เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 ถ้านิยายของลู่ชิงเฟิงได้ตีพิมพ์ในนิตยสาร ฉันจะไปเหมากินขี้ในส้วมให้ดู

บทที่ 10 ถ้านิยายของลู่ชิงเฟิงได้ตีพิมพ์ในนิตยสาร ฉันจะไปเหมากินขี้ในส้วมให้ดู

บทที่ 10 ถ้านิยายของลู่ชิงเฟิงได้ตีพิมพ์ในนิตยสาร ฉันจะไปเหมากินขี้ในส้วมให้ดู


"จริงสิ พี่ซิวซิว มีปัญหาอะไรไหมครับที่ผมเขียนลงในสมุดแบบนี้?"

หลังจากรับเงินมา ลู่ชิงเฟิงก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงเอ่ยถาม

ตอนนี้ไม่ใช่สมัยก่อนแล้ว และไม่ใช่ยุคที่ต้องส่งต้นฉบับกระดาษอีกต่อไป

สมัยก่อน นักเขียนใช้กระดาษตีตาราง คล้ายกับสมุดคัดลายมือ เพื่อเขียนบทความ

ตอนนั้น นักเขียนเรียกมันติดตลกว่า 'ปั่นต้นฉบับ'

ถือเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยความทรงจำของคนยุคก่อน

แต่เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็หันมาใช้ต้นฉบับอิเล็กทรอนิกส์กันหมด

แม้จะสะดวกสบาย แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่ากลิ่นอายความคลาสสิกของนักเขียนยุคก่อนได้เลือนหายไป

"ไม่เป็นไรหรอก"

หยางซิวซิวส่งยิ้มให้พลางเก็บรวบรวมนิทานที่ลู่ชิงเฟิงเขียนไว้ในสมุดลงกระเป๋า

"ถึงจะได้ต้นฉบับอิเล็กทรอนิกส์มา ทางเราก็ต้องนำมาจัดหน้าและพิสูจน์อักษรใหม่อยู่ดี ตอนนี้พี่เป็นบรรณาธิการดูแลงานของคุณแล้ว เรื่องแค่นี้ถือเป็นหน้าที่ของพี่จ้ะ"

"เพราะฉะนั้นไม่ต้องคิดมากหรอกนะ อาจารย์ลู่"

พูดจบเธอก็ขยิบตาให้อย่างหยอกเย้า

ลู่ชิงเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างเก้อเขิน

ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย—แม้กระทั่งในชาติก่อน—ว่าจะมีใครมาเรียกเขาว่า 'อาจารย์'

"ถ้าอย่างนั้นฝากตัวด้วยนะครับ บรรณาธิการหยาง"

เมื่อเอ่ยจบ ทั้งสองต่างก็ส่งยิ้มให้แก่กัน

...

เช้าวันรุ่งขึ้น ลู่ชิงเฟิงจงใจตื่นแต่เช้าตรู่ เขาหยิบเงินค่าต้นฉบับสดๆ ร้อนๆ ที่เพิ่งได้รับเมื่อคืนไปที่ร้านอาหารเช้าใต้ตึกและกินจนอิ่มแปร้

เขายังสั่งไข่เพิ่มสองฟองและนมอีกกล่องเพื่อเสริมสารอาหารที่ร่างกายขาดหายไปเป็นพิเศษ

เมื่อไปถึงโรงเรียน เขาก็ยังคงลอกการบ้านของเพื่อนซี้ทั้งสองคนต่อไป

หลิวซินและโหวเสี่ยวปิงต่างก็เคยชินกับเรื่องนี้เสียแล้ว

เมื่อเขาลอกการบ้านเสร็จ เวลาก็ยังเหลืออีกพักใหญ่กว่าจะถึงคาบโฮมรูมช่วงเช้า ทั้งสามคนจึงจับเข่าคุยกันที่โต๊ะของลู่ชิงเฟิง

"เมื่อคืนพ่อฉันบอกว่า อยากให้ฉันไปเรียนปวส.ช่างยนต์ จบมาจะได้สืบทอดอู่ของที่บ้านต่อ"

หลิวซินพูดอย่างหดหู่

ผลการเรียนของเขาก็ไม่ได้เรื่อง—จัดอยู่ในเกณฑ์เด็กเรียนแย่แบบมาตรฐาน เวลาส่วนใหญ่ในห้องเรียนก็หมดไปกับการแอบอ่านนิยาย

ด้วยเหตุนี้ เขาถึงขั้นลงทุนซื้อเครื่องเล่น MP4 ตกรุ่นมาเครื่องหนึ่ง

เพราะโรงเรียนห้ามพกโทรศัพท์มือถือ เขาจึงโหลดนิยายใส่เครื่องเล่น MP4 เอาไว้แทน

ลู่ชิงเฟิงรู้สึกแปลกใจ

"จำเป็นต้องไปเรียนปวส.ด้วยเหรอ พ่อนายสอนให้เองไม่ได้หรือไง?"

"พ่อบอกว่าอนาคตเป็นยุคของรถยนต์พลังงานทางเลือก เทคโนโลยีการซ่อมรถก็ต้องก้าวตามให้ทันยุคสมัย พ่อเลยอยากให้ฉันไปเรียนเรื่องพวกนี้โดยเฉพาะ"

"พ่อนายนี่มองการณ์ไกลดีแฮะ"

หลี่ว์ฮุยเพื่อนร่วมโต๊ะที่กำลังเคี้ยวแผ่นซานจาตุ้ยๆ พูดแทรกขึ้นมา

นับตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อวาน เขาก็ทึกทักเอาเองว่าตัวเองเป็นเพื่อนกับลู่ชิงเฟิงไปแล้ว

"แต่ฉันไม่อยากเป็นช่างซ่อมรถนี่นา ฉันอยากเขียนนิยายมากกว่า"

หลิวซินหน้ามุ่ยด้วยความหนักใจ

เขาไม่สนใจกิจการของที่บ้านเลยสักนิด แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งพ่อผู้บังเกิดเกล้า

แหงล่ะ คนเป็นช่างซ่อมรถย่อมต้องมือหนัก แถมเวลาที่เข็มขัดหนังยี่ห้อเซเว่นวูล์ฟส์ตวัดแหวกอากาศคงเกิดเสียงดังขวับๆ ฟาดลงมาคงเจ็บพิลึก

ลู่ชิงเฟิงประหลาดใจ เขาไม่ยักรู้มาก่อนว่าเพื่อนซี้มีความฝันอยากจะเป็นนักเขียน

เมื่อนึกย้อนกลับไป ชาติก่อนเขาก็เคยเขียนนิยายออนไลน์อยู่พักหนึ่งเหมือนกัน

ผลสุดท้ายคือโดนนักอ่านด่าเปิงจนเสียศูนย์ รายได้อันน้อยนิดที่หามาได้ยังไม่คุ้มกับค่าเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำด้วยซ้ำ

"นายก็เขียนนิยายควบคู่ไปกับตอนเรียนปวส.ก็ได้นี่ ถ้านายรุ่งทางนี้จริงๆ ถึงตอนนั้นค่อยไปบอกพ่อก็ยังไม่สาย"

โหวเสี่ยวปิงเสนอแนะ

ผลการเรียนของเจ้าลิงนั้นดีที่สุดในบรรดาพวกเขาทั้งสี่คน หากเขาตั้งใจอ่านหนังสือ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำก็คงไม่ใช่เรื่องยาก

แต่ฐานะทางบ้านของเขาอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขามีความคิดเป็นผู้ใหญ่กว่าเพื่อน เขาถือเป็นมันสมองของแก๊งสามช่าในอดีต

"เข้าท่าแฮะ"

สีหน้ากลัดกลุ้มของหลิวซินค่อยๆ จางหายไป เขาตบไหล่กอดคอเจ้าลิงอย่างอารมณ์ดี

"อาเฟิง แล้วนายล่ะ วางแผนจะทำอะไรหลังสอบเข้ามหาวิทยาลัย?"

โหวเสี่ยวปิงปัดมือเพื่อนออกแล้วหันไปมองลู่ชิงเฟิง

การสอบเข้ามหาวิทยาลัยถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต และเด็กวัยรุ่นในวัยนี้ก็เริ่มหัดที่จะวางแผนอนาคตของตัวเองกันแล้ว

โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่เรียนไม่เก่ง เพราะพวกเขาต้องเตรียมใจรับมือกับการก้าวเข้าสู่โลกแห่งการทำงานทันทีที่เรียนจบ

"ฉันเหรอ?"

ลู่ชิงเฟิงเงยหน้าขึ้น เขามีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่ในใจเสมอ

"งานสบายๆ ใกล้บ้าน ถ้าจะให้ดีที่สุดคือไม่ต้องทำอะไรเลย นอนอยู่เฉยๆ ก็มีเงินไหลเข้าบัญชี"

"เวรเอ๊ย"

"ฝันกลางวันอยู่รึไง"

...

ทั้งสามคนพร้อมใจกันชูนิ้วกลางให้เขา

จังหวะนั้นเอง เสียงกริ่งก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณเริ่มต้นคาบโฮมรูมช่วงเช้า

หลังจากเสียงกริ่งดังได้ไม่นาน ครูสอนวิชาภาษาจีนก็เดินเข้ามา

ในมือของเธอถือหนังสือเล่มหนาสองเล่ม เดินตรงดิ่งมาหาลู่ชิงเฟิง

ห้องเรียนที่กำลังจอแจพลันเงียบกริบ สายตาหลากหลายคู่จับจ้องมาที่จุดเดียวกัน

การที่ครูเดินตรวจความเรียบร้อยในช่วงโฮมรูมตอนเช้านั้นเป็นเรื่องปกติ แต่การที่ครูพุ่งเป้าไปหานักเรียนที่ผลการเรียนรั้งท้ายนั้นต่างหากที่ไม่ปกติ

เดิมทีลู่ชิงเฟิงเข้ามาเรียนที่นี่ผ่านโควตานักเรียนสายศิลปะการแสดง

ดังนั้นต่อให้ผลการเรียนของเขาจะย่ำแย่แค่ไหน บรรดาครูก็มักจะปล่อยผ่านและไม่ค่อยมาวุ่นวายกับเขานัก

นี่เป็นครั้งแรกที่ครูมาหาเขาเป็นการส่วนตัว

ทันใดนั้น ทุกคนก็พากันนึกถึงข่าวลือเมื่อวาน เรื่องที่ลู่ชิงเฟิงจะลงแข่งขันการประกวดเรียงความแนวคิดใหม่

และครูเฉินก็มาเพราะเรื่องนี้จริงๆ

เธอวางหนังสือ 'รวมผลงานคัดสรรการประกวดเรียงความแนวคิดใหม่' ทั้งสองเล่มลงตรงหน้าลู่ชิงเฟิง ยืนอยู่ข้างๆ เขาแล้วเอ่ยว่า

"ช่วงสองสามวันนี้ก็ลองศึกษาหนังสือสองเล่มนี้ดูนะ ถึงแม้การประกวดเรียงความแนวคิดใหม่จะไม่ได้จำกัดหัวข้อ แต่คณะกรรมการก็มีแนวที่ชอบชัดเจน"

"หนังสือสองเล่มนี้รวบรวมผลงานชั้นเยี่ยมของผู้ชนะปีก่อนๆ เอาไว้ เธอสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางได้"

"ครูเอาโน้ตบุ๊กมาแล้วนะ ช่วงพักกลางวันเธอแวะไปใช้ได้เลย"

พูดจบ เธอก็ตบไหล่เขาเบาๆ แล้วเดินจากไป

บรรยากาศภายในห้องเรียนพลันเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดขึ้นมาทันที

อารมณ์ประมาณว่ากำลังส่งสายตา 'มองดูไอ้พวกชอบเรียกร้องความสนใจ'

"ลู่ชิงเฟิง"

ทันทีที่หมดคาบโฮมรูมช่วงเช้า ก็มีคนเดินเข้ามาหาเรื่องทันที—เด็กหนุ่มที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายฮิปโป

ทำไมถึงบอกว่าเขาหน้าเหมือนฮิปโปน่ะหรือ?

ก็เพราะเขามีปากที่กว้างมากๆ ยังไงล่ะ

ลู่ชิงเฟิงรู้จักหมอนี่ดี หมอนี่ชื่อหวงชิงหยาง

ในห้องนี้มีอยู่สองคนที่ไม่ชอบขี้หน้าเขา คนแรกคือโจวจิง ส่วนอีกคนก็คือเจ้านี่แหละ

โจวจิงนั้นเป็นเพราะผันตัวจากแฟนคลับมาเป็นแอนตี้แฟน แต่ความเกลียดชังของหวงชิงหยางนั้นดูจะไร้เหตุผลไปสักหน่อย

หมอนี่เป็นพวกหยิ่งยโส ชอบโอ้อวดและทำตัวกร่าง มักจะทำเรื่องเหนือความคาดหมายเพื่อเรียกร้องความสนใจอยู่เสมอ

แต่เนื่องจากเมื่อก่อนลู่ชิงเฟิงเปรียบเสมือนสปอตไลต์เดินได้ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะไม่มีใครสนใจหมอนี่นัก

คนที่ชอบทำตัวเด่น ย่อมทนไม่ได้ที่จะเห็นใครคนอื่นโดดเด่นไปกว่าตัวเอง

ดังนั้น เขาจึงตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับลู่ชิงเฟิงไปโดยปริยาย

ในความทรงจำ มีหลายครั้งที่หวงชิงหยางชอบเข้ามาหาเรื่องเยาะเย้ยเขา

ซึ่งเจ้าของร่างเดิมก็จะปล่อยให้เพื่อนซี้ออกโรงปกป้องแทน ไม่ก็เอาแต่ก้มหน้าอดทนฟังเงียบๆ

"นี่นายจะลงประกวดเรียงความแนวคิดใหม่จริงๆ เหรอเนี่ย?"

หวงชิงหยางทั้งปากกว้างและเสียงดังตะโกนลั่น ส่งผลให้เพื่อนทั้งห้องหันมามองเป็นตาเดียว

สายตาหลายสิบคู่ที่จับจ้องมา ยิ่งทำให้เขารู้สึกได้ใจจนออกนอกหน้า

"อืม นายก็จะลงแข่งด้วยหรือไง?"

ลู่ชิงเฟิงปรายตามองหมอนั่นแล้วพยักหน้ารับ

"อย่าเลยดีกว่า มันน่าอายจะตายไป งานเขียนระดับขยะอย่างนายน่ะ ถ้าขืนไปลงแข่งแล้วโรงเรียนอื่นรู้เข้า แถมยังมีคนมาเห็นบทความนายอีก มีหวังโรงเรียนเราโดนหัวเราะเยาะจนฟันร่วงแน่"

เขาจงใจพูดเสียงดังฟังชัด แถมยังทำท่าทางประกอบการพูด ส่งผลให้เพื่อนร่วมห้องหลายคนหลุดขำพรืดออกมา

นั่นยิ่งทำให้เขาได้ใจเข้าไปใหญ่

โจวจิงที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดหัวเราะคิกคักราวกับแม่ไก่

"หนักหัวนายหรือไง ไอ้ปากกว้างหวง"

หลิวซินกับโหวเสี่ยวปิงรีบพุ่งออกมารับหน้าแทนทันที

"จะไม่เกี่ยวกับฉันได้ยังไง ถ้าหมอนี่เขียนออกมาห่วยแตก มันก็พานทำลายชื่อเสียงของครูและนักเรียนทั้งโรงเรียนไปด้วยน่ะสิ"

หวงชิงหยางเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมลดละ ถึงขั้นดึงเอาคนทั้งโรงเรียนมาเป็นข้ออ้าง

"เพื่อนหวง ตามปกติแล้วเนี่ย ถืองานเขียนของฉันมันห่วยเกินไป ทางกองประกวดเขาก็แค่ปัดตกต้นฉบับไปก็แค่นั้น เรียงความไม่ได้ตีพิมพ์หรอก ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องจะมีใครมาเห็นเลย"

ลู่ชิงเฟิงตอกกลับด้วยความหวังดี เพื่อเตือนสติถึงความผิดพลาดทางตรรกะในคำพูดของอีกฝ่าย

หวงชิงหยางถึงกับสะอึก

ลู่ชิงเฟิงพูดต่อ

"อีกอย่าง นายเอาความมั่นใจมาจากไหนว่างานเขียนของฉันมันต้องห่วยแตกแน่ๆ?"

"ฮ่าฮ่าฮ่า"

หวงชิงหยางอ้าปากกว้างหัวเราะลั่น

"น้ำหน้าอย่างนายเนี่ยนะ ถ้าผลการเรียนอย่างนายเขียนเรียงความออกมาได้ดี ฉันจะยอมหกคะเมนตีลังกาสระผมให้ดูเลย"

"นี่นายกำลังดูถูกใครอยู่ พี่ลู่ของฉันเป็นถึงนักเขียนที่ส่งต้นฉบับตีพิมพ์ลงนิตยสารเชียวนะเว้ย"

จังหวะนั้นเอง จู่ๆ หลี่ว์ฮุยก็โพล่งประโยคที่ดึงดูดความสนใจของทุกคนขึ้นมา

ว่าไงนะ?

ส่งต้นฉบับตีพิมพ์ลงนิตยสารงั้นเหรอ

สำหรับเด็กนักเรียน สิ่งที่พวกเขาคลุกคลีด้วยมากที่สุดในชีวิตประจำวันก็คือหนังสือ ตัวหนังสือจึงยังคงมีความขลังในสายตาของพวกเขาอยู่บ้าง

อีกอย่าง นิตยสารในยุคนี้ก็ยังไม่ได้เลือนหายไปไหน

ในชีวิตของพวกเด็กๆ พ่อแม่อาจจะห้ามไม่ให้อ่านนิยาย แต่ก็ไม่เคยสั่งห้ามหากพวกเขาจะอ่านนิตยสารวรรณกรรม

แม้แต่ทางโรงเรียนเองก็ยังส่งเสริมให้นักเรียนอ่านหนังสือนอกเวลาให้มากขึ้น

ดังนั้น หากคุณไปบอกเพื่อนร่วมชั้นว่ากำลังเขียนนิยายออนไลน์ พวกเขาอาจจะหัวเราะเยาะคุณได้

แต่ถ้าคุณบอกว่าบทความของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงนิตยสารล่ะก็ พวกเขาจะคิดว่าคุณเป็นคนที่เจ๋งสุดๆ ไปเลย

ทว่า คำพูดของหลี่ว์ฮุยกลับนำพาเสียงหัวเราะเยาะระลอกใหม่มาสู่ลู่ชิงเฟิงแทน

"ฮ่าฮ่าฮ่า ถ้านิยายกากๆ ของลู่ชิงเฟิงได้ตีพิมพ์ลงนิตยสารจริงๆ ล่ะก็ ฉัน หวงชิงหยาง จะขอรับเหมากินขี้ในส้วมของโรงเรียนให้เกลี้ยงเลยคอยดู!"

ลู่ชิงเฟิงลอบถอนหายใจ

ทำไปเพื่ออะไรกัน? อายุแค่นี้แต่กลับไม่เรียนรู้อะไรดีๆ วันๆ เอาแต่หาเรื่องกินของฟรี

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง หยางซิวซิวก็ก้าวเท้าเดินผ่านประตูสำนักงานนิตยสารเข้าไป

จบบทที่ บทที่ 10 ถ้านิยายของลู่ชิงเฟิงได้ตีพิมพ์ในนิตยสาร ฉันจะไปเหมากินขี้ในส้วมให้ดู

คัดลอกลิงก์แล้ว