- หน้าแรก
- ยอดนักล่าแห่งดาวเคราะห์หมื่นอสูร
- บทที่ 803 - ก้มหัว
บทที่ 803 - ก้มหัว
บทที่ 803 - ก้มหัว
บทที่ 803 - ก้มหัว
คุกหลวงในยามค่ำคืนกลับไม่มีการปิดไฟ
สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ นี่มันฝันร้ายชัดๆ แต่ถ้ามองในมุมของศาลต้าหลี่ ก็พอจะเข้าใจได้
นักโทษทุกคนในคุกหลวงล้วนมีฐานะไม่ธรรมดา พวกเขาอาจได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม อาจได้รับบาดเจ็บ อาจถูกหยามเกียรติ หรือแม้แต่ถูกย่ำยีในคุกหลวงแห่งนี้ได้ แต่ตายไม่ได้เด็ดขาด
ความมืดมิดคือปัจจัยที่ก่อให้เกิดความไม่สงบมากที่สุด การไม่ปิดไฟ ต่อให้เกิดเรื่องอันตรายขึ้น ก็ยังสามารถพบเห็นและระงับเหตุได้ทันท่วงที แต่ถ้าเป็นตอนกลางคืนก็พูดยากแล้ว นักโทษในคุกหลวงหลายคนมีพลังการต่อสู้สูงมาก ความเป็นความตายก็เกิดขึ้นได้ในชั่วพริบตา
หลี่จวีซวีเคยเป็นพลซุ่มยิงมาก่อน การนอนหลับคือหนึ่งในทักษะพื้นฐานของพลซุ่มยิง ต่อให้นอนบนรถวิบากที่โคลงเคลงไปมาก็ไม่มีปัญหา ไม่ต้องพูดถึงบนเตียงเลย แสงสว่างจึงไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเขา
ทว่าเขาไม่ได้หลับสนิท เขามีลางสังหรณ์อย่างรุนแรงว่าคืนนี้จะมีเรื่องเกิดขึ้น และก็เป็นจริงดังคาด เมื่อถึงกลางดึก ประตูห้องขังหมายเลขศูนย์ศูนย์เก้าก็เปิดแง้มออกอย่างเงียบเชียบ นักโทษสวมไอ้โม่งสิบกว่าคนทยอยเดินเข้ามา ปลายเท้าจรดพื้นอย่างระมัดระวัง ไอ้หนุ่มซกมก, เจี่ยหานถู, เจ้าหัวโล้น และคนอื่นๆ ขยับเปลือกตาเล็กน้อย แต่ไม่ได้ลืมตาขึ้นมา ลมหายใจยังคงสม่ำเสมอเช่นเดิม
พวกเขารู้ดีว่า นักโทษกลุ่มนี้ไม่ได้มาหาพวกเขา และก็เป็นดังคาด นักโทษสวมไอ้โม่งแยกแยะคนที่อยู่บนเตียงเล็กน้อย แล้วพุ่งตรงไปยังเตียงของหลี่จวีซวี เป้าหมายชัดเจน ผ้าห่มผืนบางที่ขาดวิ่นคลุมทับลงบนศีรษะของหลี่จวีซวี
ท่อนเหล็กขนาดเท่าแขนฟาดลงมาที่หลี่จวีซวีอย่างแรง พละกำลังดุดันเหลือคณา เสียงแหวกอากาศน่าหวั่นเกรง
ปัง—
เสียงกระแทกอย่างรุนแรงดังเข้าหูนักโทษสวมไอ้โม่ง สีหน้าของนักโทษสวมไอ้โม่งเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน นี่ไม่ใช่เสียงกระทบเนื้อ แต่เป็นเสียงแผ่นเหล็ก คนล่ะ?
หลี่จวีซวีที่เมื่อวินาทีก่อนยังนอนอยู่บนเตียงได้หายตัวไปแล้ว เหลือเพียงผ้าปูเตียงผืนบางๆ นักโทษสวมไอ้โม่งรู้ตัวว่าแย่แล้ว จึงรีบหันขวับกลับไป แต่หน้าท้องกลับถูกโจมตีอย่างหนักหน่วง
ร่างของเขาโค้งงอราวกับกุ้งต้มในชั่วพริบตา ก่อนจะลอยละลิ่วออกไป ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เสียงหมัดกระทบเนื้อดังก้องเข้าหูอย่างต่อเนื่อง ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนที่ไม่อาจสะกดกลั้นได้ดังระงมไปทั่ว
นักโทษสวมไอ้โม่งทั้งสิบสามคนล้มลงกองกับพื้นในเวลาเพียงชั่วพริบตา แม้จะปิดบังใบหน้าอยู่ แต่เมื่อฟังจากเสียงครวญครางของพวกเขา ก็พอจะรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวด และนี่... เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
หลี่จวีซวีที่สมควรจะนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง กลับมายืนอยู่บนพื้น ทอดสายตามองนักโทษสวมไอ้โม่งอย่างเย็นชา เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เหยียบย่ำลงบนท่อนแขนและต้นขาของนักโทษสวมไอ้โม่ง
กรอบแกรบ—
กรอบแกรบ—
กรอบแกรบ—
...
เท้าที่ดูเหมือนจะเหยียบลงมาเบาๆ กลับหนักอึ้งยิ่งกว่าขุนเขาไท่ซาน เหยียบลงไปเพียงครั้งเดียว กระดูกก็แตกละเอียดเป็นผุยผง นักโทษสวมไอ้โม่งแผดเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดรวดร้าว เจ้าหัวโล้น เจี่ยหานถู และคนอื่นๆ อีกเจ็ดคนที่นอนอยู่บนเตียง ต่างก็นอนหลับปุ๋ย ไม่มีใครตื่นขึ้นมาเลยสักคน
ประตูห้องขังเปิดออกอย่างรวดเร็ว เมื่อผู้คุมเรือนจำพร้อมอาวุธครบมือสี่นายบุกเข้ามา หลี่จวีซวีก็กลับไปนอนอยู่บนเตียงของตัวเองแล้ว บนพื้นห้องขังเหลือเพียงนักโทษสิบสามคนที่กลายเป็นคนพิการไปแล้วกำลังนอนครวญคราง ใบหน้ายังคงมีผ้าดำปิดบังไว้ ไม่ได้ถูกกระชากออก
"เกิดอะไรขึ้น? เกิดเรื่องอะไรขึ้น?" ผู้คุมเรือนจำตวาดลั่น สายตาอันเฉียบคมกวาดมองไปทุกซอกทุกมุม
"อ้าว เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? ทำไมคนถึงได้เยอะแยะแบบนี้? พวกนายเป็นใคร? เข้ามาในห้องขังของพวกเราได้ยังไง?" หลัวเฟยอิงตื่นขึ้นมาเป็นคนแรก ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
"ฉันจำได้ว่าตอนเวลาพักผ่อน ประตูห้องขังมันปิดอยู่นี่นา พวกนายเข้ามาในห้องขังของพวกเราได้ยังไง พวกนายเป็นใคร? ต้องการอะไร?" เจี่ยหานถูตื่นขึ้นมาเป็นคนที่สอง เมื่อเห็นนักโทษสวมไอ้โม่งนอนกองอยู่เต็มพื้น ก็แสดงอาการประหลาดใจเป็นอย่างมาก
"ตอนเวลาพักผ่อน เขาไม่อนุญาตให้ไปห้องขังคนอื่นไม่ใช่เหรอ พวกนายเข้ามาทำอะไรในนี้? รายงานผู้คุมครับ มีคนคิดไม่ซื่อครับ" เจ้าหัวโล้นทำหน้าเหมือนอยากจะสร้างผลงาน
โก่วเหยีย จางชิ่งสือ เจ้าหัวโต ตื่นขึ้นมาราวกับเพิ่งหลุดจากความฝัน สีหน้าเหม่อลอย บนใบหน้าของพวกเขาไม่ปรากฏพิรุธแม้แต่น้อย ต่อให้ตุ๊กตาทองคำมาเห็นก็ยังต้องยอมซูฮกให้
หลี่จวีซวีทำเป็นเลียนแบบ ลุกขึ้นนั่งบนเตียง แล้วมองไปที่ผู้คุมเรือนจำ
"พวกแกอยู่ห้องขังนี้หรือเปล่า?" ผู้คุมเรือนจำนายหนึ่งก้มลงกระชากผ้าดำของนักโทษที่อยู่ใกล้เท้าที่สุดออก นักโทษคนนั้นมีสีหน้าเจ็บปวดทรมาน แต่ก็ไม่ได้ตอบคำถาม
"พวกแกเข้ามาทำอะไรในนี้?" ผู้คุมเรือนจำซักไซ้
นักโทษเอาแต่ส่งเสียงครวญครางเบาๆ ใบหน้าซีดเผือด ยังคงไม่ยอมตอบ
"ใครซ้อมพวกแกจนมีสภาพแบบนี้?" หลังจากตรวจสอบอาการบาดเจ็บของนักโทษแล้ว ผู้คุมเรือนจำก็ต้องลอบตื่นตระหนกในใจ
ไม่รู้ว่านักโทษไม่มีคำจะพูด หรือว่าไม่กล้าพูดกันแน่ แต่ละคนเอาแต่ก้มหน้า ส่งเสียงครวญคราง
"พวกแกบอกมาสิ ว่าเกิดอะไรขึ้น?" ผู้คุมเรือนจำเงยหน้าขึ้นมองเจี่ยหานถูและคนอื่นๆ สายตาดุดัน
"ผู้คุมครับ พวกเราหลับกันหมดแล้ว จะไปรู้ได้ยังไงว่าเกิดอะไรขึ้น? ไม่ควรจะไปถามผู้เสียหายหรือครับ?" ต้าเซียเอ่ย
"ผู้คุมครับ พวกคุณควรจะไปตรวจสอบดูหน่อยไหมครับ ว่าทำไมประตูห้องขังของพวกเราถึงเปิดออกตอนที่พวกเรากำลังหลับ พวกคนพวกนี้มีกุญแจเหรอครับ?" เจี่ยหานถูเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"พวกเราจะสืบสวนให้กระจ่างเอง" สีหน้าของผู้คุมเรือนจำดูไม่ค่อยดีนัก หยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาเรียกหน่วยแพทย์ให้เข้ามาหามนักโทษทั้งสิบสามคนออกไป แขนขาของพวกเขาแตกหักละเอียด เดินเองไม่ได้แล้ว ทำได้แค่ให้คนหามไปเท่านั้น
หลังจากผู้คุมเรือนจำจากไป ห้องขังก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
"คนพวกนั้นเป็นคนของใคร?" หลี่จวีซวีนอนอยู่บนเตียง ก่อนจะหลับตาลง เขาก็ได้เอ่ยถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง ไม่มีใครรู้ว่าเขาต้องการถามใคร
"หวงเอ้อ!"
...
ต้องตื่นนอนตอนหกโมงเช้า มีเวลาแปรงฟันล้างหน้าเข้าห้องน้ำรวมแค่ยี่สิบนาที หลังจากนั้นก็เป็นเวลาออกกำลังกายยามเช้าสี่สิบนาที ทว่าการออกกำลังกายยามเช้าไม่ใช่การออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงอะไร แต่เป็นการวิ่งเหยาะๆ วนไปตามระเบียง วนเป็นวงกลม
หลี่จวีซวีพยายามมองหาหวงเอ้อในหมู่นักโทษ แต่ก็ไม่เห็น ไม่เห็นจินกัง ไม่เห็นไอ้ตอกเสาเข็ม และไม่เห็นหมาป่าควักไส้ เห็นเพียงไอ้ผมเหลืองคนเดียว
ตอนที่ไอ้ผมเหลืองสัมผัสได้ถึงสายตาของเขา เขาก็เกิดลางสังหรณ์ว่าแย่แล้ว ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะหนี หลี่จวีซวีก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า แล้วกระหน่ำซัดเขาอย่างไม่ยั้ง ลูกน้องยี่สิบกว่าคนที่รายล้อมอยู่รอบตัวเขาคิดจะเข้ามาช่วย แต่กลับไม่มีโอกาสได้ลงมือ พวกเขาถูกหลี่จวีซวีใช้กระบวนท่าหนักหน่วงหักซี่โครงจนหมดสิ้น
กรอบแกรบ—
กรอบแกรบ—
แขนทั้งสองข้างของไอ้ผมเหลืองกลายเป็นเกลียว เมื่อวานรอดมาได้ วันนี้กลับโดนชดเชยเสียจนคุ้ม ไอ้ผมเหลืองหน้าซีดเผือด เต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน ลูกน้องเจ็บยังร้องได้ แต่เขาเป็นถึงลูกพี่ จะให้มาร้องโหยหวนก็คงน่าเกลียด จึงทำได้แค่อดกลั้นเอาไว้
"ไปบอกหวงเอ้อนะ ว่าถ้าขืนยังใช้แผนสกปรกแบบนี้อีก ฉันจะหักขาที่สามของมันทิ้งซะ"
ก่อนที่ผู้คุมจะมาถึง หลี่จวีซวีก็กลืนเข้าไปในฝูงนักโทษ วิ่งเหยาะๆ ตามคนอื่นๆ ไปทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้คุมสอบถามไอ้ผมเหลืองว่าถูกใครทำร้าย ไอ้ผมเหลืองไม่ได้พูดความจริง บอกแค่ว่าล้มเอง เขาต้องทนฝืนความเจ็บปวดไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล
ในคุกหลวงมีโรงพยาบาลตั้งอยู่ด้วย
หลังออกกำลังกายยามเช้าก็เป็นเวลาอาหารเช้า ข้าวต้มหนึ่งชาม หมั่นโถวสองลูก สำหรับนักโทษระดับลูกพี่ หรือนักโทษที่มีฝีมือเก่งกาจบางคน จะได้รับการปฏิบัติที่เหนือกว่า มีเครื่องเคียงเพิ่มมาอีกสองสามจาน สาหร่ายทะเลคลุกน้ำมันงา หัวไชเท้าแห้ง แตงกวาดอง ถั่วลิสง จงคุนคือหนึ่งในนักโทษที่ได้รับสิทธิพิเศษนั้น พอจงคุนเห็นหลี่จวีซวี สีหน้าก็ดำทะมึนลงทันที สิทธิพิเศษของเขากลายเป็นของหลี่จวีซวีไปเสียแล้ว
"ถ้าไม่รู้วิธีแล้วรักษาแบบมั่วซั่วล่ะก็ แขนข้างนี้นายเตรียมบอกลามันได้เลย" หลี่จวีซวีมองแค่แวบเดียว ก็รู้แล้วว่าจงคุนพยายามจะรักษาวิชาสลายกระดูกแยกเส้นเอ็นด้วยตัวเอง
"นายเสนอราคามาเลย!" สีหน้าของจงคุนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา สุดท้ายก็ต้องยอมก้มหัวให้ เวลาผ่านไปแค่คืนเดียว เขาถูกวิชาสลายกระดูกแยกเส้นเอ็นทรมานจนแทบจะเป็นบ้า นอนไม่หลับเลยสักนิด ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือด ใบหน้าอิดโรย คนที่ไม่รู้ คงคิดว่าเขาไม่ได้นอนมาเจ็ดวันเจ็ดคืนแล้ว
ถ้าแค่เจ็บปวด เขาก็พอทนได้ แต่เขารู้ตัวดีว่าแขนข้างนี้คงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว นี่แหละคือสิ่งที่เขาหวาดกลัวที่สุด
(จบแล้ว)