- หน้าแรก
- ซุปตาร์หน้าหล่อขอฟาดวงการ ไม่ใช่จิ้งจอกจอมยั่ว แต่เป็นไอดอลตัวท็อปครับ
- บทที่ 29 สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ไพโอเนียร์ยูธเดลี่
บทที่ 29 สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ไพโอเนียร์ยูธเดลี่
บทที่ 29 สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ไพโอเนียร์ยูธเดลี่
สำนักงานของหนังสือพิมพ์ไพโอเนียร์ยูธเดลี่ตั้งอยู่บนชั้นบน ซุนจื้อเชาเป็นพวกมนุษย์สัมพันธ์ดีเลิศ ปกติในฐานะนักข่าวเขามักจะเดินทางไปไหนมาไหนตลอด และเมื่อกลับมาที่ตึกบริษัทเขาก็ไม่เคยอยู่นิ่ง เขาเดินเตร่ไปทั่วตึกและคุ้นเคยกับทุกคนในกองบรรณาธิการเป็นอย่างดี
"นักข่าวซุน เพิ่งกลับมาหรือกำลังจะออกไปข้างนอกล่ะ?"
ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยทักทาย ฉู่หงเหมยก็ทักขึ้นมาอย่างเป็นกันเอง
ซุนจื้อเชารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
หากจะมีใครสักคนในกองบรรณาธิการที่ไม่ชอบหน้าพ่อคนมนุษย์สัมพันธ์จัดจ้านคนนี้ล่ะก็ คนคนนั้นก็คือพี่ฉู่
หล่อนมักจะพูดจาด้วยท่าทีเย่อหยิ่งและบางครั้งก็ถึงขั้นเมินเฉยต่อคนอื่น
เมื่อเวลาผ่านไป เขาเริ่มรู้จักรสนิยมและวิธีการทำงานของผู้หญิงคนนี้ดี จึงคร้านที่จะใส่ใจหล่อนอีก
นานๆ ทีถึงจะเห็นหล่อนมีอารมณ์ร่วมแบบนี้ ซุนจื้อเชาจึงรู้สึกปลื้มใจอยู่บ้าง
"ผมมีงานสัมภาษณ์และต้องออกไปข้างนอกสักพักน่ะครับ บังเอิญเดินผ่านก็เลยอยากแวะมาทักทายทุกคน"
"พวกนักข่าวนี่งานยุ่งกันตลอดเลยนะ วิ่งวุ่นกันทั้งวัน"
ฉู่หงเหมยเอ่ยความรู้สึกของตัวเองออกมาก่อน จากนั้นก็รีบเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว
"จริงสิ นักข่าวซุนรู้เรื่องโปรเจกต์ดาวรุ่งของสำนักพิมพ์หรือเปล่า? วันข้างหน้าฉันคงต้องรบกวนให้คุณช่วยเขียนถึงเรื่องนี้ในแง่ดีให้หน่อยนะ"
ซุนจื้อเชาตระหนักถึงเหตุผลที่ท่าทีของผู้หญิงคนนี้เปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็ว
การปั้นนักเขียนนิทานเด็กระดับแนวหน้าไม่ใช่แค่เรื่องของนิตยสารเพียงอย่างเดียว แต่มันต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกแผนกในสำนักพิมพ์
การสัมภาษณ์ การนำเสนอ ภาพประกอบ หนังสือเสียง การพัฒนาสินค้า การผลิตแอนิเมชัน และอื่นๆ อีกมากมาย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่งานที่นิตยสารจะรับมือได้เพียงลำพัง
พื้นที่สื่อทั้งหมดต้องเกี่ยวข้องกับหนังสือพิมพ์ไพโอเนียร์ยูธเดลี่อย่างแน่นอน และพวกเขาก็ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าแล้ว
ซุนจื้อเชาย่อมรู้เรื่องนี้ดี
"คุณกำลังจะโปรโมตนักเขียนของพี่ฉู่คนหนึ่งเหรอครับ? ยินดีด้วยนะครับ! แต่ผมไม่ใช่นักข่าวคนเดียวของหนังสือพิมพ์หรอกนะ คุณอาจจะได้ร่วมงานกับคนอื่นก็ได้"
เมื่อเข้าใจกระจ่างแล้ว เขาก็ไม่อยากจะตอบรับความกระตือรือร้นนั้นอีกต่อไป
ฉู่หงเหมยแทบจะหุบรอยยิ้มบนใบหน้าไม่ทัน
เฒ่าเฉียนมองดูอยู่ห่างๆ พลางส่ายหัวอยู่ในใจ เวลาปกติไม่เคยเห็นหัวใคร พอจวนตัวถึงจะมาขอร้อง หวังแต่ผลประโยชน์แบบนี้ใครเขาจะอยากสนใจล่ะ?
"คราวนี้มีข่าวอะไรน่าสนใจถึงขนาดต้องให้นักข่าวระดับแนวหน้าอย่างคุณออกโรงล่ะเนี่ย?"
เขาเปลี่ยนเรื่องคุย
"น่าสนใจทีเดียวครับ เมื่อสองสามวันก่อน เขตหงผิงเพิ่งไขคดีค้ามนุษย์ได้ และมีนักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่งมีบทบาทสำคัญมากในเรื่องนี้"
หยางซิวซิวถึงกับอึ้งไป
เขตหงผิง นั่นมันละแวกที่เธออาศัยอยู่ไม่ใช่เหรอ? เธอเริ่มรู้สึกสงสัยขึ้นมา
"นักเรียนมัธยมปลายคนนี้คงจะเป็นคนโทรแจ้งตำรวจล่ะสิ มีอะไรน่าตื่นเต้นนักหนา?"
ตอนนี้ฉู่หงเหมยกำลังอ่อนไหวกับคำว่านักเรียนมัธยมปลาย พอได้ยินแบบนี้ หล่อนก็สวนกลับด้วยน้ำเสียงรำคาญใจทันที
"ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ"
ซุนจื้อเชาปรายตามองหล่อน ขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงด้วย
"ผมโทรไปตรวจสอบมาแล้ว นักเรียนมัธยมปลายคนนี้มีส่วนสำคัญอย่างมากในการจับตัวคนร้าย ถ้าเขาไม่เจอแก๊งค้ามนุษย์ ไม่ช่วยถ่วงเวลาไว้ แล้วก็ไม่จดข้อมูลสำคัญมา เรื่องนี้อาจจะจบลงอีกแบบเลยก็ได้"
"ทางสถานีตำรวจได้ยื่นเรื่องขอรางวัลพิเศษให้เขา และทางโรงเรียนก็เตรียมเสนอชื่อเขาเป็นนักเรียนดีเด่นประจำปีนี้ด้วย"
"วัยรุ่นสมัยนี้เก่งกาจกันทั้งนั้นเลยนะ"
เฒ่าเฉียนถอนหายใจ
"นักเรียนคนนี้ชื่ออะไรล่ะ?"
"ชื่อค่อนข้างไม่เหมือนใครเลยครับ แซ่ลู่"
ซุนจื้อเชาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา
"ใช่ครับ เขาชื่อลู่ชิงเฟิง"
ทันใดนั้น ทุกคนในกองบรรณาธิการต่างก็หันขวับมามองเขาเป็นตาเดียว
"มีอะไรหรือเปล่าครับ?"
เขารู้สึกอึดอัดเล็กน้อยที่ถูกจ้องมอง
คุณแน่ใจนะว่าเขาชื่อลู่ชิงเฟิง?
เสียงของฉู่หงเหมยแหลมปรี๊ดขึ้นมา จนคำพูดท้ายๆ ฟังดูผิดเพี้ยนไปบ้าง
"ครับ ผมแน่ใจ มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ?"
ซุนจื้อเชางุนงงกับคำถามนี้อย่างสิ้นเชิง
"อย่าใส่ใจเลย เรามีนักเขียนนิทานเด็กชื่อลู่ชิงเฟิงเหมือนกัน บังเอิญว่าชื่อดันไปซ้ำกันน่ะ คงเป็นแค่เรื่องบังเอิญกระมัง"
เฒ่าเฉียนอธิบาย
ซุนจื้อเชาเริ่มสนใจขึ้นมา เขาไม่คาดคิดเลยว่าการเดินเตร่เล่นๆ จะนำไปสู่ข่าวใหญ่ขนาดนี้
ถ้าเป็นคนคนเดียวกัน มันจะไม่ยิ่งน่าฮือฮาไปกว่านี้อีกเหรอ?
"ลู่ชิงเฟิงที่ผมพูดถึงเป็นนักเรียนของโรงเรียนมัธยมหมายเลขสาม ปีนี้เขาอยู่มัธยมปลายปีสามแล้วครับ"
เขาพูดด้วยความสนใจอย่างยิ่ง
คนอื่นๆ ต่างหันไปมองหยางซิวซิว เพราะเธอเป็นเพียงคนเดียวที่มีข้อมูลเจาะจงของนักเขียนคนนี้
ดวงตาของหยางซิวซิวเป็นประกายวาววับ
"ใช่แล้วค่ะ คนเดียวกันเลย"
ทุกคนต่างตกตะลึง เรื่องบังเอิญแบบนี้เกิดขึ้นบนโลกได้ด้วยหรือเนี่ย
เฒ่าเฉียนอดไม่ได้ที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
"เรื่องนี้ชักจะน่าสนุกขึ้นมาแล้วสิ"
...
"ลู่ชิงเฟิง ออกมาข้างนอกแป๊บหนึ่งสิ"
หลังจากคาบแรกของช่วงบ่ายเริ่มไปได้ไม่นาน ลู่ชิงเฟิงก็ถูกครูประจำชั้นเรียกตัวออกไปอีกครั้ง และได้พบกับนักข่าวที่มาสัมภาษณ์เขา
นักข่าวคนนั้นอายุไม่น่าเกินสามสิบปี สวมเสื้อกันลม กางเกงยีน และทำทรงผมค่อนข้างทันสมัย
ซุนจื้อเชามองดูเขาด้วยความสนใจอย่างมาก
ความประทับใจแรกคือเด็กคนนี้มีความพิเศษ
ดูจากเสื้อผ้าก็รู้ว่ามาจากครอบครัวที่ยากจน แต่เขากลับไม่มีท่าทีห่อเหี่ยวเหมือนคนที่เจอปัญหาครอบครัวเลยแม้แต่น้อย
เขามีรูปร่างเล็ก แต่ดวงตากลับสว่างไสวและเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น ร่างกายที่ดูไม่ค่อยแข็งแรงนักดูเหมือนจะกักเก็บพลังงานอันมหาศาลเอาไว้
พลังงานนี้ช่วยหล่อเลี้ยงให้เขากล้าเผชิญหน้ากับความยากลำบากและพร้อมรับมือกับความท้าทายในแง่บวก
ภาพลักษณ์นี้หลอมรวมเข้ากับคำบอกเล่าที่เขาได้ยินมาจากหยางซิวซิว
เขามีลางสังหรณ์ว่าเด็กคนนี้กำลังจะสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่
"สวัสดี ขอแนะนำตัวหน่อยนะ ฉันชื่อซุนจื้อเชา เป็นนักข่าวจากหนังสือพิมพ์ไพโอเนียร์ยูธเดลี่ ฉันมาสัมภาษณ์เธอน่ะ น้องลู่"
"สวัสดีครับนักข่าวซุน เรื่องคดีนั้นเหรอครับ?"
ลู่ชิงเฟิงมีท่าทีผ่อนคลาย สุภาพ และมีมารยาท
"ใช่ นอกเหนือจากนั้นฉันก็อยากรู้เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับเธอด้วย"
เรื่องอื่นๆ งั้นเหรอ?
ลู่ชิงเฟิงรู้สึกสับสนเล็กน้อย ในตอนนั้นเองสยงต้าก็พูดขึ้นมา
"นักข่าวซุน ตรงนี้ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ ให้ผมหาสถานที่ที่นั่งสบายกว่านี้ให้ดีไหมครับ?"
"ไม่เป็นไรครับครูสยง คุณจะว่าอะไรไหมถ้าผมขอคุยกับน้องลู่เป็นการส่วนตัว?"
ซุนจื้อเชากล่าวอย่างสุภาพ
"เรื่องนี้……"
สยงต้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ได้รับคำสั่งจากครูใหญ่มา
"ครูสยงครับ ครูเข้าไปสอนก่อนเถอะครับ ทางนี้ผมจัดการเองได้"
ลู่ชิงเฟิงเอ่ยขึ้นในตอนนั้น
"ตกลง"
หลังจากลองไตร่ตรองดู สยงต้าก็พยักหน้าเห็นด้วย
ลู่ชิงเฟิงเป็นเด็กที่ไว้ใจได้คนหนึ่งเลยทีเดียว
"นักข่าวซุน เราไปนั่งคุยกันตรงนู้นดีกว่าครับ"
หลังจากครูประจำชั้นเดินจากไป ลู่ชิงเฟิงก็ชี้ไปที่สนามเด็กเล่นซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
ซุนจื้อเชาหันไปมอง
"ลมแรงไปหน่อย ไปหาที่เงียบๆ กันเถอะ แถวนี้มีร้านกาแฟบ้างไหม? ไปที่นั่นกันดีกว่า"
"ก็ได้ครับ"
ลู่ชิงเฟิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ
เขายังมีเงินติดตัวอยู่สามสิบหยวน สั่งกาแฟสักสองแก้วคงไม่มีปัญหาอะไร
จากนั้นเขาก็พาซุนจื้อเชาไปที่ประตูหลังของโรงเรียน ตรงไปยังร้านกาแฟส่วนตัวที่ขายชานมกับของว่างด้วย
ร้านนี้เน้นขายเด็กนักเรียน ราคาจึงไม่แพงนัก
นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่ชิงเฟิงมาที่นี่ เขาเหลือบมองรายการราคาเครื่องดื่มแล้วก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ค่อยยังชั่วหน่อย
เขาสั่งเครื่องดื่มที่ถูกที่สุดให้ตัวเอง ส่วนซุนจื้อเชาก็สุ่มสั่งมาแก้วหนึ่งเหมือนกัน
จากนั้นทั้งสองคนก็หาโต๊ะนั่ง
นักเรียนยังคงอยู่ในห้องเรียน ภายในร้านจึงไม่มีคนเลย นักข่าวซุนหยิบอุปกรณ์บันทึกเสียงและกล้องถ่ายรูปออกมาจากกระเป๋า
จากนั้นเขาก็พูดขึ้น
"ไม่ต้องกดดันไปนะ ทำตัวตามสบายเหมือนเรามานั่งคุยกันปกติก็พอ ถ้ามีคำถามไหนที่ไม่อยากตอบ เธอบอกฉันได้เลย แล้วฉันจะหยุดการบันทึกเสียงให้"
"หรือถ้ามีเรื่องอะไรที่อ่อนไหวเป็นพิเศษ ก็บอกล่วงหน้าได้เลย ฉันจะได้เลี่ยงไม่ถามตอนสัมภาษณ์"
ลู่ชิงเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหัว
ไม่มีเรื่องอะไรที่เขาพูดไม่ได้
และแล้วการสัมภาษณ์ก็เริ่มต้นขึ้น