เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1007 - เตาเหล็กหนึ่งใบ

บทที่ 1007 - เตาเหล็กหนึ่งใบ

บทที่ 1007 - เตาเหล็กหนึ่งใบ


บทที่ 1007 - เตาเหล็กหนึ่งใบ

คืนวันต่อมา เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาทก็ดังขึ้นอีกครั้ง ทิศทางที่เกิดระเบิดยังคงเป็นบริเวณบ้านพักของที่ทำการเจ้าเมือง สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ คราวนี้เป็นบ้านพักหมายเลข 9

เยี่ยนซูหนานรีบนำกำลังรุดมายังที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน เมื่อเห็นหลี่จวีซูยืนอยู่ริมกองซากปรักหักพัง เขาก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ยังดีนะที่ไม่ตาย ถ้าหลี่จวีซูตายไปเหมือนรองเจ้าเมืองชุย เขาต้องแย่แน่ๆ ที่เขาสามารถยืนหยัดอยู่ในสถานีบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมั่นคงและไม่มีใครกล้าแหยม ก็เพราะมีหลี่จวีซูเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่นี่แหละ ถ้าหลี่จวีซูเป็นอะไรไป เขาอาจจะไม่ถึงขั้นต้องไปนอนกอดลูกกรงเหมือนจูหมิงเย่ว์ แต่การถูกลดบทบาทและดองเค็มนั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน

หลี่จวีซูหน้าดำคร่ำเครียดด้วยเขม่าควัน แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ คนที่ได้รับบาดเจ็บคือหลัวจวนและฉู่ยวิ่นหราน เยี่ยนซูหนานไม่ได้ซักไซ้ถึงสาเหตุ แต่ก็พอเดาออกว่าคงเหมือนกรณีของรองเจ้าเมืองชุยนั่นแหละ เป็นเพราะแร่ต้าหลัวหลานจิน เล่นสนุกจนเลยเถิดไปหน่อย

สิทธิพิเศษของรองเจ้าเมืองช่างแตกต่างจากคนทั่วไปเสียจริงๆ พอหมายเลข 9 พังยับเยิน หลี่จวีซูก็ย้ายเข้าหมายเลข 10 ทันที แล้วจากนั้น... หมายเลข 10 ก็ระเบิดตูมตามอีกครั้ง เมื่อมองเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนของเยี่ยนซูหนานและเหล่าเจ้าหน้าที่สถานีบังคับใช้กฎหมายที่รีบรุดมา หลี่จวีซูก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาตงิดๆ

หมายเลข 10 อยู่ไม่ได้แล้ว เขาจึงย้ายไปอยู่หมายเลข 11

"ท่านรองเจ้าเมือง——" หวงโหย่วสวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง "ไม่มีบ้านพักว่างแล้วนะครับ"

"วางใจเถอะ ผมจะไม่ทำอะไรแผลงๆ แล้ว" หลี่จวีซูให้คำมั่นสัญญา แต่แล้วในคืนนั้นเอง แสงสีน้ำเงินก็พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือบ้านพักหมายเลข 11 ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาท ก่อนที่บ้านทั้งหลังจะกลายเป็นซากปรักหักพัง

โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร

หลี่จวีซูจำต้องควักกระเป๋าซื้อบ้านอยู่เอง ทว่าหลังจากผ่านการระเบิดมาถึงสามครั้ง เขาก็เริ่มเข้าใจคุณสมบัติของแร่ต้าหลัวหลานจินและเพลิงกำเนิดฟ้าอย่างถ่องแท้

ด้วยประสบการณ์ที่สืบทอดมาจากช่างตีเหล็ก ผนวกกับบทเรียนความล้มเหลวของรองเจ้าเมืองชุย แนวทางที่เขาเดินนั้นถูกต้องแล้ว สิ่งที่ขาดหายไปคือเครื่องมือ เขาต้องการเตาหลอม เตาที่สามารถรองรับเพลิงกำเนิดฟ้าและทนทานต่อการขยายตัวของพลังงานจากแร่ต้าหลัวหลานจินได้ เตาหลอมของช่างตีเหล็กในอดีตนั้นล้วนสร้างขึ้นมาด้วยมือของพวกเขาเองทั้งสิ้น

"ผมต้องสร้างเตาหลอมขึ้นมาเองงั้นเหรอ?" หลี่จวีซูแหงนหน้ามองฟ้า ก่อนจะสร้างเตาหลอมได้ เขาต้องแก้ปัญหาเรื่องความร้อนของเปลวไฟและการขยายตัวของวัสดุเสียก่อน แต่เงื่อนไขในการแก้ปัญหาเปลวไฟและวัสดุก็คือ... ต้องมีเตาหลอม

นี่มันปัญหาโลกแตกชัดๆ!

หลี่จวีซูถึงกับพูดไม่ออก ยังไม่ทันเริ่มก็ประกาศจบเกมเสียแล้ว สคริปต์มันไม่ควรจะเขียนมาแบบนี้นี่นา ในความทรงจำของช่างตีเหล็ก เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องพื้นฐานที่แสนจะง่ายดาย ไม่สลักสำคัญอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ทำไมพอมาเป็นเขากลับกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดไปได้ล่ะเนี่ย

ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน การจะสร้างเตาหลอมขึ้นมาสักใบเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย อุณหภูมิสามารถเร่งขึ้นไปได้ถึงหลักแสนองศา แต่ทว่า... รองเจ้าเมืองชุยเคยลองแล้ว และมันไม่ได้ผล

"ฉันเคยได้ยินอาจารย์ที่พึ่งพาไม่ค่อยจะได้ของฉันพูดไว้ว่า เวทมนตร์คาถาในสมัยโบราณหลายๆ อย่าง วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็ไม่สามารถอธิบายหรือเลียนแบบได้หรอกนะ ของบางอย่างที่ดูแสนจะธรรมดา แต่กลับแฝงไปด้วยสัจธรรมของฟ้าดิน วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เน้นเรื่องตรรกะเหตุผล แต่ของโบราณหลายอย่างมันอยู่เหนือตรรกะ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ มันไม่เป็นไปตามตรรกะที่คนยุคนี้ยึดถือ ของโบราณเขามีทฤษฎีที่สมบูรณ์แบบในแบบของเขาเอง ฟ้า ดิน และมนุษย์รวมเป็นหนึ่งเดียว ถ้าไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของทั้งสามสิ่งนี้ล่ะก็ มีหวังได้เจ็บตัวหนักแน่ๆ" จู่ๆ ฉู่ยวิ่นหรานก็พูดขึ้นมา

หลี่จวีซูหลับตาลง นึกย้อนไปถึงดาวเคราะห์หมื่นอสูร นึกถึงชายผู้ที่สามารถกำจัดหนูซั่วสู่ได้เพียงแค่สะบัดมือ และนึกถึงผู้ที่ช่วยชีวิตเขากับหลัวจวนในห้วงอวกาศอันไกลโพ้น ชายผู้สามารถเดินทางข้ามจักรวาลได้ด้วยกายเนื้อ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ไม่สามารถอธิบายหรือจำลองสถานการณ์เช่นนี้ได้

แร่ต้าหลัวหลานจินก็เช่นเดียวกัน การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่จัดการกับมัน สามารถดึงประสิทธิภาพออกมาได้แค่ในระดับพื้นฐานเท่านั้น เปรียบเสมือนการจ้างนักวิทยาศาสตร์ระดับท็อปมาทำหน้าที่แค่กวาดพื้นถูถูบานกระจก ทั้งที่ความจริงแล้ว เขาสามารถสร้างจรวดหรือยานอวกาศได้สบายๆ นี่มันมาผิดทางชัดๆ

"คุณก็อย่าเพิ่งร้อนใจไปเลย ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว ในเมื่อดาวเคราะห์ FE-01 มีแร่ต้าหลัวหลานจิน บางทีอาจจะมีของอย่างอื่นซ่อนอยู่ด้วยก็ได้" หลัวจวนพูดปลอบใจ

"อาจารย์ของฉันยังบอกอีกนะว่า ต้องหัดคิดแบบคนโบราณ การจะเอาความคิดแบบคนยุคใหม่ไปแก้โจทย์ของคนโบราณน่ะ มันเป็นไปไม่ได้หรอก ผิดไปแค่นิดเดียวก็อาจจะนำไปสู่ความผิดพลาดมหาศาลได้ ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันจะก้าวหน้าไปมาก และในบางด้านก็เหนือกว่าของโบราณอย่างเทียบไม่ติด แต่ของโบราณหลายๆ อย่างก็มีความล้ำเลิศที่สมควรได้รับการสืบทอดต่อไป ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นไกล เอาแค่ร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด คนยุคใหม่กลับดึงศักยภาพออกมาใช้ได้ไม่ถึง 10% เลยด้วยซ้ำ นี่มันเป็นการสูญเปล่าที่น่าเสียดายมากๆ ถ้าไม่เข้าใจความจริงข้อนี้ มนุษยชาติก็คงก้าวหน้าต่อไปได้ยาก" ฉู่ยวิ่นหรานเล่าต่อ

"มันชักจะออกนอกเรื่องไปไกลแล้วนะ?" หลี่จวีซูพึมพำเบาๆ

"ฉันก็แค่ถ่ายทอดคำพูดของอาจารย์ให้ฟังเท่านั้น ส่วนมันจะมีประโยชน์หรือจะช่วยจุดประกายอะไรให้คุณได้ไหม นั่นมันเป็นเรื่องของคุณ ไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องมานั่งคิด" ฉู่ยวิ่นหรานตอบกลับ

"แล้วอาจารย์ของเธอพูดอะไรอีกบ้างล่ะ?" หลี่จวีซูถามต่อ

"อย่าดูถูกสิ่งใดเด็ดขาด ยุงตัวเล็กๆ อาจจะร้ายกาจกว่ายานอวกาศก็ได้ เลือดเพียงหยดเดียวอาจจะหล่อเลี้ยงโลกได้ทั้งใบ และน้ำเพียงหยดเดียวก็อาจจะทะลวงดาวเคราะห์ได้ทั้งดวง" ฉู่ยวิ่นหรานกล่าว

"ฉันรู้สึกว่าอาจารย์ของเธอนี่ท่าทางจะเก่งกาจไม่เบาเลยนะ" หลี่จวีซูแสดงความเห็น

"ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน" ฉู่ยวิ่นหรานพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง

"คืนนี้เรามาฝังเข็มทะลวงจุดกันอีกรอบดีไหม?" หลี่จวีซูมองเธอด้วยแววตาเป็นประกายคาดหวัง

"ถ้าอยากให้ฉันตายนักก็พูดมาตรงๆ เถอะ" สีหน้าของฉู่ยวิ่นหรานเปลี่ยนไปทันที อาการบาดเจ็บของเธอยังไม่ทันหายดีเลย ตอนที่บ้านพักหมายเลข 9 ระเบิด หลี่จวีซูหนีเอาตัวรอดไปได้ไวปานวอก ทิ้งให้เธอกับหลัวจวนต้องรับเคราะห์ไปเต็มๆ โชคดีที่ตอนนั้นพวกเธอไม่ได้ตามไปดูหลี่จวีซูเล่นแผลงๆ แต่อยู่คุยกันข้างนอก แถมยังอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางระเบิดมาก ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้แค่บาดเจ็บแค่นี้แน่ๆ

"เดี๋ยวฉันขอคิดดูก่อนก็แล้วกัน" หลี่จวีซูยิ้มเจื่อนๆ

...

แสงแดดแผดเผาอย่างเกรี้ยวกราด แม้จะกางร่มกันแดดแล้ว แต่เหงื่อก็ยังไหลซึมออกมาไม่หยุด แม้จะดื่มน้ำเย็นจัดเข้าไป ก็ไม่อาจดับความร้อนรุ่มทั้งในใจและในกายได้ แต่เพื่อปากท้องและอนาคตที่ร่ำรวย ทีมขุดแร่ที่ใช้ชื่อว่า 'กระต่ายขาว' ก็จำต้องก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปในช่วงเวลาที่ร้อนระอุที่สุดของวัน

เงินทุนของทีมร่อยหรอลงจนแทบจะหมดเกลี้ยง รายจ่ายสวนทางกับรายรับมาติดต่อกันหลายเดือนแล้ว พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสู้ยิบตา สำหรับคนจนแล้ว คำว่า 'ความคุ้มค่า' มันไม่มีอยู่จริงหรอก ทั้งแรงงานและเวลาล้วนไม่มีค่าอะไรเลย ในยามที่ท้องหิวจนไส้กิ่ว ต่อให้รู้ว่าทำไปก็ไม่คุ้ม แต่ก็ต้องกัดฟันทำต่อไป

บนผืนดินสีน้ำตาลหม่นหมอง จู่ๆ ก็ปรากฏพื้นที่ดินสีน้ำตาลแดงขนาดหลายตารางกิโลเมตร หัวหน้าทีม 'จมูกแดง' และรองหัวหน้าทีม 'หางยาว' ต่างฟันธงตรงกันว่า เบื้องล่างนี้จะต้องมีแร่เหล็กมันแพะซุกซ่อนอยู่อย่างแน่นอน ทีมงานกว่าสองร้อยชีวิตจึงเริ่มลงมือขุดเจาะกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ ดินระเบิดถูกใช้ไปแล้วกว่าห้าร้อยชั่ง จนเกิดเป็นหลุมลึกที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางสามเมตรและลึกถึงหนึ่งร้อยยี่สิบเมตร ทว่ากลับยังไม่เห็นวี่แววของแร่เหล็กมันแพะเลยแม้แต่น้อย ตามหลักแล้ว พวกเขาควรจะถอดใจและล้มเลิกความตั้งใจไปตั้งนานแล้ว แต่หัวหน้าทีมกลับยืนกรานสั่งให้ขุดต่อไป

เมื่อเกิดเรื่องผิดปกติ ย่อมต้องมีสาเหตุซ่อนอยู่เสมอ

ปริมาณแร่เหล็กมันแพะบนดาวเคราะห์ FE-01 นั้นมีมากมายมหาศาล พูดแบบเว่อร์ๆ เลยก็คือ แค่โยนก้อนอิฐลงไปบนพื้น แล้วขุดลงไปลึกสัก 10 เมตรตรงจุดที่อิฐตก ก็รับรองได้เลยว่าจะต้องเจอแร่เหล็กมันแพะอย่างแน่นอน ถึงคุณภาพอาจจะไม่ดีนัก แต่รับรองว่ามีชัวร์ๆ

การขุดเจาะลงไปลึกกว่าร้อยเมตรแล้วยังไม่เจอแร่เหล็กมันแพะเลยสักก้อน จึงถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างยิ่ง ทีมขุดแร่นี้ก็ดื้อรั้นไม่เบา พวกเขาเชื่อใจหัวหน้าทีมอย่างสุดใจ จึงทุ่มเทแรงกายแรงใจผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันลงไปขุดเจาะอย่างไม่ลดละ ลึกลงไปสองร้อยเมตร... สามร้อยเมตร... ยิ่งลึกก็ยิ่งขุดยาก ความคืบหน้าก็ยิ่งล่าช้าลงเรื่อยๆ จนกระทั่งลูกทีมเริ่มกังขาในการตัดสินใจของหัวหน้าทีม จู่ๆ เสียงร้องลั่นของ 'เฮยผี' (ไอ้ดำ) ที่อยู่ก้นหลุมก็ดังก้องขึ้นมา

"แย่แล้ว! มีช่องโหว่ มันกำลังจะถล่มแล้ว บ้าเอ๊ย ช่วยด้วย—"

เสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกดังลั่น ก่อนจะค่อยๆ แผ่วเบาลง และเงียบหายไปในที่สุด ทุกคนหน้าถอดสีด้วยความตกใจ ที่ก้นหลุมปรากฏหลุมดำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณหนึ่งเมตร ลึกจนมองไม่เห็นก้น เฮยผีพลัดตกลงไปในหลุมดำนั่นเอง เมื่อส่องไฟฉายลงไป ก็พบแต่ความมืดมิดว่างเปล่า ไม่เห็นอะไรเลย ความรู้สึกหนาวเหน็บแล่นปราดเข้าเกาะกุมขั้วหัวใจของทุกคนในทีม

ไฟฉายส่องสว่างแรงสูงสามารถส่องทะลุความมืดไปได้ไกลถึง 220 เมตร เมื่อบวกกับความลึกของหลุม 300 เมตรเข้าไปด้วย ก็เท่ากับว่าระยะทางรวมทั้งหมดคือ 520 เมตร แต่ก็ยังมองไม่เห็นอะไรอยู่ดี การมีหลุมดำลึกจนมองไม่เห็นก้นอยู่ใต้ดินลึกขนาดนี้ มันช่างผิดหลักวิทยาศาสตร์เอามากๆ

หรือว่าพวกเขากำลังขุดไปเจอประตูทางเข้านรกเข้าแล้วจริงๆ?

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 1007 - เตาเหล็กหนึ่งใบ

คัดลอกลิงก์แล้ว