- หน้าแรก
- ยอดนักล่าแห่งดาวเคราะห์หมื่นอสูร
- บทที่ 804 - จิตสังหาร (ตอนต้น)
บทที่ 804 - จิตสังหาร (ตอนต้น)
บทที่ 804 - จิตสังหาร (ตอนต้น)
บทที่ 804 - จิตสังหาร (ตอนต้น)
การที่จงคุนสามารถเสวยสุขเยี่ยงลูกพี่ในคุกหลวงได้ การรักษาพยาบาลย่อมไม่ธรรมดา เขาเคยไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกของคุกหลวงมาแล้ว หลังจากผู้เชี่ยวชาญตรวจดู ก็บอกกับเขาอย่างหนักแน่นว่า หากใช้วิธีผ่าตัด การจะรักษาให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมนั้นไม่มีปัญหา แต่จะทิ้งร่องรอยผลข้างเคียงเอาไว้ ความยืดหยุ่นของท่อนแขนจะเหลือเพียงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของเมื่อก่อนเท่านั้น นี่คือในกรณีที่ฟื้นตัวได้ดีนะ แต่ถ้าการฟื้นตัวไม่ค่อยเป็นไปตามที่หวัง อาจจะเหลือแค่สี่สิบเปอร์เซ็นต์ หรือห้าสิบเปอร์เซ็นต์ก็เป็นได้
หากเป็นคนปกติทั่วไป การที่แขนไม่ยืดหยุ่นเหมือนเก่า พละกำลังลดน้อยลงไปบ้าง แม้จะมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิต แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะรับไม่ได้ กินข้าวช้าหน่อย ก็ช้าหน่อยสิ ไม่ได้รีบร้อนอะไร ถือของไม่ไหว ก็เดินหลายๆ รอบเอา แต่สำหรับจงคุนแล้ว ทำแบบนั้นไม่ได้ ที่นี่คือคุกหลวง
ผู้แข็งแกร่งคือผู้ที่ได้รับการเคารพ
แม้ชาติตระกูลของจงคุนจะไม่เลว แต่เมื่อเทียบกับขาใหญ่บางคนในคุกหลวงแล้ว ก็ยังห่างชั้นกันอยู่อีกขั้น การที่เขาสามารถเสวยสุขเยี่ยงลูกพี่ได้ ล้วนพึ่งพาฝีมือส่วนตัวของตัวเองทั้งสิ้น หากต้องสูญเสียแขนไปข้างหนึ่ง พลังการต่อสู้ย่อมลดทอนลงอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้น คงไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องการเสวยสุขเยี่ยงลูกพี่อีกต่อไป แต่เขาจะกลายเป็นเป้าหมายในการถูกรังแก
ไม่มีเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น นายอ่อนแอ นายก็ต้องถูกรังแก
การมานั่งพูดคุยด้วยเหตุผลในคุกหลวงเป็นเพียงเรื่องขบขัน เมื่อก่อนเขารังแกคนอื่นไว้ไม่น้อย ตอนนี้เขาอ่อนแอลงแล้ว ถ้าคนอื่นจะมารังแกเขาบ้าง เขาก็ไม่มีสิทธิ์ไปร้องแรกแหกกระเชอว่าไม่ยุติธรรม
ความเป็นจริงตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ต่อให้จงคุนจะไม่เต็มใจ แต่ก็ทำได้เพียงก้มหัวเท่านั้น การก้มหัวให้กับผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ย่อมดีกว่าการคุกเข่าให้กับผู้ที่อ่อนแอกว่า หลี่จวีซวีเพิ่งจะเข้ามาใหม่ ยังไม่ทันได้เรียนรู้วิธีเหี้ยมโหดอำมหิตของคุกหลวง จงคุนมองออกอย่างทะลุปรุโปร่งว่า การก้มหัวในเวลานี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด และราคาที่ต้องจ่ายก็จะน้อยที่สุดเช่นกัน
"ลูกพี่!" จงคุนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเรียกอย่างนอบน้อม เหล่านักโทษรอบข้างที่เห็นฉากนี้ ต่างก็เบิกตาโพลงจนลูกตาแทบจะหลุดออกมาจากเบ้า นี่ใช่จงคุนคนเดิมจริงๆ เหรอ? ตอนเผชิญหน้ากับสี่ผู้ยิ่งใหญ่ยังไม่เคยหวั่นเกรงเลยสักนิด แต่นี่กลับยอมก้มหัวให้กับเด็กใหม่ ทุกคนต่างก็มีลางสังหรณ์ว่า ฟ้าของคุกหลวง... กำลังจะเปลี่ยนสีแล้ว
...
อารมณ์ดีๆ ของหลี่จวีซวีพลันมลายหายไปจนหมดสิ้นทันทีที่กลับมาถึงห้องขัง
อุจจาระหนึ่งก้อน ก้อนอุจจาระสดๆ ใหม่ๆ อุจจาระก้อนเละๆ ปรากฏอยู่บนเตียงของเขา เปื้อนทั้งผ้าปูเตียงและผ้าห่ม กลิ่นเหม็นของอุจจาระลอยคละคลุ้งไปทั่วห้องขัง เพิ่งจะกินข้าวเช้าอิ่มๆ กลับมาเห็นภาพแบบนี้ ดวงตาของหลี่จวีซวีก็แดงก่ำขึ้นมาทันที
เจ้าหัวโต โก่วเหยีย หลัวเฟยอิง และคนอื่นๆ กลับมาถึงห้องขังในเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้ สีหน้าของพวกเขาก็ดูพิลึกพิลั่น ลอบชำเลืองมองหลี่จวีซวีอย่างระมัดระวัง
"แผนการต่ำทรามที่ไม่คู่ควรจะนำมาใช้" ต้าเซียกลับไปที่เตียงของตัวเอง ทำราวกับว่าไม่ได้กลิ่นเหม็นใดๆ
"ถึงหวงเอ้อจะเป็นคนเย่อหยิ่งจองหอง แต่ปกติแล้วเขาจะไม่ใช้แผนการน่าขยะแขยงแบบนี้หรอก น่าจะเป็นฝีมือของหมาป่าควักไส้ ลูกน้องของเขามากกว่า" แม้เจี่ยหานถูจะแค่คาดเดา แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความมั่นใจ
"วันนี้ถึงเวรฉันทำความสะอาดพอดี!" เจ้าหัวโล้นเสนอตัว เอาผ้าปูเตียงและผ้าห่มไปซัก แล้วเอาผ้าขนหนูมาเช็ดคราบอุจจาระที่เปื้อนกระดานเตียงจนสะอาดเอี่ยมอ่อง
ระบบระบายอากาศภายในห้องขังทำงานได้ดีเยี่ยม กลิ่นเหม็นของอุจจาระจึงจางหายไปอย่างรวดเร็ว แต่อาจจะเป็นเพราะผลพวงทางจิตใจ หลี่จวีซวียังคงรู้สึกขยะแขยงอยู่ดี
หลี่จวีซวีนั่งอยู่บนเตียง อุจจาระเพียงก้อนเดียว พลังทำลายล้างเท่ากับศูนย์ หากเทียบกับตอนทำภารกิจแล้ว อย่าว่าแต่อุจจาระเลย สิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนยิ่งกว่านี้เขาก็เคยสัมผัสมาแล้ว หากเทียบกับชีวิตแล้ว ของพวกนี้ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย แต่สภาพแวดล้อมที่ต่างกัน ความรู้สึกในใจก็ย่อมแตกต่างกันไป
หากเป็นส้วมซึมตามชนบทสมัยก่อน ต่อให้เผลอเหยียบก็คงไม่รู้สึกแปลกประหลาดอะไร แต่ในห้องขังที่พื้นผิวเป็นประกายเงางาม การมีก้อนอุจจาระสดๆ ใหม่ๆ เละๆ มาปรากฏอยู่บนเตียง ย่อมทำให้รู้สึกขยะแขยงเป็นอย่างมาก
หลี่จวีซวีไม่ได้พูดอะไร แต่เขารู้ว่า ตัวเองต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว เก้าโมงครึ่ง เวลาพักผ่อนมาถึง หลี่จวีซวีเป็นคนแรกที่เดินออกจากห้องขัง
ห้องสมุด ที่นี่คือฐานที่มั่นของหวงเอ้อ ปกติช่วงเวลาพักผ่อน เขาจะอยู่ที่ห้องสมุด ลูกน้องของเขาก็มักจะอยู่ที่ห้องสมุดเช่นกัน ทว่าเวลาพักผ่อนในวันนี้ หวงเอ้อและสี่ยอดขุนพลใต้สังกัดไม่ได้ปรากฏตัว มีเพียงลูกน้องของเขาเท่านั้น
"วันนี้ฉันมาหาเรื่องแค่หวงเอ้อ คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับหวงเอ้อ ไสหัวออกไป" เสียงของหลี่จวีซวีไม่ดังนัก แต่กลับดังก้องเข้าไปในหูของนักโทษทุกคนในห้องสมุด
เหล่านักโทษถึงกับชะงัก ก่อนจะแสดงปฏิกิริยาตอบสนองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับหวงเอ้อ ต่างมีสีหน้าตื่นเต้น รีบเดินออกจากห้องสมุดอย่างรวดเร็ว ส่วนลูกน้องของหวงเอ้อก็รีบรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว สีหน้าดูไม่ดีนัก ไม่มีใครชอบการถูกท้าทายด้วยการระบุชื่อหรอกนะ
ไม่นาน ห้องสมุดก็เหลือเพียงลูกน้องของหวงเอ้อ ซึ่งมีถึงห้าสิบกว่าคน
"แกต้องการอะไร?" เมื่อหวงเอ้อและสี่ยอดขุนพลไม่อยู่ เหล่าลูกน้องจึงขาดผู้นำ ชายร่างกำยำสูงสองเมตรก้าวออกมาเบื้องหน้า สีหน้าดุดัน
ลูกพี่ได้รับบาดเจ็บ เดิมทีพวกเขาก็ไม่อยากก่อเรื่อง แค่อยากพักผ่อนอย่างสงบ รอคอยการกลับมาของลูกพี่ ทว่าเมื่อหลี่จวีซวีระบุชื่อท้าทายขนาดนี้ พวกเขาก็ทำได้เพียงรับคำท้าเท่านั้น
"ไปบอกหวงเอ้อนะ ว่าต่อไปนี้ ที่ไหนมีฉันอยู่ มันต้องไสหัวไปให้พ้น" หลี่จวีซวีกล่าว
"แกหาที่ตาย!" เหล่าลูกน้องโกรธจัด ทั้งที่รู้ว่าหลี่จวีซวีเก่งกาจมาก พวกเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ แต่เมื่อเห็นว่าฝั่งตัวเองมีกันถึงห้าสิบกว่าคน ความกล้าก็บังเกิด ไม่ต้องรอให้ใครสั่งการ พวกเขาก็กรูเข้าใส่พร้อมกัน
เหล่าลูกน้องมีประสบการณ์ในการต่อสู้อย่างโชกโชน ระหว่างที่พุ่งตัวเข้ามา พวกเขาก็กระจายกำลังออกไป เมื่อพุ่งเข้ามาถึงตรงหน้าหลี่จวีซวี ก็เปลี่ยนจากการเผชิญหน้าตรงๆ เป็นการโอบล้อม ลูกน้องวงในล้วงมีดสั้น ท่อนเหล็ก และอาวุธอื่นๆ ออกมาจากเสื้อ ติดคุกเหมือนกัน แต่นักโทษบางคนแม้แต่บุหรี่สักมวนก็ยังหาไม่ได้ แต่นักโทษบางคนกลับพกอาวุธติดตัวตลอดเวลา นี่แหละคืออำนาจของเงินตราและอิทธิพล
ผู้คุมสองนายที่รับผิดชอบดูแลความเรียบร้อยหันหลังกลับไปสูบบุหรี่โดยไม่ได้นัดหมาย เรื่องชกต่อยกันถือเป็นเรื่องปกติในคุกหลวง ขอแค่ไม่ถึงตาย พวกเขาก็ขี้เกียจจะเข้าไปยุ่ง
นักโทษต่างก็มีประสบการณ์ รู้ดีว่าตีตรงไหนถึงจะเจ็บปวดทรมาน ปกติแล้วพวกเขาจะไม่ตีที่ใบหน้า เพราะรอยแผลบนใบหน้ามันเห็นชัดเกินไป ส่วนใหญ่มักจะเล็งไปที่ช่วงท้องและเนื้อเยื่ออ่อนต่างๆ เลือดตกใน แต่ภายนอกกลับมองไม่เห็นบาดแผล
ยิ่งนักโทษที่ติดคุกมานาน ยิ่งไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้คุม ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ข้อตกลงกันเป็นอย่างดี ทว่าวันนี้กลับเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เสียงการต่อสู้อันดุเดือดดังกึกก้องราวกับเกลียวคลื่น เสียงหมัดกระทบเนื้อดังสนั่นหวั่นไหว ผู้คุมเพิ่งจะสูดควันบุหรี่เข้าปอด ยังไม่ทันได้พ่นออกมา เสียงการต่อสู้ก็หยุดชะงักลงกะทันหัน
จู่ๆ ก็หยุดลง ราวกับเสียงดนตรีอันไพเราะที่กำลังจะบรรเลงไปถึงจุดไคลแมกซ์กลับต้องมาหยุดชะงักลงกลางคัน ทำให้รู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก ผู้คุมทั้งสองนายหันขวับกลับไปมองตามสัญชาตญาณ ดวงตาเบิกกว้าง สีหน้าตกตะลึงสุดขีด ควันบุหรี่แล่นพล่านไปตามหลอดลมจนสำลักอย่างรุนแรง
"หยุด... มือ... หยุด... มือเดี๋ยวนี้..."
(จบแล้ว)