- หน้าแรก
- จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ผู้เป็นอมตะ
- บทที่ 19 - เข้าสู่ป่าเขา
บทที่ 19 - เข้าสู่ป่าเขา
บทที่ 19 - เข้าสู่ป่าเขา
บทที่ 19 - เข้าสู่ป่าเขา
ผู้คนที่สัญจรไปมามองดูด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง ต้องรู้ก่อนว่าแผ่นหินสีเขียวนั้นมีความแข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆ ถึงกับถูกเหยียบจนแตกสลายได้อย่างง่ายดายปานนี้ นี่เป็นความแข็งแกร่งระดับใดกัน
"ทว่าจีหลิงผู้นี้ก็หลบซ่อนอยู่ด้านในได้อีกไม่นานหรอก รอให้ผู้นำตระกูลเดินทางมาถึง เชิญเจ้าเมืองหลินเฉิงออกหน้า ถึงเวลานั้นจีหลิงย่อมต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย"
ขณะที่คนตระกูลเฉากำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ ประตูใหญ่ของตำหนักยันต์อาคมก็ปรากฏร่างชายหนุ่มผู้มีรูปลักษณ์ธรรมดาสามัญผู้หนึ่ง ส่วนสูงปานกลาง หน้าตาดาดๆ เป็นประเภทที่หากโยนเข้าไปในฝูงชนก็ไม่อาจหาตัวพบ
คนผู้นี้ก็คือจีหลิงที่แปลงโฉมมาแล้วนั่นเอง
แม้เขาจะมีฐานะเป็นผู้ใช้อาคมอัสนี ทว่าก็พอจะมีวิชานอกรีตอยู่บ้าง วิชายันต์อาคมแปลงโฉมชนิดนี้มีระดับขั้นไม่สูงนัก ทว่ากลับใช้งานได้จริงอย่างยิ่ง มักจะสามารถหลบหนีไปได้อย่างไร้ร่องรอยภายใต้สายตาของศัตรู
ทว่าในตอนที่เขากำลังจะจากไปนั้นเอง
เฉาฟางพลันเงยหน้าขึ้น จ้องมองไปยังจีหลิง
"ไอ้หนู หยุดเดี๋ยวนี้!"
เขาตะคอกเสียงดัง จีหลิงตื่นตระหนกในใจ หมัดภายใต้แขนเสื้ออันกว้างใหญ่กำแน่นแล้ว
"นี่ ไม่ได้ยินที่นายรองของพวกข้าเรียกเจ้าหรืออย่างไร"
จีหลิงครุ่นคิดเล็กน้อย ตัดสินใจซ้อนแผน หากไม่ได้จริงๆ ค่อยใช้วิชาลับหลบหนีก็ยังไม่สาย
"ไม่ทราบว่าพวกท่านเรียกข้าไว้มีธุระอันใดหรือ"
จีหลิงกดเสียงต่ำ น้ำเสียงพลันแปรเปลี่ยนไป
"เงยหน้าขึ้น!"
ลูกน้องผู้นั้นหยิบดาบกว้างขึ้นมา ใช้ใบดาบเชยคางจีหลิง บังคับให้เขาเงยหน้าขึ้น จากนั้นก็ล้วงม้วนภาพวาดออกมาจากอกเสื้อ นำมาเปรียบเทียบซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"นายรอง ไม่ใช่จีหลิง"
"ไม่ใช่ก็แล้วไป ให้มันไสหัวไปเถิด"
เฉาฟางนอนเอกเขนกอยู่บนม้านั่งยาว ขี้เกียจแม้แต่จะลืมตา
"รับทราบ"
ลูกน้องกล่าวอย่างนอบน้อม พอหันขวับกลับมาราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน
"ไสหัวไปเสีย!"
จีหลิงก็ไม่ถือสา หันหลังเดินจากไป
รอจนกระทั่งเขาจากไปครู่หนึ่ง
ลูกน้องพลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
"เมื่อครู่ลืมตรวจสอบป้ายหยกประจำตัวของมัน"
ผู้ใช้อาคมทุกท่านในตำหนักยันต์อาคมล้วนมีป้ายหยกประจำตัวของตนเอง ป้ายหยกประจำตัวมีเพียงหนึ่งเดียว ไม่สามารถทำปลอมแปลงได้
เขาหันไปมองร่างที่กำลังจะกลืนหายไปในถนน ตะโกนเสียงดังในทันที
"หยุดเดี๋ยวนี้! ให้ข้าดูป้ายหยกประจำตัวของเจ้าหน่อย!"
จีหลิงได้ยินดังนั้น ความเร็วก็พุ่งทะยานขึ้นในทันที ร่างเลือนหายไปในพริบตา
ชายร่างกำยำชะงักงัน ด่ากราดออกมา ความโกรธเกรี้ยวเต็มอกกำลังกลัดกลุ้มไม่มีที่ระบาย คนผู้นี้ถึงกับกล้าขัดขืนเขา คิดได้ดังนั้นก็หิ้วดาบกว้างวิ่งไล่ตามไป
ทว่าความแข็งแกร่งของเขาก็เป็นเพียงขอบเขตก่อนกำเนิดระดับหนึ่งเท่านั้น จะสามารถไล่ตามฝีเท้าของจีหลิงทันได้อย่างไร พอเขาวิ่งไปถึงหัวมุมถนน จีหลิงก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
"บัดซบ! ไอ้เด็กนี่วิ่งเร็วนักนะ เจ้าอย่าให้ข้าจับตัวได้เชียว!"
ชั่วพริบตา
อากาศสั่นไหวเล็กน้อย ร่างของจีหลิงก็มาปรากฏอยู่นอกกำแพงเมือง
เขาหันกลับไปมองประตูเมืองหลินเฉิง มุมปากยกขึ้น ขอเพียงการเดินทางในครั้งนี้ของเขาราบรื่น เข้าไปในส่วนลึกของป่าและค้นหาสัตว์อสูรสายพันธุ์ดึกดำบรรพ์พบ นำแก่นอสูรของมันมาหลอมรวม เขาอาจจะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับหลอมรวมได้ในรวดเดียว
ถึงเวลานั้น ตระกูลเฉาก็เป็นเพียงเนื้อปลาบนเขียง ปล่อยให้เขาสับสับตามใจชอบ
เพียงจิตนึกคิด เขาก็มุ่งหน้าไปยังป่าเขาลำเนาไพร
เมื่อยิ่งเข้าใกล้ป่าเขา ผู้คนบนถนนก็ยิ่งบางตา เดินไปไกลมากแล้วถึงจะได้เห็นผู้ฝึกตนที่เดินเป็นกลุ่มเพียงไม่กี่คน
วันเวลาผันผ่าน ดวงจันทร์เคลื่อนคล้อยลอยเด่นเหนือยอดไม้
ยามราตรีเป็นช่วงเวลาที่สัตว์ร้ายออกหากิน นี่หมายความว่าป่าเขาในยามค่ำคืนจะยิ่งอันตราย ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ไม่เต็มใจจะเข้าไปในป่าตอนกลางคืน ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะตั้งค่ายพักแรมชั่วคราวอยู่บริเวณรอบนอก
จีหลิงเดินทางมาถึงรอบนอกของป่า มองเห็นผู้ฝึกตนที่มาสำรวจผจญภัยกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า
ทว่าเขาไม่มีความเกรงกลัวถึงเพียงนั้น ด้วยความแข็งแกร่งของขอบเขตก่อนกำเนิดระดับสอง ก็เพียงพอที่จะรับประกันความปลอดภัยของตนเองในเขตแดนรอบนอกแล้ว
"สหาย โปรดรั้งเท้าก่อน"
จีหลิงหยุดพักครู่หนึ่ง หยัดกายลุกขึ้นเพื่อก้าวเข้าสู่ป่าเขา ขาหน้าเพิ่งจะยกขึ้น ก็ถูกผู้ฝึกตนรูปงามผู้หนึ่งขวางเอาไว้
"สหายท่านนี้ ท่านมาสำรวจเพียงลำพังหรือ"
คนผู้นั้นเอ่ยถาม
"สหายอย่าเพิ่งคิดมาก เมื่อครู่ข้าสังเกตท่านอยู่นานตรงฝั่งนู้น พบว่าท่านอยู่เพียงลำพังจึงได้ตัดสินใจเข้ามาทักทาย"
"แม้ป่าเขาแห่งนี้จะไม่ได้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ ทว่าก็นับเป็นสถานที่อันตรายอันดับต้นๆ ในละแวกนี้ อัตราการตายสูงลิบลิ่ว เข้าไปสิบคน อย่างมากก็รอดกลับมาได้เพียงสี่ห้าคน"
"การเข้าไปเพียงลำพังย่อมมีความเสี่ยงมากกว่า ส่วนใหญ่ล้วนเป็นตายเท่ากัน หากสหายไม่รังเกียจ พรุ่งนี้เช้าสามารถเดินทางไปพร้อมกับพวกเราได้ แม้พวกเราจะไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งอันดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่คนไร้ฝีมืออย่างแน่นอน"
ท่าทีของผู้ฝึกตนหนุ่มดูจริงใจเป็นอย่างยิ่ง คำพูดกระตือรือร้น
จีหลิงมองไปยังผู้คนที่อยู่ด้านหลังของเขา แต่ละคนล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง ดูสง่างามผ่าเผย ย่อมไม่ใช่คนของตระกูลธรรมดาสามัญเป็นแน่ ในกลุ่มนี้ผู้ที่มีอายุมากที่สุดก็เพียงสิบห้าสิบหกปี ทว่ากลับก้าวเท้าเข้าสู่ขอบเขตก่อนกำเนิดไปแล้วครึ่งก้าว นับว่าเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง
"น้ำใจของทุกท่านข้าขอรับไว้ด้วยใจ ทว่าข้าคุ้นชินกับการไปมาเพียงลำพังแล้ว จึงไม่รบกวนทุกท่าน ข้าน้อยขอตัวล่วงหน้าไปก่อน"
จีหลิงประสานมือคารวะทุกคน จากนั้นก็มุดหัวหายเข้าไปในป่าเขาที่มืดมิดจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือทั้งห้า
"เฮ้อ หวังว่าเขาจะไม่เป็นไรนะ"
ผู้ฝึกตนหนุ่มมีสีหน้าเสียดาย เขาเกิดมาในตระกูลที่เพียบพร้อมตั้งแต่เด็ก ปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความจริงใจ ยึดถือหลักการที่ว่าเมื่อออกเดินทางไกลต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มิฉะนั้นแล้วเขาคงไม่เข้ามาตักเตือน
"พี่เฉิน แต่ละคนล้วนมีโชคชะตาของตนเอง เส้นทางที่เขาเลือกเดินเขาก็ควรจะรับผิดชอบเอง ท่านอย่าได้โทษตัวเองเลย"
"หวังว่าเขาจะมีชีวิตรอดกลับมา"
จีหลิงย่อมไม่รู้ว่าผู้คนกำลังสนทนาถึงเรื่องของตน
ยามนี้เขาหมอบอยู่บนต้นไม้ จ้องมองไปยังราชสีห์หน้าตาประหลาดตัวหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป
ราชสีห์ตัวนี้มีขนสีทองอร่ามเต็มตัว เขี้ยวทั้งสองยาวถึงหนึ่งเมตรกว่า ยามเยื้องย่างอยู่ในป่าเขา มองแต่ไกลก็ราวกับภูเขาขนาดย่อมลูกหนึ่ง
พิจารณาจากกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวราชสีห์ขนทอง นี่ควรจะเป็นสัตว์อสูรระดับสอง ซึ่งในเขตแดนรอบนอกก็นับว่าเป็นสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งไม่น้อยแล้ว
ยามปกติล้วนเป็นมันที่คอยหาโอกาสจู่โจมมนุษย์ ทว่าครั้งนี้กลับถูกมนุษย์จ้องเล่นงานเสียเอง
"โฮก!"
ราชสีห์ขนทองกำลังเดินอยู่ พลันรู้สึกเย็นวาบที่ลำคอ ขนลุกชันไปทั้งตัว มันหันขวับกลับมาทันที
ทว่าก็ยังช้าไป
ร่างของจีหลิงพุ่งผ่านลำคอของราชสีห์ บริเวณลำคอของมันปรากฏรอยแผลขึ้นมาหนึ่งรอย เลือดสดๆ พุ่งกระฉูด ภายใต้แสงจันทร์สาดส่องกลับกลายเป็นสีขาว
"โครม!"
ร่างกายหนักหลายพันจินของราชสีห์ล้มตึงลงเสียงดังสนั่น นกและสัตว์ปีกรอบๆ พากันแตกตื่นบินหนีไป
จากนั้น จีหลิงก็ใช้กริชกรีดลงบนตัวราชสีห์อย่างเชี่ยวชาญไม่หยุดหย่อน ขนอันหนาเตอะของราชสีห์ถูกลอกออกอย่างรวดเร็ว แก่นอสูรที่ยังคงหลงเหลือไออุ่นอยู่หนึ่งเม็ดถูกจีหลิงควักออกมา
แก่นอสูรของราชสีห์ขนทองมีขนาดใหญ่เท่ากับศีรษะของจีหลิง แม้ราชสีห์จะสิ้นใจตายไปแล้ว แต่มันก็ยังคงมีพลังชีวิตดำรงอยู่
จีหลิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย สองมือมีสายฟ้าปะทุออกมา ทั่วทั้งร่างโคจรเคล็ดวิชา หลอมรวมแก่นอสูรไปตรงนั้นในทันที จากนั้นเขาก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
สัตว์อสูรที่หิวโซจำนวนมากได้กลิ่นคาวเลือดก็รีบรุดมา เมื่อเห็นชัดเจนว่าผู้ตายคือราชสีห์ขนทองก็ล้วนสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
ราชสีห์ที่มีชื่อเสียงเกรียงไกรในเขตแดนรอบนอกตัวนี้ กลับถูกสังหารลงอย่างง่ายดายเช่นนี้
"ยังช้าเกินไป"
หลังจากที่จีหลิงสังหารสัตว์อสูรระดับสองไปหลายตัวติดต่อกัน ก็พบว่าพลังวิญญาณในร่างกายถึงกับเพิ่มพูนขึ้นมาเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าต่อให้เขาสังหารสัตว์อสูรในเขตแดนรอบนอกจนหมดสิ้น ก็เพียงพอให้เขายกระดับความแข็งแกร่งขึ้นได้เพียงขอบเขตเดียวเท่านั้น