิงงั้นหรือ"
ชายวัยกลางคนพุงพลุ้ยที่นั่งอยู่บนที่นั่งประธานเอ่ยถาม
"เรียนนายท่าน เป็นเช่นนั้นขอรับ"
ลูกน้องไม่กล้าเงยหน้าสบตากับชายผู้นั้น
"ท่านพ่อ ท่านต้องแก้แค้นให้ข้ากับพี่ชายนะ"
ยังไม่ทันเห็นตัวก็ตระหนักถึงเสียง สิ้นคำกล่าวจูลี่ก็บิดส่ายร่างอันอวบอ้วนเดินเข้ามาจากด้านนอก ได้ยินเพียงเสียงเก้าอี้ดังเอี๊ยดอ๊าด จูลี่ทิ้งตัวลงนั่งพลางร่ำไห้น้ำตาอาบหน้า เครื่องสำอางราคาถูกเลอะเทอะไปหมด
"เจ้ามาทำไม พี่รองของเจ้าล่ะ" ผู้นำตระกูลจูเดินลงมาจากแท่นยกสูง ใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของจูลี่ ลูกน้องเห็นดังนั้นจึงรู้ความและรีบถอยออกไป
"พี่รองกำลังพักผ่อน ฮือฮือ ท่านต้องแก้แค้นให้พวกเรานะ พี่รองของข้าต้องไม่เจ็บตัวฟรี"
จูลี่ผู้มีรูปร่างใหญ่โตเทอะทะและหน้าตาที่ยากจะอธิบาย ยามนี้กำลังอิงแอบอยู่ในอ้อมอกของผู้นำตระกูลจู ช่างเป็นภาพที่ดูขัดตายิ่งนัก
"เจ้าวางใจเถิด บุตรของจูเลี่ยผู้นี้ใช่สิ่งที่ข้ารับใช้ตระกูลหลิ่วจะล่วงเกินได้งั้นหรือ"
จูเลี่ยเปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลัน คิ้วกระบี่ขมวดแน่น โต๊ะน้ำชาด้านข้างเกิดรอยร้าวแตกดังกรอบแกรบ
จากนั้นเขาก็เริ่มปลอบประโลมจูลี่ที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น
ผ่านไปเนิ่นนาน จูลี่จึงยอมจากไป เมื่อนางคล้อยหลัง ลูกน้องก็กลับเข้ามาในห้องประชุมอีกหน
"เจ้าไปเชิญนายรองตระกูลเฉามา บอกว่าตระกูลจูของข้าขอเชิญพบ"
"รับทราบขอรับ นายท่าน"
ไม่นานนัก
ทั้งสองฝ่ายก็พบหน้ากัน
"ไม่ทราบว่าผู้นำตระกูลจูเชิญพวกเรามาด้วยเรื่องอันใด"
เฉาฟางไม่เกรงใจแม้แต่น้อย เขานั่งลงบนเก้าอี้อย่างโอหัง ยกป้านชาขึ้นมาจ่อปากแล้วดื่มอึกใหญ่
"ชิชะ ชาของตระกูลท่านรสชาติดีไม่เลว วันหลังให้ข้านำกลับไปบ้างประไร"
"ย่อมได้ หากนายรองชื่นชอบ จะนำกลับไปทั้งหมดก็ไม่มีปัญหา" คิ้วของผู้นำตระกูลจูกระตุกเล็กน้อย แววตามีประกายประหลาดพาดผ่าน เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกขัดใจกับท่าทีของเฉาฟาง ทว่าพริบตาเดียวก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
"นายรอง ที่ข้าเชิญท่านมาในวันนี้แท้จริงแล้วมีเรื่องหนึ่ง ข้าคิดว่าพวกเราสามารถร่วมมือกันได้"
ผู้นำตระกูลจูกล่าวต่อ
"โอ้ ผู้นำตระกูลจูลองว่ามาสิ"
เฉาฟางไม่แม้แต่จะเงยหน้า ยกถ้วยชาขึ้นมาพินิจพิเคราะห์น้ำชา ท่าทางและคำพูดไม่มีความเคารพต่อผู้นำตระกูลจูเลยแม้แต่น้อย
"ข้าได้ยินมาว่าคุณชายเฉาตายด้วยน้ำมือของจีหลิง และจีหลิงเองก็มีความแค้นฝังลึกกับตระกูลจูของข้า บางทีในเรื่องนี้ตระกูลจูของเราอาจช่วยเหลือท่านนายรองได้" จูเลี่ยเอ่ยขึ้น
"ตระกูลเฉาของพวกข้าอย่างไรเสียก็เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงระดับแนวหน้าในเมืองสือเฉิง การรับมือกับผู้ฝึกตนขอบเขตก่อนกำเนิดเพียงคนเดียว ข้าคิดว่าคงไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากตระกูลจูกระมัง"
เฉาฟางวางถ้วยชาลง มองจูเลี่ยด้วยรอยยิ้มที่คล้ายคลึงกับไม่ยิ้ม
"นายรอง ข้าขอพูดตามตรงก็แล้วกัน ข้าได้ยินมาว่าจีหลิงมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับตระกูลหลิ่ว และคุณชายเฉาก็สิ้นใจในตระกูลหลิ่ว ข้าคิดว่าพวกเราสามารถใช้โอกาสนี้กวาดล้างตระกูลหลิ่วให้สิ้นซาก ถึงเวลานั้นทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลหลิ่วก็จะตกเป็นของสองตระกูลเรา"
"ส่วนเรื่องส่วนแบ่ง เมื่อถึงเวลาพวกเราค่อยปรึกษากันอีกครั้ง ขอเพียงตระกูลจูของข้าได้ผลประโยชน์สักเล็กน้อยก็พอ"
"นายรอง ท่านเห็นสมควรหรือไม่"
สิ้นคำกล่าวของจูเลี่ย นายรองก็ผุดลุกขึ้นทันที
แม้เขาจะเป็นคนมุทะลุ แต่ก็ไม่ใช่คนโง่เขลา
ความหมายที่จูเลี่ยสื่อเขาเข้าใจกระจ่างแจ้ง ก่อนหน้านี้เขาก็เคยมีความคิดเช่นนี้ ทว่าตระกูลเฉาของเขาแม้จะแข็งแกร่ง แต่ท้ายที่สุดก็เป็นคนของเมืองสือเฉิง หากแย่งชิงทรัพย์สินของตระกูลหลิ่วอย่างโจ่งแจ้ง เจ้าเมืองหลินเฉิงย่อมไม่อยู่เฉยเป็นแน่
แต่หากสามารถร่วมมือกับตระกูลจู ให้ตระกูลจูเป็นผู้ออกหน้า ส่วนพวกเขาสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ก็จะสามารถเพิ่มพูนแหล่งเงินทุนให้กับตระกูลเฉาได้มหาศาล เรื่องที่มีแต่ได้ไม่มีเสียเช่นนี้ มีเหตุผลใดที่จะไม่ทำเล่า
"ฮ่าๆ ดี ผู้นำตระกูลจูไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ สหายเช่นท่าน เฉาฟางผู้นี้ขอคบหาด้วย"
กล่าวจบ เฉาฟางก็ลุกขึ้นเดินจากไป สองมือไพล่หลัง ก้าวเดินอย่างเบิกบานใจ
"ฮี่ฮี่ จีหลิงต้องตาย ตระกูลหลิ่วก็ต้องพินาศ"
จูเลี่ยยืนอยู่ในลานเรือน แหงนหน้ามองท้องฟ้า ทอดสายตามองฝูงนกที่บินผ่าน ความหดหู่ที่เกาะกุมจิตใจมาหลายวันถูกปัดเป่าจนหมดสิ้น