- หน้าแรก
- ยอดนักล่าแห่งดาวเคราะห์หมื่นอสูร
- บทที่ 1008 - เตาสำริด (ตอนบน)
บทที่ 1008 - เตาสำริด (ตอนบน)
บทที่ 1008 - เตาสำริด (ตอนบน)
บทที่ 1008 - เตาสำริด (ตอนบน)
ข่าวลือเรื่องทีมของหงปี๋จื่อขุดเจอวัตถุประหลาดแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว กลุ่มแรกที่มาถึงกลับไม่ใช่ทีมขุดแร่อื่นๆ แต่เป็นทีมนักโบราณคดีต่างหาก การที่ทีมนักโบราณคดีมาปรากฏตัวบนดาวเคราะห์ FE-01 อาจจะดูเหมือนเป็นการใช้คนผิดประเภท แต่แท้จริงแล้ว การดำรงอยู่ของพวกเขามีความจำเป็นอย่างยิ่ง
จากสิ่งของต่างๆ ที่ค้นพบในปัจจุบัน เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า ดาวเคราะห์ดวงนี้เคยมีมนุษย์อาศัยอยู่ แม้จะเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อและวิทยาศาสตร์ไม่อาจหาคำอธิบายได้ก็ตาม
ไหดินเผา หม้อดินเผา คือสิ่งที่ทีมนักโบราณคดีค้นพบมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีแผ่นหินสลักลวดลายอีกหลายแผ่น ซึ่งนอกจากมนุษย์แล้ว คงไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่จะสามารถสลักลวดลายลงบนแผ่นหินได้อีกแล้ว
"ศาสตราจารย์กู้ เป็นยังไงบ้างครับ?" หงปี๋จื่อร้อนใจที่สุด เฮยผีตกลงไปในหลุมดำแล้วก็เงียบหายไปเลย แน่นอนว่าเขาไม่อยากให้ลูกน้องต้องมาจบชีวิตลงแบบนี้
"นี่คือโลหะ ทองแดง สำริด ตอนนี้ยังฟันธงไม่ได้แน่ชัด ต้องขุดขึ้นมาให้หมดก่อนถึงจะรู้ แต่ผมคาดว่าของชิ้นนี้น่าจะมีขนาดใหญ่โตมโหฬารทีเดียว" ศาสตราจารย์กู้เป็นปรมาจารย์แห่งวงการโบราณคดี เป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเสียงจริง
"อาจารย์คะ หนูจำลองลวดลายจากปากหลุมและความโค้งของขอบหลุมออกมาได้แบบนี้ค่ะ อาจารย์ลองดูสิคะ" ซูหมิงเยี่ยนกำลังจะหันหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้ศาสตราจารย์กู้ดู
"ขุดขึ้นมาดูก็รู้เองแหละว่าเป็นอะไร" ศาสตราจารย์กู้โบกมือปฏิเสธ เมื่อก่อนเขาก็เคยหลงใหลในโปรแกรมคอมพิวเตอร์เหมือนกันนะ เจออะไรเข้าหน่อยก็ต้องเสิร์ชหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต จำลองแบบ คำนวณหาผลลัพธ์ ด้วยความเร็วในการประมวลผลระดับหลายร้อยล้านครั้งต่อวินาทีของคอมพิวเตอร์ มักจะให้คำตอบที่เขาต้องการได้เสมอ
ทว่าเมื่อค้นพบสิ่งของที่น่าเหลือเชื่อมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะสิ่งของที่อยู่เหนือหลักวิทยาศาสตร์ ความสำคัญของคอมพิวเตอร์ในใจเขาก็ลดลง เมื่ออายุมากขึ้น ความคิดก็เปลี่ยนไป ตอนนี้เขาเชื่อมั่นในสมองของตัวเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
นักเรียนชอบใช้เทคโนโลยี เขาไม่ห้ามหรอกนะ การเรียนรู้มันต้องค่อยเป็นค่อยไป ทางอ้อมบางเส้นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอก
ทีมขุดแร่เริ่มทยอยกันมามากขึ้นเรื่อยๆ ตามมาด้วยเจ้าหน้าที่จากทางการเมืองยงโจว ทั้งจากกรมการเหมืองแร่และสถานีบังคับใช้กฎหมาย แต่เมื่อรถประจำตำแหน่งของหลี่จวีซูมาถึง สถานการณ์อันวุ่นวายก็เงียบสงบลงในพริบตา
หลี่จวีซูกระโดดลงไปในเหมือง ใช้เวลาอยู่ด้านล่างประมาณ 10 นาที ก่อนจะปีนกลับขึ้นมา เขาไม่ปริปากพูดอะไรเลย เพียงแค่สนทนากับศาสตราจารย์กู้เล็กน้อยแล้วก็จากไป ทีมของหงปี๋จื่อเริ่มขุดเจาะกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ แต่หลังจากผ่านไปห้าวัน พวกเขาก็จำต้องยอมแพ้
เพราะพวกเขาพบว่าสิ่งที่ฝังอยู่ใต้ดินน่าจะเป็นวัตถุโลหะขนาดมหึมา คล้ายๆ ไหหรือหม้อ โดยมีส่วนปากโผล่ขึ้นมาให้เห็นเพียงเล็กน้อย พวกเขาพยายามขุดล้อมรอบขอบปากไปเรื่อยๆ ใช้เวลาถึงห้าวันเต็มๆ ก็ขุดเจอแค่พื้นที่เล็กๆ จากความโค้งที่ปรากฏและข้อสันนิษฐานของซูหมิงเยี่ยน ลูกศิษย์ของศาสตราจารย์กู้ วัตถุชิ้นนี้มีความกว้างเกินร้อยเมตร และสูงไม่ต่ำกว่าสามร้อยเมตร อาจจะมีหูจับ มีฐาน หรือองค์ประกอบอื่นๆ อีก ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ขนาดที่แท้จริงก็จะยิ่งใหญ่โตขึ้นไปอีก ทีมขุดแร่ที่มีกำลังคนเพียงสองร้อยกว่าคน ต่อให้ใช้เวลาเป็นปีก็ไม่มีทางขุดขึ้นมาได้
ตามกฎของดาวเคราะห์ FE-01 ใครค้นพบสิ่งใดก่อน สิ่งนั้นก็ตกเป็นของคนนั้น หงปี๋จื่อรู้ดีว่าทีมของเขาไม่สามารถครอบครองของชิ้นนี้ได้ แม้จะเสียดายแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ต้องตัดสินใจนำออกประมูลขายในพื้นที่ โดยเปิดประมูลกันกลางแจ้งตรงนั้นเลย ใครให้ราคาสูงสุดก็รับไป ราคาเริ่มต้นตั้งไว้ที่ 1 ล้านเหรียญทอง
แม้จะมีทีมขุดแร่มารวมตัวกันมากมาย แต่กลับมีผู้เสนอราคาเพียงหยิบมือ เหตุผลก็เพราะปริมาณงานมันมหาศาลเกินไป ต่อให้เป็นทีมใหญ่ที่มีคนงานห้าร้อยคนขึ้นไป ก็ยังไม่แน่ว่าจะขุดขึ้นมาได้ภายในหนึ่งถึงสองปี แถมถ้าขุดขึ้นมาได้ ก็ใช่ว่าจะขนย้ายออกไปได้ง่ายๆ เพราะขนาดที่ใหญ่โตมโหฬารของมัน ระหว่างนั้นหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา เวลาหนึ่งหรือสองปีที่ทุ่มเทลงไปก็จะสูญเปล่าทั้งหมด
การที่ขุดลึกลงไปถึง 300 เมตรแล้วยังไม่เจอแร่เหล็กมันแพะหรือแร่อื่นๆ เลย แสดงว่าพื้นที่รอบๆ ต้องว่างเปล่าแน่นอน ความหวังที่จะขุดหาของแถมเพื่อถอนทุนคืนจึงเป็นไปไม่ได้เลย
ทีมขุดแร่เหล่านี้ล้วนเป็นการรวมกลุ่มกันเอง ไม่มีบริษัทหรือนายทุนหนุนหลัง การแบกรับต้นทุนจมจำนวนมหาศาลจึงเป็นเรื่องที่พวกเขาไม่อาจแบกรับไหว ไม่ใช่ว่าไม่อยากเสี่ยง แต่พวกเขาไม่มีทุนให้เสี่ยงต่างหาก
ศาสตราจารย์กู้อยากจะได้ของชิ้นนี้ใจจะขาด แต่แกก็ไม่มีเงิน ทุนในการทำโบราณคดีล้วนต้องพึ่งพางบประมาณจากเบื้องบน ไม่ต้องพูดถึงว่าจะขออนุมัติงบก้อนโตขนาดนี้ได้ไหม ต่อให้เบื้องบนใจป้ำอนุมัติให้ กว่าจะผ่านขั้นตอนการขออนุมัติจนเงินโอนเข้าบัญชี ก็ต้องใช้เวลาเป็นเดือน
ราคาประมูลมาหยุดชะงักอยู่ที่ 3.2 ล้านเหรียญทอง ทำเอาหงปี๋จื่อถึงกับสิ้นหวัง แต่แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงใสกระจ่างดังแทรกขึ้นมา
"3.5 ล้านเหรียญทอง" ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียว แล้วก็ต้องตกตะลึง เมื่อเห็นท่านรองเจ้าเมืองเย่เซียว โดยมีฉู่ยวิ่นหรานและหลัวจวนขนาบซ้ายขวา ดูราวกับเทพบุตรและเทพธิดาลงมาจุติ
"4 ล้านเหรียญทอง" เสียงเสนอราคาดังขึ้นอีกครั้ง เป็นเสียงของจ้าวหยวนจู่นั่นเอง เขาจ้องมองหลี่จวีซูด้วยสายตาท้าทาย
"5 ล้านเหรียญทอง" หลี่จวีซูยิ้มบางๆ สง่างามดุจสายลม
"6 ล้านเหรียญทอง" จ้าวหยวนจู่ตอบโต้แทบจะในทันที ไม่ต้องหยุดคิดให้เสียเวลา
คราวนี้บรรยากาศเงียบกริบลงทันตาเห็น คนตาดีดูก็รู้ว่าจ้าวหยวนจู่ไม่ได้สนใจของประมูลชิ้นนี้เลยแม้แต่น้อย เขาแค่อยากจะหาเรื่องเย่เซียวก็เท่านั้น ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไร แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า จ้าวหยวนจู่ไม่มีทางได้ดีแน่ๆ แถมชื่อเสียงของเขาก็เน่าเฟะจนไม่มีใครอยากจะเตือนเขาด้วยซ้ำ
"7 ล้านเหรียญทอง" หลี่จวีซูไม่ได้ชายตามองจ้าวหยวนจู่เลยสักนิด แต่ในใจกลับเริ่มรู้สึกปวดหัวตงิดๆ ในงานประมูลแบบนี้ การจะใช้อำนาจข่มขู่คู่แข่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมนัก ชั่วขณะนี้ เขาเองก็คิดหาวิธีจัดการกับจ้าวหยวนจู่ไม่ออกเหมือนกัน
แต่ดูเหมือนจ้าวหยวนจู่จะไม่ได้เรียนรู้บทเรียนจากครั้งก่อนเลยแฮะ นึกว่าจะสงบเสงี่ยมเจียมตัวลงบ้าง ที่ไหนได้ ดันประเมินเขาสูงไปซะอีก
"8 ล้านเหรียญทอง!" จ้าวหยวนจู่จ้องหน้าหลี่จวีซูเขม็ง เป็นการยั่วยุอย่างเปิดเผยโดยไม่ต้องปิดบังใดๆ ทั้งสิ้น
"10 ล้านเหรียญทอง!" หลี่จวีซูยกมือห้ามต้าลี่เสินที่กำลังเดือดปุดๆ การประมูลก็ต้องเป็นไปตามกฎของการประมูล แข่งกันด้วยเงินตราเท่านั้น ห้ามใช้อำนาจหรือสถานะมาเกี่ยวพัน แม้เขาจะมียศเป็นถึงรองเจ้าเมือง ก็ไม่สามารถแหกกฎนี้ได้ จ้าวหยวนจู่มองจุดอ่อนนี้ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง หากหลี่จวีซูใช้อำนาจหรือกำลังเข้าแทรกแซงการประมูล เขาก็จะสูญเสียความเชื่อมั่นจากประชาชน ซึ่งนั่นก็คือการตกหลุมพรางของจ้าวหยวนจู่อย่างจัง
"15 ล้านเหรียญทอง" จ้าวหยวนจู่ยิ่งได้ใจใหญ่ ครั้งก่อนเขาเสียเงินให้หลี่จวีซูไปตั้งมากมายที่บ่อนพนันหิน ความแค้นนี้ฝังหุ่นมาตลอด พอสบโอกาสทองแบบนี้ มีหรือเขาจะยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ?
"20 ล้านเหรียญทอง" หลี่จวีซูยังคงรักษาความนิ่งสงบเอาไว้ได้ ผิดกับทีมของหงปี๋จื่อที่ใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ การที่ราคาสูงขึ้นมันก็เป็นเรื่องดี พวกเขาก็จะได้ส่วนแบ่งมากขึ้น แต่ประเด็นคือ นี่มันเป็นการประลองกำลังกันนะสิ สถานการณ์มันไม่เหมือนเดิมแล้ว ฝั่งนึงคือจ้าวหยวนจู่ อีกฝั่งคือท่านรองเจ้าเมือง ขืนสองคนนี้เกิดวางมวยกันขึ้นมา คนตัวเล็กๆ อย่างพวกเขาจะไปรับแรงกระแทกไหวได้ยังไง
"25 ล้านเหรียญทอง" ตระกูลจ้าวรวยล้นฟ้าจริงๆ ก่อนหน้านี้ขาดทุนไปก็เยอะ พอตอนนี้มาเสนอราคาประมูลเป็นสิบๆ ล้าน กลับไม่กะพริบตาเลยสักนิด เศรษฐีทั่วไปคงไม่มีความกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้แน่ๆ
"50 ล้านเหรียญทอง" เสียงเรียบๆ ของหลี่จวีซูที่พ่นตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ทำเอาทุกคนสัมผัสได้ถึงความโกรธกรุ่นๆ ของเขา คนที่ตั้งใจจะร่วมวงประมูลด้วยถึงกับหุบปากฉับ
"60 ล้านเหรียญทอง" จ้าวหยวนจู่ยิ้มกริ่ม
"100 ล้านเหรียญทอง" หลี่จวีซูเสนอราคาอย่างเยือกเย็น
"เย่เซียว รวยไม่เบานี่นา นับถือๆ เป็นรองเจ้าเมืองแล้วมันต่างไปจริงๆ ด้วยสิ พูดจาเสียงดังฟังชัดเชียว นายชนะแล้ว ฉันขอถอนตัว" จ้าวหยวนจู่แบมือยักไหล่ ใบหน้าไม่มีแววผิดหวังหรือท้อแท้เลยสักนิด กลับเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและโอหังเสียด้วยซ้ำ
"ขอบคุณที่ชม ผมก็ถอดแบบมาจากพ่อคุณเป๊ะๆ แหละ" หลี่จวีซูตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
"ไอ้เ..." หน้าของจ้าวหยวนจู่มืดครึ้มลงทันที เขาถลึงตาใส่หลี่จวีซูอย่างเคียดแค้น กำลังจะอ้าปากด่า แต่ถูกชายชราที่ยืนอยู่ข้างๆ ดึงแขนไว้ซะก่อน ชายชรามองหลี่จวีซูด้วยสายตาหวาดระแวง
การประมูลนั้นไม่สนเรื่องอาวุโส ใครจ่ายแพงกว่าก็ชนะ จะเสนอราคาบ้าเลือดแค่ไหนก็ได้ตราบใดที่ยังมีปัญญาจ่าย แต่การด่าทอเป็นเรื่องต้องห้าม ตอนนี้หลี่จวีซูดำรงตำแหน่งรองเจ้าเมือง ซึ่งเป็นตำแหน่งเทียบเท่ากับพ่อของจ้าวหยวนจู่ หรือถ้าจะว่ากันตามจริง อำนาจของหลี่จวีซูก็เหนือกว่าครึ่งขั้นด้วยซ้ำ ถ้าจ้าวหยวนจู่กล้าด่าทอหลี่จวีซู ก็เท่ากับเป็นการลบหลู่กฎเกณฑ์ของเมืองยงโจว หลี่จวีซูมีสิทธิ์ลงไม้ลงมือสั่งสอนได้ทันที ต่อให้หักขาจ้าวหยวนจู่ทั้งสองข้าง พ่อของจ้าวหยวนจู่ก็ยังต้องปรบมือเห็นด้วยเลย
จ้าวหยวนจู่มันเป็นพวกชอบแกว่งเท้าหาเสี้ยน แต่ผู้ติดตามของเขากลับไม่กล้าประมาทเลยแม้แต่น้อย
"เถ้าแก่ ตกลงว่าไง?" หลี่จวีซูไม่สนใจจ้าวหยวนจู่อีกต่อไป หันไปถามหงปี๋จื่อที่ยืนตะลึงอยู่
หงปี๋จื่อรีบประกาศผลการประมูลทันที ของชิ้นนี้ตกเป็นของหลี่จวีซูแล้ว หลี่จวีซูสั่งให้หลัวจวนพาลูกทีมของหงปี๋จื่อคนหนึ่งไปจัดการเรื่องโอนเงินที่ธนาคาร จากนั้นเขาก็ยิงพลุสัญญาณขึ้นฟ้า ในตอนแรกทุกคนยังงุนงงอยู่ จนกระทั่งเสียงคำรามของเครื่องยนต์ดังก้องไปทั่วทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่
ขบวนรถยาวเหยียดจนสุดลูกหูลูกตาค่อยๆ ปรากฏขึ้น มีทั้งรถรบ รถบรรทุก และรถขนส่ง มีทั้งรถที่บรรทุกอุปกรณ์ รถที่บรรทุกกำลังคน และรถที่บรรทุกเสบียงต่างๆ นานา กองกำลังกว่าสองหมื่นนายเริ่มลงมือขุดเจาะทันที
หงปี๋จื่อและทุกคนในที่นั้นถึงกับอ้าปากค้าง ที่แท้หลี่จวีซูก็เตรียมการไว้หมดแล้ว และมุ่งมั่นที่จะประมูลให้ได้ จ้าวหยวนจู่แอบรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ เขาน่าจะเสนอราคาไปสัก 1,000 ล้านเหรียญทอง 100 ล้านมันถูกไปสำหรับหลี่จวีซูจริงๆ
(จบแล้ว)