- หน้าแรก
- เดอะแฟลชในจักรวาลมาร์เวล
- บทที่ 2: หน่วยชีลด์บุกมาแล้ว
บทที่ 2: หน่วยชีลด์บุกมาแล้ว
บทที่ 2: หน่วยชีลด์บุกมาแล้ว
“ฉันว่าคุยกับสาว ๆ ยังไงก็สนุกกว่านะ”
โทนี่เองก็ไม่ได้ประมาท เขายกฝ่ามือขึ้น ลำแสงเลเซอร์สีเหลืองจากกลางฝ่ามือพุ่งเข้าใส่ไหล่ขวาของยักษ์เหล็กสเตนอย่างจัง
ต่อให้เป็นยักษ์เหล็กซึ่งเป็นต้นแบบของเกราะแอนตี้ฮัลค์ในอนาคต ก็ยังถูกการโจมตีนี้ซัดจนถอยหลังไปหลายก้าว
“คุณสตาร์ค ช่วยถ่วงเวลาเขาไว้สักพักนะ ผมจะกลับมาเดี๋ยวเดียว”
หลังจากพูดจบ จางหยางก็กลายเป็นแสงวาบแล้วหายไปจากตรงนั้นทันที
ทั้งโทนี่และสเตนที่กำลังต่อสู้อยู่ต่างก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อกี้ยังพูดอยู่เลยว่าจะจัดการสเตนแล้วค่อยมานั่งคุยกันดี ๆ ทำท่าเหมือนจะร่วมศึกครั้งใหญ่ สุดท้ายกลับหันหลังแล้ววิ่งหนีเฉย?
โทนี่ถึงกับงงไปเลย จะไม่น่าเชื่อถือขนาดนี้เลยเหรอ
“ฮ่า ๆ ๆ โทนี่ ดูเหมือนผู้ช่วยของนายจะหนีไปแล้วนะ”
สเตนหัวเราะเยาะไปด้วยต่อสู้ไปด้วย
“ดูความเร็วตอนหนีของมันสิ นายลองตะโกนเรียกอีกหน่อยก็ได้นะ เผื่อมันจะพานายหนีไปด้วย”
“จาร์วิส สถานะอาวุธเป็นยังไงบ้าง?”
โทนี่ไม่สนใจคำเยาะเย้ยของสเตน หนีก็หนีไปเถอะ ต่อให้ไม่มีผู้ช่วย เขาก็ยังมั่นใจว่าจะจัดการชุดเกราะเหล็กสุดเชยของสเตนได้อยู่ดี
จาร์วิสตอบกลับทันที
“ปืนกลใช้งานไม่ได้แล้วครับ พลังงานคงเหลือต่ำกว่าสิบเปอร์เซ็นต์”
“ดูเหมือนฉันคงต้องโอเวอร์โหลดเครื่องปฏิกรณ์เพื่อระเบิดหลังคาแล้ว”
โทนี่เป็นอัจฉริยะ เป็นอัจฉริยะที่ทั้งโลกยอมรับ เขาคิดวิธีแก้ปัญหาออกได้อย่างรวดเร็ว
แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะลงมือ สายฟ้าสีแดงเหลืองก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ความเร็วมากกว่าเดิมหลายเท่าตัวอย่างชัดเจน
หมัดที่ดูไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก พุ่งเข้ามาพร้อมแรงสั่นสะเทือนความถี่สูงและพลังจากความเร็วมหาศาล ก่อนจะกระแทกเข้าใส่ใบหน้าด้านขวาของยักษ์เหล็กอย่างรุนแรง
แน่นอนว่าการจากไปเมื่อครู่ของจางหยางไม่ได้มีไว้เพื่อหนี
ยักษ์เหล็กระดับสเตนยังห่างไกลเกินกว่าจะทำให้เขากลัวจนต้องหนีได้
ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น แค่หมัดที่เชื่องช้าสำหรับเขา ปืนและขีปนาวุธที่เคลื่อนที่ราวกับสโลว์โมชั่น การจะโจมตีโดนตัวเขาแทบเป็นไปไม่ได้เลย
ปกติความเร็วของเขาก็แตะระดับสองมัคแล้ว หรือก็คือเร็วกว่าเสียงสองเท่า
หนึ่งวินาทีเขาวิ่งได้ถึงเจ็ดร้อยเมตร!
ปืนและขีปนาวุธจึงไร้ความหมายสำหรับเขาโดยสิ้นเชิง
สาเหตุที่ต้องออกไปก่อนก็เพราะถึงแม้มันจะเชื่องช้า แต่ยักษ์เหล็กก็คือก้อนเหล็กขนาดมหึมา ไม่ใช่แค่แผ่นเหล็กบาง ๆ และระดับการประยุกต์ใช้สปีดฟอร์ซของเขาในตอนนี้อยู่แค่ LV.2 เท่านั้น สำหรับตอนนี้มันเป็นเพียงพลังความเร็วสูงอย่างเดียว
ปัจจุบันเขาใช้เทคนิคจากสปีดฟอร์ซได้เพียงสามท่า
หมัดสั่นสะเทือน
เมื่อหมัดกระแทกโดนศัตรู จะเกิดแรงสั่นสะเทือนความถี่สูงที่ส่งผลโดยตรงต่ออวัยวะภายใน ใช้รับมือกับศัตรูสายถึกโดยเฉพาะ
หมัดโซนิค
ภายในระยะ 5.3 ไมล์ ใช้ความเร็วเหนือเสียงแปลงพลังงานจลน์มหาศาลผ่านสปีดฟอร์ซเป็นพลังโจมตี สร้างความเสียหายได้อย่างรุนแรง
หมัดสั่นสะเทือนโซนิค
เป็นการรวมสองท่าก่อนหน้าเข้าด้วยกัน ภายในระยะ 5.3 ไมล์ ขณะพุ่งโจมตีศัตรู พลังงานจลน์จากความเร็วสูงจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังทำลายล้าง พร้อมกับสร้างแรงสั่นสะเทือนความถี่สูงอย่างต่อเนื่อง อานุภาพถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นการทำลายล้าง ต่อให้เป็นเหล็กก็สามารถถูกสั่นจนแตกเป็นชิ้น ๆ ได้ภายใต้หมัดนี้ และนี่คือท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของจางหยางในตอนนี้
แน่นอนว่าผลข้างเคียงของท่านี้ก็รุนแรงไม่แพ้กัน หลังใช้เสร็จ ร่างกายของจางหยางจะปวดระบมไปทั้งตัวในช่วงเวลาหนึ่ง แม้จะไม่ถึงกับขยับไม่ได้ แต่ก็แทบไม่มีพลังเหลือสำหรับการต่อสู้อีกแล้ว
ท่าที่จางหยางใช้เมื่อครู่ก็คือหมัดสั่นสะเทือนโซนิค
ส่วนเหตุผลที่ต้องออกไปก่อนก็เพื่อเว้นระยะ 5.3 ไมล์ หากแม้แต่ท่านี้ยังจัดการสเตนไม่ได้ เขาก็คงต้องวิ่งหนีอย่างเดียวแล้ว รอดูตัวเอกระเบิดพลัง เอาชนะศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าแทนแล้ว
แต่โชคดีที่หมัดนี้ได้ผล
หมวกเหล็กของยักษ์เหล็กถูกชกจนแตกกระจายทันที ส่วนสเตนที่อยู่ข้างในก็กระเด็นออกไปพร้อมกับก้อนเหล็กมหึมานั่น นอนนิ่งไร้ปฏิกิริยา ไม่รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า
“เอ่อ...”
เมื่อเห็นว่าสเตนไม่รู้เป็นหรือตาย จางหยางก็รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
“เหมือน...ผมจะออกแรงมากไปหน่อยนะ คุณสตาร์ค ผมจะไม่โดนจับเข้าคุกใช่ไหม?”
“นายก็กลัวเข้าคุกเหมือนกันเหรอ?”
เมื่อศัตรูตัวฉกาจหมดไปแล้ว โทนี่ก็ถอนหายใจโล่งอกพร้อมถอดชุดเกราะออก
“ถึงจะรู้สึกว่าพวกตำรวจคงจับผมไม่ได้ก็เถอะ แต่ผมยังอยากใช้ชีวิตดี ๆ นะ ถ้าไม่มีผม พวกสาวฮอตในโรงเรียนจะผ่านค่ำคืนอันแสนทรมานไปได้ยังไงล่ะ?”
จางหยางพูดเหมือนกำลังกังวล แต่สีหน้าและน้ำเสียงกลับไม่มีความกังวลแม้แต่นิดเดียว เขาหัวเราะพลางพูดต่อ
“แขนผมหักเพราะต่อยเขาด้วยนะ แบบนี้ถือว่าป้องกันตัวโดยชอบธรรมใช่ไหม?”
เขาไม่ได้ล้อเล่น
ถึงแม้พละกำลัง การรับรู้ ความสามารถในการฟื้นตัว และความจำจะเพิ่มขึ้นหลายเท่า แต่เขาก็ยังเป็นมนุษย์มีเลือดเนื้ออยู่ดี แรงกิริยาและแรงปฏิกิริยาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันเสมอ หมัดเนื้อหนังที่ต่อยใส่เหล็ก ถ้าเหล็กแตกละเอียดแล้วหมัดของเขาจะไม่เป็นอะไรเลยได้ยังไง
ตอนที่ปล่อยหมัดออกไป นอกจากอาการปวดระบมจากผลข้างเคียงแล้ว แขนขวาทั้งแขนยังหักไปเรียบร้อยด้วย
แต่โชคดี ภายใต้พลังของสปีดฟอร์ซ คาดว่าใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเขาก็จะฟื้นกลับมาเป็นปกติ
“ฉันคิดว่าโรงเรียนของนายควรเพิ่มการให้ความรู้ด้านกฎหมายแล้วนะ”
โทนี่พูดติดตลกขำ ๆ แต่ก็ยังรับเรื่องนี้มาไว้กับตัวเอง
เพราะจางหยางช่วยเขาเอาไว้ และในฐานะซูเปอร์ฮีโร่ โทนี่ไม่ใช่คนเนรคุณขนาดนั้น
หลังจากนั้น โทนี่ก็รับความช่วยเหลือจากหน่วยชีลด์ในการจัดการเรื่องหลังเหตุการณ์ ส่วนจางหยางซึ่งกลายเป็นมนุษย์พลังพิเศษคนใหม่ล่าสุด ก็ถูกหน่วยชีลด์พาตัวไปตรวจรักษาและสอบสวนเช่นกัน
แน่นอนว่าเมื่อมีโทนี่อยู่ หน่วยชีลด์ย่อมไม่สามารถทำอะไรเกินขอบเขตได้ และจริง ๆ แล้วพวกเขาก็ไม่ได้คิดจะทำอะไรอยู่แล้ว
มนุษย์พลังพิเศษไม่ใช่ปัญหา ตราบใดที่ไม่เป็นภัยต่อสังคม แค่ลงทะเบียนข้อมูลไว้กับหน่วยชีลด์และแจ้งความสามารถของตัวเองไว้ก็พอ
แน่นอนว่าการเฝ้าติดตามในช่วงแรกเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
จางหยางเองก็ไม่ได้คิดจะทำตัวเหมือนเด็กหนุ่มที่อีโก้สูงเกินเหตุในโรงเรียน คิดว่าการถูกเฝ้าระวังหรือถูกเก็บข้อมูลคือการเสียหน้า เลยต้องลุกขึ้นต่อต้าน รู้สึกว่าตัวเองเป็นพระเอก ชีวิตต้องกำหนดเอง พอถูกจับตาดูก็รับไม่ได้ราวกับโดนสวมเขา แล้วเปิดศึกกับหน่วยชีลด์เสียเลย
จริง ๆ มันก็ไม่จำเป็น
จะเฝ้าก็เฝ้าไปสิ
แค่ปิดผ้าม่านให้แน่น ชีวิตก็ยังใช้ต่อได้ตามปกติ ขอแค่ไม่มารบกวนชีวิตประจำวันของเขาก็พอ
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเขาอยากหลบการติดตามจริง ๆ พวกเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาหายตัวไปตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่ในตอนที่จางหยางเขียนข้อมูลเสร็จ และกรอกช่องพลังพิเศษในเอกสารว่า “วิ่งเร็ว” เตรียมส่งแฟ้มแล้วเดินออกไป เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเขาอยู่ก็ดูเหมือนจะได้รับคำสั่งบางอย่างผ่านหูฟัง ก่อนจะลุกออกไปทันที
คนที่เข้ามาแทนที่เขา คือชายผิวดำตาเดียวร่างใหญ่คนหนึ่ง
เมื่อมองมาที่จางหยาง ชายคนนั้นก็ยื่นมือออกมา
“สวัสดี ฉันคือผู้อำนวยการหน่วยชีลด์ นิค ฟิวรี่”
……………