- หน้าแรก
- จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ผู้เป็นอมตะ
- บทที่ 18 - ปิดล้อมตำหนักยันต์อาคม
บทที่ 18 - ปิดล้อมตำหนักยันต์อาคม
บทที่ 18 - ปิดล้อมตำหนักยันต์อาคม
บทที่ 18 - ปิดล้อมตำหนักยันต์อาคม
"แม้ตระกูลหลิ่วของพวกเราจะเทียบกับตระกูลเฉาไม่ได้ ทว่าหากอีกฝ่ายคิดจะทำลายล้างกันจนต้องตายไปข้างหนึ่งจริงๆ พวกเราก็ไม่หวาดหวั่น!"
หลิ่วเนี่ยนเนี่ยนลุกพรวดขึ้น ความเย่อหยิ่งที่มีมาแต่กำเนิดปะทุออกมา ทำให้หลิ่วซิวเฮ่อตกใจ และรู้สึกปลาบปลื้มใจอยู่บ้าง
ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าหลิ่วเนี่ยนเนี่ยนเป็นเพียงสตรี ท้ายที่สุดก็ต้องแต่งงานออกเรือนไปอยู่กับตระกูลอื่น ความรู้สึกเศร้าหมองก็ยิ่งเพิ่มพูน
หลิ่วเนี่ยนเนี่ยนคล้ายจะมองความคิดของบิดาออก จึงกระทืบเท้าด้วยความโมโห
"ผู้ใดบอกว่าสตรีด้อยกว่าบุรุษ!"
สิ้นคำกล่าว หลิ่วเนี่ยนเนี่ยนก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
หลายวันต่อมา
ตระกูลเฉาได้สืบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้นจนกระจ่างแจ้งแล้ว
วันนี้ เมื่อราตรีมาเยือน ความมืดมิดปกคลุมผืนปฐพี ทั่วทั้งเมืองหลินเฉิงล้วนถูกโอบล้อมไปด้วยเสียงกรนจากการหลับใหล
ทว่าตระกูลหลิ่วกลับมีแสงไฟสว่างไสว ไม่ใช่เพื่อสิ่งใด เป็นเพียงเพราะคนตระกูลเฉามาเยือนแล้ว
"ทุกท่าน ข้าแซ่หลิ่วบกพร่องที่ไม่ได้ออกไปต้อนรับแต่ไกล หวังว่าจะไม่ตำหนิ"
หลิ่วซิวเฮ่อเอ่ยทักทายคนตระกูลเฉามาแต่ไกล รอยตีนกาปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขากล่าวอย่างนอบน้อม
"อย่าได้ชักช้า จุดประสงค์ที่พวกเรามาที่นี่เจ้าย่อมรู้ดี รีบบอกร่องรอยของจีหลิงมา มิฉะนั้นหากทำให้ผู้นำตระกูลเฉาโกรธเกรี้ยว แม้แต่เจ้าก็ต้องถูกสังหาร"
ผู้ที่เอ่ยปากคือนายรองแห่งตระกูลเฉา นามว่าเฉาฟาง ซึ่งก็คือท่านอาแท้ๆ ของเฉาเต๋อ
เป็นคนมีนิสัยหยาบกระด้าง อารมณ์ฉุนเฉียว ยามปกติมักสร้างเรื่องอยู่บ่อยครั้ง ทว่ากลับมีเพียงเฉาเต๋อเท่านั้นที่เขาสนิทสนมด้วยเป็นพิเศษ ยามนี้เมื่อได้ยินว่าเฉาเต๋อถูกสังหาร จึงเสนอตัวออกมารับหน้าที่ เพื่อหวังจะแก้แค้นให้หลานชายของตน
"นายรอง เรื่องของคุณชายเฉา ข้าได้ยินมาบ้าง ทว่าสถานการณ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไรข้าไม่ทราบเลยจริงๆ"
หลิ่วซิวเฮ่อเอียงศีรษะ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
"เลิกแสร้งทำเป็นโง่เขลาต่อหน้าพวกเราเสียที หากพวกข้าไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด จะบุกรุกเข้ามาในตระกูลหลิ่วของเจ้ากลางดึกเช่นนี้หรือ"
ลูกน้องของเฉาฟางตะคอก พร้อมกับวางอาวุธลงบนโต๊ะ น้ำหนักอันมหาศาลทำเอาขาโต๊ะแทบจะหักสะบั้น
หลิ่วซิวเฮ่อมอมจนหางตากระตุก
"นายรอง ข้าทราบว่าพวกท่านมาด้วยเรื่องการตายของคุณชายเฉา ทว่าเรื่องนี้ข้าก็ไม่ทราบว่าเป็นมาอย่างไรกันแน่ ยามนี้ข้าก็กำลังตรวจสอบอยู่เช่นกัน รอให้ข้าตรวจสอบจนกระจ่างชัดแล้ว ย่อมต้องรายงานให้นายรองทราบตามความจริงเป็นแน่"
"พรวด!"
หลิ่วซิวเฮ่อยังกล่าวไม่ทันจบ นายรองก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที ไม่พูดพร่ำทำเพลง ปล่อยหมัดออกไปโดยตรง คลื่นพลังอันมหาศาลทำให้โต๊ะน้ำชาสั่นสะเทือนส่งเสียงอื้ออึง หลิ่วซิวเฮ่อหลบหลีกไม่ทัน ร่างกายถูกกระแทกจนปลิวลอยไปในพริบตา
เฉาฟางช่างป่าเถื่อนอย่างแท้จริง ทว่าความแข็งแกร่งในขอบเขตก่อนกำเนิดระดับเก้าของเขาก็เพียงพอที่จะทำให้เขาไม่เห็นหัวผู้ใด
"ข้ามาเพื่อฟังเจ้าพูดจาไร้สาระงั้นหรือ หากยังไม่ยอมพูด เช่นนั้นข้าก็คงต้องเอาชีวิตเจ้าก่อนแล้ว!"
เฉาฟางทุกท่วงท่าและอิริยาบถ กลิ่นอายแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน จิตสังหารก่อตัวเป็นหมอกควันเข้าปกคลุมหลิ่วซิวเฮ่อเอาไว้ หลิ่วซิวเฮ่อคิ้วกระตุกยิกๆ นี่ต้องฆ่าคนไปมากเท่าใดกัน ถึงจะก่อเกิดจิตสังหารที่หนาแน่นปานนี้ได้
"นายรองโปรดระงับโทสะ! ข้าจะพูด!"
หลิ่วซิวเฮ่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้นทั้งหมด อย่างไรเสียด้วยความแข็งแกร่งของตระกูลเฉา เรื่องพวกนี้ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาย่อมต้องสืบจนกระจ่าง
"จีหลิง!"
เฉาฟางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะข้างกายจนแหลกเป็นผุยผง
"พูดต่อสิ! หลังจากที่เขาจากไป เขาไปที่ใด"
"เรื่องนี้ข้าก็ไม่ทราบแล้ว"
"ไม่ทราบจริงหรือแกล้งไม่ทราบกันแน่"
เฉาฟางกระชากคอเสื้อของหลิ่วซิวเฮ่อ ใบหน้าทั้งสองแทบจะแนบชิดติดกัน จิตสังหารทำให้อุณหภูมิภายในห้องลดต่ำลงไปหลายส่วน
"นายรอง ข้าไม่ทราบจริงๆ"
หลิ่วซิวเฮ่อกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก กล่าวอย่างอึกอัก เหงื่อเม็ดโป้งผุดซึมออกมาจากหน้าผาก
"ตูม!"
เฉาฟางดูจากสีหน้าของหลิ่วซิวเฮ่อแล้วไม่น่าจะเสแสร้ง จึงโยนหลิ่วซิวเฮ่อทิ้งไว้ด้านข้างอย่างส่งเดช จากนั้นก็เดินอาดๆ ออกจากตระกูลหลิ่วไป
"ท่านพ่อ! ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่!"
รอจนกระทั่งทุกคนจากไป หลิ่วเนี่ยนเนี่ยนก็พุ่งเข้ามาในห้องประชุม พยุงหลิ่วซิวเฮ่อลุกขึ้น น้ำตาไหลรินอาบปลายคางหยดลงบนพื้นจนเปียกชุ่มไปแถบหนึ่ง
หลิ่วซิวเฮ่อส่ายหน้า ใบหน้าซีดเผือด นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เขาขึ้นเป็นผู้นำตระกูลที่ได้เข้าใกล้ความตายมากถึงเพียงนี้ เมื่อครู่หากเขาไม่พูด เฉาฟางก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะสังหารเขาในทันที
"หวังว่าจีหลิงจะรอดพ้นจากภัยพิบัติในครั้งนี้ไปได้"
ส่วนลึกของตำหนักยันต์อาคม
มีลานเรือนแห่งหนึ่งตั้งอยู่
สว่างไสวเรืองรอง สลักเสลาลวดลายมังกรและหงส์ ภายในลานเรือนยังเต็มไปด้วยบุปผาแปลกตาและสมุนไพรหายาก ไม่มีสิ่งใดที่ไม่ขับเน้นให้เห็นถึงฐานะอันสูงส่งของผู้เป็นเจ้าของ
ยามนี้ภายในห้องมีผู้หนึ่ง กำลังอาบไล้ไปด้วยหมอกปราณสีม่วง พลังปราณรอบกายไหลทะลักเข้าสู่ร่างของเขาอย่างไม่ขาดสายราวกับน้ำวน
มองทะลุผ่านม่านหมอกเข้าไป จะเห็นลางๆ ว่าคนผู้นั้นเป็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง เมื่อเข้าไปใกล้อีกนิด ก็พบว่าเด็กหนุ่มผู้นี้คือจีหลิง
นับตั้งแต่ที่เขาต่อสู้กับเฉาเต๋อก็เกิดความหยั่งรู้ ระดับการบำเพ็ญเพียรที่เพิ่งทะลวงไปก็เกิดการสั่นคลอนขึ้นอีกหน
ดังนั้น เขาจึงติดตามหลัวหงมายังตำหนักยันต์อาคม เพื่อเก็บตัวบำเพ็ญเพียร
ยามนี้เมื่อลืมตาขึ้นมา ประกายแสงสายหนึ่งก็วาบผ่าน บนกำแพงฝั่งตรงข้ามพลันปรากฏร่องรอยสองสายขึ้นมาทันที
"ทะลวงได้อีกแล้ว"
จีหลิงหยัดกายลุกขึ้น รั้งกลิ่นอายกลับคืน ฟื้นคืนสู่สภาวะของคนธรรมดาอีกครั้ง
"คุณชาย ทะลวงระดับแล้วหรือ"
หลัวหงได้ยินความเคลื่อนไหวก็รีบรุดมา พอเพิ่งก้าวเข้าห้องก็ต้องตกตะลึงกับพลังปราณที่ยังไม่สลายตัวไป ร่างกายของคนปกติจะสามารถแบกรับพลังปราณที่หนาแน่นปานนี้ได้งั้นหรือ
ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าจีหลิงไม่ได้เป็นเพียงคนธรรมดามาตั้งแต่ต้น จึงเข้าใจได้ในทันที
"อืม หลายวันนี้เมืองหลินเฉิงเกิดเรื่องอันใดขึ้นบ้างหรือไม่"
จีหลิงยืนไพล่หลัง เผยให้เห็นความหนักแน่นและเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ควรมีในวัยนี้
หลัวหงนำเรื่องที่เฉาฟางเดินทางไปยังตระกูลหลิ่วบอกเล่าให้จีหลิงฟัง
จีหลิงพยักหน้ารับ ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในความคาดหมายของเขา
"ยามนี้พวกเขาอยู่ที่ใด"
หลัวหงได้ยินดังนั้น ก็มีท่าทีอึกอักคล้ายอยากจะเอ่ยแต่ก็หยุดไป
"เอ่ยมาเถิดไม่เป็นไร"
"ไม่ทราบว่าพวกเขาได้รับข่าวมาจากที่ใด บอกว่าท่านซ่อนตัวอยู่ในตำหนักยันต์อาคม ดังนั้นช่วงนี้พวกเขาจึงคอยเฝ้าอยู่หน้าประตูมาโดยตลอด ตั้งใจว่ารอให้ท่านออกมาแล้วจะจับเป็นท่าน"
"ทว่าคุณชายโปรดวางใจ ขอเพียงท่านพักอยู่ในตำหนักยันต์อาคม พวกเขาก็ไม่กล้าวู่วาม! มิฉะนั้นแล้วชาตินี้ตระกูลเฉาของพวกเขาก็อย่าได้หวังว่าจะได้ร่วมมือกับตำหนักยันต์อาคมอีก!"
หลัวหงเชิดหน้าขึ้น ในฐานะเจ้าตำหนัก นี่คือความมั่นใจอันยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา ขอเพียงจีหลิงไม่ออกจากประตู ก็ไม่ต้องกังวลสิ่งใด
ทว่าการจะให้จีหลิงเก็บตัวไม่ออกไปไหนเลย เป็นไปได้งั้นหรือ เห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้ ยามนี้จีหลิงต้องการยกระดับความแข็งแกร่งอย่างเร่งด่วน การรั้งอยู่ในตำหนักยันต์อาคม ความเร็วในการฝึกฝนนั้นชักช้าเกินไป
ตามความทรงจำของเขา ห่างจากเมืองหลินเฉิงไปไม่ไกลนักมีป่าเขาลำเนาไพรอยู่แห่งหนึ่ง ส่วนลึกของป่าส่วนใหญ่เป็นสัตว์อสูรระดับต่ำ และยังมีสัตว์อสูรสายพันธุ์ดึกดำบรรพ์ที่หลงเหลืออยู่อีกจำนวนหนึ่ง หากสามารถหลอมรวมแก่นอสูรของพวกมันได้ ก็จะสามารถทำให้ความเร็วในการฝึกฝนของเขาก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น
"เจ้าไปช่วยข้าเตรียมวัตถุดิบสักหน่อย"
จีหลิงสั่งการ สิ่งที่เขาต้องทำในยามนี้คือการหลอมสร้างยันต์อาคมที่สามารถแปลงโฉมได้ เพื่อช่วยเขาตบตาผู้คน หลบหลีกจากการปิดล้อมของตระกูลเฉา
ภายในเหลาอาหารหน้าประตูตำหนักยันต์อาคม
"นายรอง เจ้าเด็กนี่ข้าดูแล้วคงไม่คิดจะออกมาในเวลาอันสั้นนี้เป็นแน่ หรือว่าพวกเราจะคอยเฝ้าอยู่ที่นี่ไปตลอด"
ผู้ที่เอ่ยปากคือลูกน้องคนสนิทของเฉาฟาง รูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน ในมือถือดาบกว้างเล่มหนึ่ง ส่องประกายแวววาวภายใต้แสงแดดอันร้อนระอุ
"บัดซบ! เจ้าคิดว่าข้าอยากรอหรือ หากไม่ใช่เพราะที่นี่คือตำหนักยันต์อาคม ข้าคงบุกเข้าไปฆ่ามันตั้งนานแล้ว หลัวหงตาเฒ่าใกล้ลงโลงผู้นี้ ถึงกับกล้าตั้งตนเป็นศัตรูกับตระกูลเฉาของเรา!"
เฉาฟางนึกถึงเรื่องนี้ก็โมโห ใช้แรงกระทืบเท้า แผ่นหินสีเขียวใต้เท้าก็แตกออกเป็นสองซีกในทันที