- หน้าแรก
- ยอดนักล่าแห่งดาวเคราะห์หมื่นอสูร
- บทที่ 1009 - เตาสำริด (ตอนกลาง)
บทที่ 1009 - เตาสำริด (ตอนกลาง)
บทที่ 1009 - เตาสำริด (ตอนกลาง)
บทที่ 1009 - เตาสำริด (ตอนกลาง)
ของชิ้นนี้มันทั้งใหญ่และถูกฝังอยู่ลึก แถมชั้นหินก็แข็งปั๋ง หลี่จวีซูระดมกำลังคนจากสองหมื่นเพิ่มเป็นสี่หมื่นคน ก็ยังรู้สึกว่างานเดินช้าเกินไป จึงต้องระดมคนเพิ่มอีก จนสุดท้ายต้องใช้คนงานถึงหนึ่งแสนคน อุปกรณ์ไฮเทคทุกชนิดที่มีในเมืองยงโจวถูกระดมมาใช้จนหมดเกลี้ยง ผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาที่พอจะหาตัวได้ก็ถูกเชิญตัวมาช่วยงาน หลังจากขุดกันหามรุ่งหามค่ำอยู่ยี่สิบวันเต็ม ในที่สุดเจ้ายักษ์ใหญ่นี้ก็ได้เผยโฉมให้เห็นสักที
มันคือเตาหลอมขนาดยักษ์ มีปากแคบ ป่องกลาง มีสามขาและสองหู ทำจากสำริดทั้งชิ้น ถูกฝังอยู่ใต้ดินมานานแค่ไหนก็ไม่มีใครรู้ แต่พอขุดขึ้นมาได้ พื้นผิวของมันกลับเรียบเนียนเป็นเงาวับ ดูเหมือนของใหม่เอี่ยมอ่องเลยทีเดียว
ความสูง 333.33 เมตร ส่วนที่กว้างที่สุดตรงกลางก็มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 333.33 เมตร ขนาดที่เป๊ะปังขนาดนี้ ไม่น่าจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญแน่ๆ
"อาจารย์คะ อย่าว่าแต่คนสมัยโบราณเลย ต่อให้เป็นคนยุคเรา ก็ยังสร้างเตาหลอมที่ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้ไม่ได้เลยใช่ไหมคะ?" ซูหมิงเยี่ยนมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว แต่ก็ยังอดทึ่งไม่ได้ ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายระยิบระยับด้วยความประหลาดใจ
มันไม่ได้เชื่อมต่อกันจากชิ้นส่วนต่างๆ แต่ถูกหล่อขึ้นรูปมาทั้งชิ้นในคราวเดียว ผนังเตาหนาบางสม่ำเสมอกัน ไร้ที่ติอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่พบร่องรอยการขัดแต่งหรือซ่อมแซมใดๆ งดงามราวกับผลงานศิลปะชิ้นเอก
"ขนาดมหึมาปานนี้ มันผิดวิสัยเอามากๆ" ศาสตราจารย์กู้ส่ายหน้า ตั้งแต่ขุดเจอเตาหลอม เขาก็ขลุกอยู่แต่ในไซต์งาน กลางวันก็คอยเฝ้าดูการทำงานไม่ให้คลาดสายตา ส่วนกลางคืนก็นอนพักในรถรบที่จอดอยู่ใกล้ๆ ซึ่งเป็นรถรบที่หลี่จวีซูจัดเตรียมไว้ให้
ศาสตราจารย์กู้เป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเสียงจริง ไม่ใช่พวกกูรูจอมปลอมที่ชอบออกทีวีมานั่งต้มตุ๋นชาวบ้าน จึงไม่ควรจะทำตัวเสียมารยาทด้วย ในระหว่างการขุดเจาะ ศาสตราจารย์กู้ได้ให้คำแนะนำระดับมืออาชีพมากมายก่ายกอง ถ้าไม่ได้เขาคอยชี้แนะ งานขุดเจาะคงไม่มีทางคืบหน้าได้เร็วขนาดนี้หรอก
"อาจารย์คะ หนูว่ารูปทรงของเตาใบนี้มันคล้ายๆ กับเตาหลอมยาของคนโบราณเลยนะคะ แต่ว่านะ... ยาบ้าอะไรถึงต้องใช้เตาหลอมที่ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้? แล้วเรื่องไฟที่จะใช้หลอมอีกล่ะ จะจัดการยังไง?" ตั้งแต่ได้เห็นภาพเต็มๆ ของเตาใบนี้ ซูหมิงเยี่ยนก็รู้สึกว่าความรู้ที่เรียนมามันช่างน้อยนิดเหลือเกิน คำถามผุดขึ้นมาในหัวเต็มไปหมด
ศาสตราจารย์กู้ขยับแว่นสายตายาว จ้องมองเตาหลอมอยู่นานนมโดยไม่ปริปากพูดอะไร ลูกศิษย์คนอื่นๆ ก็กำลังง่วนอยู่กับการวัดสัดส่วนต่างๆ ของเตา เตาหลอมไซส์ยักษ์ขนาดนี้ ถือเป็นของชิ้นเดียวในประวัติศาสตร์วงการโบราณคดีเลยก็ว่าได้ มันมีคุณค่าทางวิชาการมหาศาลมาก ศาสตราจารย์กู้ไม่ใช่พวกหนอนหนังสือที่เอาแต่อ่านตำรา เขารู้ซึ้งถึงอำนาจล้นฟ้าของเจ้าเมืองและรองเจ้าเมืองบนดาวเคราะห์ FE-01 เป็นอย่างดี พวกเขาไม่มีทางยกเตาหลอมใบนี้ให้ทีมโบราณคดีเอาไปศึกษาวิจัยฟรีๆ แน่นอน ดังนั้น ก่อนที่เตาใบนี้จะถูกขนย้ายไปไหน พวกเขาต้องรีบเก็บรวบรวมข้อมูลให้ได้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้
ข่าวคราวตั้งแต่เริ่มขุดจนถึงความคืบหน้าในแต่ละวัน กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่ชาวเมืองยงโจวเอามาเม้าท์กันอย่างเมามันในช่วงกินข้าว แต่พอฟังไปฟังมาบ่อยเข้า ผู้คนก็ชักจะเริ่มเบื่อ ทว่าพอเตาหลอมขนาดยักษ์โผล่พ้นดินอวดโฉมให้เห็นเต็มๆ ตาเท่านั้นแหละ กระแสความฮือฮาก็ถูกปลุกให้ลุกโชนขึ้นมาอีกระลอก
"เตาหลอมยักษ์ เอาไว้ทำอะไรฟะ? เอาไว้หุงข้าวเหรอ? เตาหลอมสูงตั้งหลายร้อยเมตร หุงทีนึงคงเลี้ยงคนได้ทั้งเมืองเลยมั้ง ฮ่าๆๆๆ"
"โธ่เอ๊ย! ฉันก็นึกว่าขุดเจอสมบัติล้ำค่าอะไรซะอีก ที่แท้ก็แค่เตาหลอมใบใหญ่บะเริ่มเทิ่ม ไซส์มหึมาขนาดนี้เกิดมาเพิ่งเคยเห็นนี่แหละ แต่มันจะเอาไปทำอะไรได้ล่ะ? เอาไปขายเป็นเศษเหล็กชั่งกิโลขายรึไง? จริงอยู่ที่สำริดมันแพงกว่าเหล็ก แต่ซื้อมาตั้ง 100 ล้านเหรียญทองเนี่ยนะ จะซื้อสำริดได้กี่กิโลเชียว คิดยังไงก็ขาดทุนย่อยยับเห็นๆ"
"หรือว่ามันจะมีการใช้งานแบบลับเฉพาะอะไรหรือเปล่านะ? จะใช่เตาหลอมแปดเหลี่ยมของไท่ซ่างเหล่าจวินไหมเนี่ย? ถ้าเกี่ยวข้องกันนิดหน่อยก็กลายเป็นของล้ำค่าประเมินราคามิได้แล้วนะเนี่ย แต่คนงานในไซต์งานเขาก็บอกนะว่ามันก็ดูเรียบๆ ไม่เห็นมีแสงวาบวับ หรือมีอะไรแปลกๆ โผล่มาเลย สงสัยคงไม่ได้มีค่าอะไรมากมายมั้ง แต่การที่มันฝังอยู่ใต้ดินมานานขนาดนี้ ยังไงก็ต้องเป็นของโบราณแหละน่า น่าจะขายได้หลายตังค์อยู่นะ"
"เอาไว้ผิงไฟแก้หนาวหรือเปล่า? ดาวเคราะห์ FE-01 ออกจะหนาวขนาดนี้ มีเตาผิงไซส์ยักษ์ไว้สักใบ ผิงทีคงอุ่นไปทั้งหมู่บ้านเลยแหละ"
...
แม้ว่าคำวิจารณ์ของชาวบ้านจะค่อนข้างเกรงใจและไว้หน้ากันอยู่บ้าง แต่เวลาที่หลี่จวีซูเดินผ่านไปตามท้องถนน ก็ยังพอจะจับใจความได้ว่า ชาวบ้านแอบนินทาเขาว่าโง่เง่าเต่าตุ่น โดนจ้าวหยวนจู่ต้มจนเปื่อยเสียแล้ว
"ฉันไม่เชื่อหรอกนะว่าของที่ขุดขึ้นมาจากใต้ดินของดาวเคราะห์ FE-01 จะเป็นแค่ขยะชิ้นนึง มันต้องมีประโยชน์อะไรซ่อนอยู่อย่างคาดไม่ถึงแน่ๆ" หลัวจวนนั่งอยู่ข้างๆ หลี่จวีซู ย่อมต้องได้ยินเสียงซุบซิบนินทาของชาวบ้านเป็นธรรมดา
"เธอไม่คิดว่านี่มันคือลิขิตสวรรค์บ้างเหรอ?" หลี่จวีซูนั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ ไม่เพียงไม่รู้สึกผิดหวัง แต่กลับมีสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความหวัง
"หมายความว่ายังไง?" หลัวจวนไม่เข้าใจความหมายของเขา
"ตอนที่ฉันกำลังปวดหัวคิดหาวิธีสร้างเตาหลอมอยู่ จู่ๆ ก็มีเตาหลอมโผล่พรวดขึ้นมาจากใต้ดิน นี่มันของขวัญจากสวรรค์ประทานมาให้ชัดๆ" หลี่จวีซูกล่าว
"สวรรค์อาจจะฟังคำขอของคุณผิดไปหรือเปล่า ก็มันตั้งสามร้อยกว่าเมตรเลยนะ" หลัวจวนกระซิบตอบ
"อย่าไปเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นเสมอไปหรอกนะ ความใหญ่กับความเล็ก ความเร็วกับความช้า มันไม่ใช่สิ่งที่ตายตัวเสมอไปหรอก" หลี่จวีซูพูดอย่างมีความหมายลึกซึ้ง
"พูดอะไรของนายเนี่ย ฟังไม่รู้เรื่องเลย" หลัวจวนมองเขาด้วยความงุนงง หลี่จวีซูไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม ในหัวของเขากำลังนึกถึงเคล็ดวิชาที่ได้รับการสืบทอดมาจากช่างตีเหล็ก ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างเตาหลอมรวมอยู่ด้วย
เมื่อรถรบแล่นมาถึงไซต์งาน คนงานกะกลางวันก็เลิกงานกลับบ้านกันไปหมดแล้ว เหลือเพียงคนเฝ้ายามไม่กี่สิบคน หลังจากที่ต้องทนหลังขดหลังแข็งขุดเจาะกันตลอดทั้งวันทั้งคืนมานานถึงยี่สิบวันเต็ม ในที่สุดความเหนื่อยล้าก็ถาโถมเข้าใส่ พอขุดเตาหลอมขึ้นมาสำเร็จ หลี่จวีซูก็ประกาศให้ทุกคนหยุดพักผ่อน กลับไปนอนเอาแรงให้เต็มที่
เตาหลอมยักษ์ขนาดนี้ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาขโมยไปหรอก นอกจากคนเฝ้ายามยี่สิบกว่าคนแล้ว ก็มีแค่ทีมนักโบราณคดีของศาสตราจารย์กู้อีกสิบกว่าชีวิตเท่านั้น
ไม่มีใครมามุงดูความสนุกอีกแล้ว ชาวเมืองยงโจวต่างก็มีภาระหน้าที่ต้องทำ ไม่มีใครมีเวลาว่างพอที่จะถ่อมาไกลเป็นร้อยๆ กิโลเมตร เพื่อมาดูเตาหลอมใบเดียวหรอก ต่อให้มันจะเป็นเตาหลอมที่ใหญ่โตมโหฬารทำลายสถิติโลกก็ตามที
"ศาสตราจารย์กู้ยังไม่เข้านอนอีกเหรอครับ?" อากาศยามค่ำคืนหนาวเหน็บจนจับขั้วหัวใจ ทุกคนพากันเข้าไปซุกตัวนอนในรถรบกันหมดแล้ว หลี่จวีซูกระโดดลงจากรถรบ ก็เห็นศาสตราจารย์กู้สวมเสื้อโค้ทตัวหนาเตอะ ยืนนิ่งอยู่หน้าเตาหลอม ราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
"ท่านรองเจ้าเมืองเย่เซียว พอจะรู้อะไรบางอย่างใช่ไหมครับ?" เมื่อถูกรบกวน ศาสตราจารย์กู้ก็หันมาเห็นว่าเป็นหลี่จวีซู แววตาของเขาฉายประกายความคาดหวังออกมา
"ผมยังหนุ่มยังแน่น ประสบการณ์เรื่องโบราณคดีก็ไม่มี นี่ก็เป็นครั้งแรกเลยนะครับที่ได้เห็นเตาหลอมใบใหญ่ขนาดนี้" หลี่จวีซูตอบเลี่ยงๆ ไม่ยอมพูดความจริง
"ถ้าผมมองไม่ผิดล่ะก็ สิ่งนี้คือเตาอัคคี หรือจะเรียกให้ถูกก็คือเตาหลอมศาสตรา เป็นเตาที่ใช้หลอมอาวุธในยุคเทพปกรณัม ผมพูดถูกไหมครับ?" ดวงตาอันลึกล้ำของศาสตราจารย์กู้ราวกับจะมองทะลุเข้าไปในจิตใจของคนได้
"ตอนนี้ผมก็ยังฟันธงไม่ได้หรอกครับ คงต้องลองเข้าไปดูข้างในก่อนถึงจะรู้" หลี่จวีซูตอบ
"อุณหภูมิภายในเตาหลอมนี้ทะลุเกินหนึ่งล้านองศาไปแล้วนะครับ ที่สำคัญคือตัวเลขนี้ไม่ใช่อุณหภูมิที่แท้จริงของมันด้วยซ้ำ เพราะเครื่องวัดอุณหภูมิของเรามันวัดได้สูงสุดแค่หนึ่งล้านองศาเท่านั้น ท่านรองเจ้าเมืองมีวิธีเข้าไปข้างในเหรอครับ?" ศาสตราจารย์กู้จ้องมองเขาอย่างมีความหวัง
"ไม่มีหรอกครับ! ผมก็แค่กะจะยืนดูอยู่ตรงปากทางเข้าเท่านั้นแหละ" หลี่จวีซูรีบส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ ข้อมูลลับระดับนี้ เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะเนี่ย
"เตาหลอมใบนี้ถูกฝังอยู่ใต้ดินมานานแค่ไหนก็ไม่มีใครทราบได้ แต่ถ้าคำนวณจากชั้นหินแล้วล่ะก็ อย่างต่ำๆ ก็น่าจะสักหนึ่งแสนปี ผ่านมาเนิ่นนานขนาดนี้ แต่อุณหภูมิภายในก็ยังพุ่งปรี๊ดเกินล้านองศา เตาใบนี้ต้องทนความร้อนได้ในระดับที่เหนือกว่าเทคโนโลยีใดๆ ที่เรารู้จักอย่างแน่นอน ถ้าอิงตามหลักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน สำริดไม่มีทางทนความร้อนมหาศาลขนาดนี้ได้หรอกครับ" ศาสตราจารย์กู้อธิบาย
"ศาสตราจารย์กู้ครับ แล้วข้อสรุปของคุณคืออะไรล่ะครับ?" หลี่จวีซูเริ่มหันมามองเขาด้วยความจริงจังเป็นครั้งแรก คนที่มีความรู้เฉพาะทางลึกซึ้งมักจะเป็นคนดื้อรั้น ยิ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้วยแล้ว ยิ่งยึดมั่นในทฤษฎีวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เป็นสรณะ ส่วนพวกเรื่องเล่าปรัมปรา หรือตำนานเทพเจ้าต่างๆ พวกเขามักจะเบือนหน้าหนีและมองว่าเป็นเรื่องงมงาย แต่ดูเหมือนว่าศาสตราจารย์กู้จะไม่ใช่คนประเภทนั้นแฮะ
"ท่านรองเจ้าเมืองนี่เจ้าเล่ห์ไม่เบานะครับ รู้อะไรๆ ตั้งเยอะตั้งแยะ แต่กลับปิดปากเงียบ แถมยังพยายามจะล้วงความลับจากผมอีก" ศาสตราจารย์กู้พูดติดตลกกึ่งจริงจัง
"ศาสตราจารย์กู้ปรักปรำผมแล้วล่ะครับ ถ้าพูดถึงความรู้เฉพาะทางพวกลูกศิษย์ของคุณยังเก่งกว่าผมเป็นหมื่นเท่าเลย ผมมาที่นี่ก็เพื่อมาขอความรู้และคำชี้แนะต่างหากล่ะครับ" หลี่จวีซูตอบ
"การเรียนรู้ย่อมมีผู้มาก่อนผู้มาหลังครับ!" ศาสตราจารย์กู้ส่ายหน้าเบาๆ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลี่จวีซู แล้วเอ่ยช้าๆ "คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องค่ายกลเวทบ้างครับ?"
หลี่จวีซูใจเต้นระทึก
(จบแล้ว)