- หน้าแรก
- ซุปตาร์หน้าหล่อขอฟาดวงการ ไม่ใช่จิ้งจอกจอมยั่ว แต่เป็นไอดอลตัวท็อปครับ
- บทที่ 30 ความทุกข์ก็คือความทุกข์ ไม่ควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ
บทที่ 30 ความทุกข์ก็คือความทุกข์ ไม่ควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ
บทที่ 30 ความทุกข์ก็คือความทุกข์ ไม่ควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ
"เริ่มกันเลยครับ"
ลู่ชิงเฟิงจิบกาแฟ เม้มริมฝีปาก แล้วเอ่ยชมว่ารสชาติอร่อยดี
รู้อย่างนี้น่าจะเก็บเงินไว้ไปซื้อเนื้อหมูสักครึ่งชั่งยังจะดีกว่า
การสัมภาษณ์มุ่งเน้นไปที่คดีที่เขาได้ให้ความช่วยเหลือ และซุนจื้อเชาก็เริ่มต้นตั้งคำถามไปในทิศทางนั้น
ลู่ชิงเฟิงตอบคำถามได้อย่างฉะฉานลื่นไหล
เขาพูดเรื่องนี้มาไม่รู้ตั้งกี่รอบแล้ว หลังจากตอนเข้าแถวเคารพธงชาติ ไม่เพียงแต่เพื่อนในชั้นเรียนจะพากันมาถาม แม้แต่นักเรียนที่บังเอิญเจอในโรงอาหารตอนพักเที่ยงก็ยังเข้ามาถามเช่นกัน
พูดบ่อยเสียจนแทบจะกลายเป็นสัญชาตญาณไปแล้ว
"เท่าที่ผมทราบมา นักเรียนลู่เองก็มีผลงานด้านวรรณกรรมด้วยสินะครับ"
หลังจากจบประเด็นเรื่องคดี นักข่าวซุนก็หยิบยกหัวข้ออื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกันขึ้นมาพูดคุย
"ผมแค่เขียนนิทานไปสองเรื่องเองครับ แทบจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นผลงานวรรณกรรมด้วยซ้ำ"
ลู่ชิงเฟิงจิบกาแฟอีกอึก เขาพูดมาเยอะจนรู้สึกคอแห้งไปหมดแล้ว
"นักเรียนลู่ถ่อมตัวเกินไปแล้วครับ ผมได้อ่านนิทานทั้งสองเรื่องแล้ว สำนวนการเขียนนั้นเชี่ยวชาญแถมเนื้อหาก็หนักแน่น ถ้าเป็นผมคงเขียนไม่ได้แบบนั้นแน่ๆ"
นักข่าวเองก็หาเลี้ยงชีพด้วยปลายปากกาเช่นกัน การจะทำให้บทสัมภาษณ์ที่แห้งแล้งกลับมามีชีวิตชีวาและน่าดึงดูดใจได้นั้น ถือเป็นบททดสอบทักษะการเขียนของนักข่าวได้เป็นอย่างดี
คนดังบางคนเวลาจะตีพิมพ์บันทึกความทรงจำของตัวเอง ก็มักจะเจาะจงหานักข่าวที่มีชื่อเสียงมาช่วยเขียนให้
ดังนั้น คำพูดของซุนจื้อเชาจึงนับได้ว่าเป็นคำชมอีกรูปแบบหนึ่ง
"ขอบคุณครับ"
ลู่ชิงเฟิงเอ่ยขอบคุณ
ซุนจื้อเชายิ้มรับ ก่อนจะกดหยุดเครื่องบันทึกเสียงแล้วเอ่ยถามขึ้น
"หัวข้อต่อไปอาจจะละเอียดอ่อนสักหน่อย เราพอจะคุยเรื่องนี้กันได้ไหมครับ?"
"คุณลองว่ามาก่อนสิครับ?"
ลู่ชิงเฟิงเลือกที่จะสงวนท่าทีไว้ก่อน
ซุนจื้อเชาคิดในใจว่า เด็กหนุ่มคนนี้มีความเยือกเย็นเกินวัยไปมากจริงๆ
จากนั้นเขาก็กดปุ่มบันทึกเสียงอีกครั้ง
"ก่อนที่ผมจะมาที่นี่ ผมได้ไปพบกับบรรณาธิการของคุณ คุณหยางซิวซิวมาครับ"
"ครับ?"
ลู่ชิงเฟิงรู้สึกประหลาดใจ
"นิตยสารวรรณกรรมเยาวชนกับสำนักพิมพ์วรรณกรรมเยาวชน ล้วนอยู่ในเครือสำนักพิมพ์เดียวกันครับ ถ้าพูดกันตามตรง ผมกับหยางซิวซิวก็ถือเป็นเพื่อนร่วมงานกันนั่นแหละ"
ซุนจื้อเชาอธิบายสั้นๆ ก่อนจะพูดต่อ
"ผมได้รู้เรื่องราวบางอย่างของคุณมาจากหยางซิวซิวบ้าง แน่นอนว่าเธอไม่ได้พูดอะไรมากนัก หลักๆ เป็นเพราะผมรู้สึกสงสัยในตัวนักเรียนลู่เองมากกว่า หากไม่มีประสบการณ์ที่พิเศษจริงๆ ก็ยากที่จะจินตนาการได้ว่านักเรียนธรรมดาคนหนึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วงเวลาสั้นๆ แบบนี้ได้อย่างไร"
"ดังนั้น ก่อนที่ผมจะมา ผมจึงไปรวบรวมข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับนักเรียนลู่มาเป็นพิเศษครับ"
"เมื่อก่อนนักเรียนลู่เคยเป็นไอดอลมาก่อนใช่ไหมครับ?"
ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง!
ลู่ชิงเฟิงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก มันไม่ใช่เรื่องที่เขาจะพูดถึงไม่ได้เสียหน่อย อันที่จริง เขาเองก็อยากจะคุยเรื่องพวกนี้กับนักข่าวอยู่พอดี
"ใช่ครับ ผมเคยเดบิวต์เป็นศิลปินกลุ่มชื่อ ดรีมเมอร์ส ร่วมกับเด็กวัยรุ่นรุ่นราวคราวเดียวกันอีกหลายคน"
ข้อมูลพวกนี้สามารถหาดูได้ตามอินเทอร์เน็ต และนักข่าวที่อยู่ตรงหน้าเขาก็คงจะไปค้นหามาแล้วเช่นกัน
ซุนจื้อเชาพยักหน้ารับแล้วเอ่ยถามต่อ
"ก่อนที่นักเรียนลู่จะเดบิวต์ คงต้องเข้าไปเป็นเด็กฝึกในค่ายบันเทิงเพื่อฝึกร้องฝึกเต้นเป็นเวลานานเลยใช่ไหมครับ?"
"ใช่ครับ พ่อแม่เซ็นสัญญาให้ผมเข้าค่ายเพลงตั้งแต่ผมอายุประมาณสิบขวบ ตอนนั้นผมยังเด็กเกินกว่าจะรู้เรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำ"
"พูดตามตรง การเป็นเด็กฝึกมันไม่ได้น่าสนุกไปกว่าการเรียนเลย แถมยังน่าเบื่อกว่าด้วยซ้ำ คุณต้องคอยฝึกร้องเพลงและฝึกร่างกายไปพร้อมๆ กับการเรียนหนังสือ"
"ผมไม่ใช่เด็กหัวดีอะไร พอต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเตรียมเดบิวต์ เวลาเรียนก็เลยน้อยลง ผลการเรียนก็ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ"
ลู่ชิงเฟิงบอกเล่าทุกสิ่งที่เขาเคยเผชิญมาจากความทรงจำ ในขณะที่เครื่องบันทึกเสียงก็ทำหน้าที่บันทึกทุกถ้อยคำอย่างเงียบเชียบ
ซุนจื้อเชารับฟังอย่างเงียบๆ พลางตรวจสอบข้อมูลที่เขารวบรวมมาไปพร้อมกัน และเริ่มเข้าใจในตัวเด็กหนุ่มตรงหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ
"วงของคุณเคยโด่งดังอยู่ช่วงหนึ่งนี่ครับ"
"ใช่ครับ แต่มันก็คงอยู่ได้ไม่นานหรอก"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ลู่ชิงเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ
เขารู้สึกว่าอันที่จริงแผนการของต้นสังกัดนั้นถือว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จทีเดียว และหากยังคงดำเนินต่อไปอย่างเป็นระบบ มันอาจจะกลายเป็นวงทีเอฟบอยส์ในโลกคู่ขนานเลยก็เป็นได้
น่าเสียดายที่เด็กๆ ในวงดันหลงระเริงไปกับชื่อเสียงและทำเรื่องโง่เขลาลงไปมากมาย
ทางค่ายเองก็ขาดทักษะด้านประชาสัมพันธ์ ผลลัพธ์ที่ตามมาจึงเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ไม่ยาก
"ขออนุญาตถามอะไรสักคำถามได้ไหมครับนักเรียนลู่? ดูจากสถานการณ์ของคุณแล้ว เหมือนว่าครอบครัวของคุณกำลังประสบปัญหาทางการเงินอยู่หรือเปล่าครับ?"
"ใช่ครับ ส่วนตัวผมกำลังช็อตเงินอย่างหนักเลยล่ะ"
คำตอบของลู่ชิงเฟิงดูเหมือนจะไม่ค่อยตรงกับคำถามของนักข่าวสักเท่าไหร่
ซุนจื้อเชาสังเกตเห็นความผิดปกติในคำตอบนั้นได้ทันที
"ส่วนตัวเหรอครับ?"
"อ้อ พ่อแม่ผมหย่ากันแล้วครับ แม่ผมแต่งงานใหม่ แล้วเราก็ไม่ได้ติดต่อกันมานานมากแล้ว ส่วนพ่อน่ะเหรอ... ขอผมคิดดูก่อนนะ"
เขานับนิ้วอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก
"ครั้งล่าสุดที่เราเจอกันก็ประมาณสองเดือนที่แล้ว ตอนนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาอยู่ที่ไหน"
ซุนจื้อเชาถึงกับอึ้งไปเลย
นี่เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลย และหยางซิวซิวก็คงไม่มีทางเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวขนาดนี้แน่ๆ
ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้คุณก็ใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวงั้นเหรอ?
"ก็ประมาณนั้นครับ การส่งบทความไปให้นิตยสารก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการหาเงินมาประทังชีวิตนั่นแหละ"
"เดี๋ยวนะ พ่อแม่ไม่ได้ส่งค่าใช้จ่ายมาให้คุณเลยเหรอ?"
"ไม่รู้สิครับ บางทีพวกเขาอาจจะลืมไปแล้วมั้งว่ายังมีผมอยู่บนโลกใบนี้"
ลู่ชิงเฟิงไหวไหล่ สีหน้ายังคงดูไร้เดียงสาอยู่บ้าง
ซุนจื้อเชารู้สึกตกใจ พ่อแม่ประเภทไหนกันถึงได้เลวร้ายขนาดนี้
ตอนนี้ เมื่อมองดูเสื้อผ้าบนตัวของเด็กหนุ่มตรงหน้า รวมถึงรูปร่างที่ผอมบางและตัวเล็กของเขา ทุกอย่างก็กระจ่างแจ้งในทันที
เขายังรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง ในเมื่อลู่ชิงเฟิงเคยเป็นไอดอลมาก่อน เขาก็ควรจะมีรายได้อยู่บ้าง ไม่ว่าอย่างไร ครอบครัวของเขาก็ไม่น่าจะยากจนถึงขั้นไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าให้ใส่ แถมรูปร่างของเขาก็ไม่น่าจะซูบผอมขนาดนี้
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว พ่อแม่ของเด็กคนนี้ไม่เคยใส่ใจไยดีเขาเลยสักนิด
เขาถึงขั้นต้องหาเงินประทังชีวิตด้วยตัวเองเพื่อให้รอดไปวันๆ
ซุนจื้อเชาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าควรจะสัมภาษณ์ต่อไปดีหรือไม่
นิตยสารวรรณกรรมเยาวชนเป็นสื่อที่เจาะกลุ่มวัยรุ่น และผู้คนที่เขาสัมภาษณ์ส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กในวัยนั้น
ครอบครัวของเด็กแต่ละคนอาจจะดีบ้างแย่บ้าง แต่สถานการณ์แบบลู่ชิงเฟิงนั้นถือเป็นกรณีแรกที่เขาเคยพบเจอ
ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่คือสื่อที่เป็นทางการ พวกเขาจึงไม่อาจขุดคุ้ยด้านมืดของสังคมโดยไร้ขอบเขตจำกัดได้
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจหันเหบทสนทนาไปในทิศทางที่เป็นพลังบวกแทน
"ผมเคยอ่านนิทานสองเรื่องของคุณที่ตีพิมพ์ในนิตยสารวรรณกรรมเยาวชนแล้ว ทั้งเด็กหญิงขายไม้ขีดไฟและลูกเป็ดขี้เหร่ นิทานทั้งสองเรื่องแฝงความสมจริงเอาไว้ในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเด็กหญิงขายไม้ขีดไฟที่ถูกทอดทิ้งอยู่ริมถนนในคืนวันส่งท้ายปีเก่า หรือลูกเป็ดขี้เหร่ที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากสารพัดกว่าจะกลายเป็นหงส์ ดูเหมือนเรื่องราวเหล่านี้จะสะท้อนถึงชีวิตของคุณเลยนะครับ"
"คุณกำลังจะบอกว่า ที่ผมเป็นผมได้ในทุกวันนี้ก็เพราะความยากลำบากงั้นเหรอครับ?"
ซุนจื้อเชาพยักหน้ารับ
"ไม่หรอกครับ"
ลู่ชิงเฟิงยิ้มพร้อมกับส่ายหน้า
"ความทุกข์ก็คือความทุกข์ครับ ความทุกข์ไม่ได้นำมาซึ่งความสำเร็จ และมันก็ไม่ควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ ที่เราต้องทนถูกหล่อหลอมจากความยากลำบาก ก็เป็นเพียงเพราะเราหลีกเลี่ยงมันไม่ได้ก็เท่านั้นเอง"
ซุนจื้อเชาถึงกับอึ้งไปอีกครั้ง
เมื่อลองพิจารณาดูให้ดี คำพูดประโยคนี้กลับยิ่งแฝงไปด้วยความหมายอันลึกซึ้ง
ติ๊งต่อง ติ๊ง~
เสียงออดโรงเรียนมัธยมหมายเลขสามที่อยู่ใกล้ๆ ดังขึ้น เป็นสัญญาณบอกเวลาเลิกเรียน การสัมภาษณ์เองก็ดำเนินมาถึงช่วงท้ายแล้ว ลู่ชิงเฟิงเดินไปที่เคาน์เตอร์เพื่อจ่ายเงิน
เมื่อซุนจื้อเชาได้สติ เขาก็รีบลุกขึ้นยืนทันที
"ผมจ่ายเองครับ"
ลู่ชิงเฟิงรั้งเขาไว้
"ไม่ต้องหรอกครับ คุณอุตส่าห์เดินทางมาไกล ถือเป็นแขกของผม จะให้แขกเป็นคนเลี้ยงได้ยังไงล่ะครับ?"
ขณะที่พูด เขาก็หยิบถุงผ้าสีดำใบเล็กแบบมีสายรูดออกจากกระเป๋าเสื้อ หยิบเงินสามสิบหยวนสุดท้ายในนั้นออกมา แล้วยื่นให้กับเจ้าของร้าน
กาแฟสองแก้วราคารวมยี่สิบสองหยวน
เครื่องดื่มของลู่ชิงเฟิงราคาแปดหยวน ส่วนของซุนจื้อเชาราคาสิบสี่หยวน
จู่ๆ ซุนจื้อเชาก็รู้สึกว่าตัวเองช่างโง่เขลาเสียจริงๆ ที่ดันกล้าสั่งกาแฟแก้วแพงหูฉี่ขนาดนั้น
ทางด้านลู่ชิงเฟิง เขารับเงินทอนแปดหยวนมา แล้วเก็บใส่ถุงผ้าของตัวเองอย่างทะนุถนอม
"ขอบคุณที่สละเวลานะครับนักข่าวซุน ผมต้องขอตัวกลับไปเรียนก่อนแล้ว"
ทั้งสองแยกย้ายกันที่บริเวณหน้าร้านกาแฟ
ซุนจื้อเชายืนมองลู่ชิงเฟิงเดินเข้าประตูโรงเรียนไปจนลับตา ก่อนจะเดินจากไป
วันต่อมา ลู่ชิงเฟิงก็ได้ให้สัมภาษณ์กับทางศูนย์ข่าวสารและสื่อมวลชนตำรวจซูโจว
ในวันที่สาม ซึ่งตรงกับวันเสาร์ ทั้งสองหน่วยงานก็ได้เผยแพร่บทความรายงานข่าวของพวกเขาลงบนโซเชียลมีเดียพร้อมๆ กัน