เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2: หน่วยชีลด์บุกมาแล้ว

บทที่ 2: หน่วยชีลด์บุกมาแล้ว

บทที่ 2: หน่วยชีลด์บุกมาแล้ว


“ฉันว่าคุยกับสาว ๆ ยังไงก็สนุกกว่านะ”

โทนี่เองก็ไม่ได้ประมาท เขายกฝ่ามือขึ้น ลำแสงเลเซอร์สีเหลืองจากกลางฝ่ามือพุ่งเข้าใส่ไหล่ขวาของยักษ์เหล็กสเตนอย่างจัง

ต่อให้เป็นยักษ์เหล็กซึ่งเป็นต้นแบบของเกราะแอนตี้ฮัลค์ในอนาคต ก็ยังถูกการโจมตีนี้ซัดจนถอยหลังไปหลายก้าว

“คุณสตาร์ค ช่วยถ่วงเวลาเขาไว้สักพักนะ ผมจะกลับมาเดี๋ยวเดียว”

หลังจากพูดจบ จางหยางก็กลายเป็นแสงวาบแล้วหายไปจากตรงนั้นทันที

ทั้งโทนี่และสเตนที่กำลังต่อสู้อยู่ต่างก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อกี้ยังพูดอยู่เลยว่าจะจัดการสเตนแล้วค่อยมานั่งคุยกันดี ๆ ทำท่าเหมือนจะร่วมศึกครั้งใหญ่ สุดท้ายกลับหันหลังแล้ววิ่งหนีเฉย?

โทนี่ถึงกับงงไปเลย จะไม่น่าเชื่อถือขนาดนี้เลยเหรอ

“ฮ่า ๆ ๆ โทนี่ ดูเหมือนผู้ช่วยของนายจะหนีไปแล้วนะ”

สเตนหัวเราะเยาะไปด้วยต่อสู้ไปด้วย

“ดูความเร็วตอนหนีของมันสิ นายลองตะโกนเรียกอีกหน่อยก็ได้นะ เผื่อมันจะพานายหนีไปด้วย”

“จาร์วิส สถานะอาวุธเป็นยังไงบ้าง?”

โทนี่ไม่สนใจคำเยาะเย้ยของสเตน หนีก็หนีไปเถอะ ต่อให้ไม่มีผู้ช่วย เขาก็ยังมั่นใจว่าจะจัดการชุดเกราะเหล็กสุดเชยของสเตนได้อยู่ดี

จาร์วิสตอบกลับทันที

“ปืนกลใช้งานไม่ได้แล้วครับ พลังงานคงเหลือต่ำกว่าสิบเปอร์เซ็นต์”

“ดูเหมือนฉันคงต้องโอเวอร์โหลดเครื่องปฏิกรณ์เพื่อระเบิดหลังคาแล้ว”

โทนี่เป็นอัจฉริยะ เป็นอัจฉริยะที่ทั้งโลกยอมรับ เขาคิดวิธีแก้ปัญหาออกได้อย่างรวดเร็ว

แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะลงมือ สายฟ้าสีแดงเหลืองก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ความเร็วมากกว่าเดิมหลายเท่าตัวอย่างชัดเจน

หมัดที่ดูไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก พุ่งเข้ามาพร้อมแรงสั่นสะเทือนความถี่สูงและพลังจากความเร็วมหาศาล ก่อนจะกระแทกเข้าใส่ใบหน้าด้านขวาของยักษ์เหล็กอย่างรุนแรง

แน่นอนว่าการจากไปเมื่อครู่ของจางหยางไม่ได้มีไว้เพื่อหนี

ยักษ์เหล็กระดับสเตนยังห่างไกลเกินกว่าจะทำให้เขากลัวจนต้องหนีได้

ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น แค่หมัดที่เชื่องช้าสำหรับเขา ปืนและขีปนาวุธที่เคลื่อนที่ราวกับสโลว์โมชั่น การจะโจมตีโดนตัวเขาแทบเป็นไปไม่ได้เลย

ปกติความเร็วของเขาก็แตะระดับสองมัคแล้ว หรือก็คือเร็วกว่าเสียงสองเท่า

หนึ่งวินาทีเขาวิ่งได้ถึงเจ็ดร้อยเมตร!

ปืนและขีปนาวุธจึงไร้ความหมายสำหรับเขาโดยสิ้นเชิง

สาเหตุที่ต้องออกไปก่อนก็เพราะถึงแม้มันจะเชื่องช้า แต่ยักษ์เหล็กก็คือก้อนเหล็กขนาดมหึมา ไม่ใช่แค่แผ่นเหล็กบาง ๆ และระดับการประยุกต์ใช้สปีดฟอร์ซของเขาในตอนนี้อยู่แค่ LV.2 เท่านั้น สำหรับตอนนี้มันเป็นเพียงพลังความเร็วสูงอย่างเดียว

ปัจจุบันเขาใช้เทคนิคจากสปีดฟอร์ซได้เพียงสามท่า

หมัดสั่นสะเทือน

เมื่อหมัดกระแทกโดนศัตรู จะเกิดแรงสั่นสะเทือนความถี่สูงที่ส่งผลโดยตรงต่ออวัยวะภายใน ใช้รับมือกับศัตรูสายถึกโดยเฉพาะ

หมัดโซนิค

ภายในระยะ 5.3 ไมล์ ใช้ความเร็วเหนือเสียงแปลงพลังงานจลน์มหาศาลผ่านสปีดฟอร์ซเป็นพลังโจมตี สร้างความเสียหายได้อย่างรุนแรง

หมัดสั่นสะเทือนโซนิค

เป็นการรวมสองท่าก่อนหน้าเข้าด้วยกัน ภายในระยะ 5.3 ไมล์ ขณะพุ่งโจมตีศัตรู พลังงานจลน์จากความเร็วสูงจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังทำลายล้าง พร้อมกับสร้างแรงสั่นสะเทือนความถี่สูงอย่างต่อเนื่อง อานุภาพถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นการทำลายล้าง ต่อให้เป็นเหล็กก็สามารถถูกสั่นจนแตกเป็นชิ้น ๆ ได้ภายใต้หมัดนี้ และนี่คือท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของจางหยางในตอนนี้

แน่นอนว่าผลข้างเคียงของท่านี้ก็รุนแรงไม่แพ้กัน หลังใช้เสร็จ ร่างกายของจางหยางจะปวดระบมไปทั้งตัวในช่วงเวลาหนึ่ง แม้จะไม่ถึงกับขยับไม่ได้ แต่ก็แทบไม่มีพลังเหลือสำหรับการต่อสู้อีกแล้ว

ท่าที่จางหยางใช้เมื่อครู่ก็คือหมัดสั่นสะเทือนโซนิค

ส่วนเหตุผลที่ต้องออกไปก่อนก็เพื่อเว้นระยะ 5.3 ไมล์ หากแม้แต่ท่านี้ยังจัดการสเตนไม่ได้ เขาก็คงต้องวิ่งหนีอย่างเดียวแล้ว รอดูตัวเอกระเบิดพลัง เอาชนะศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าแทนแล้ว

แต่โชคดีที่หมัดนี้ได้ผล

หมวกเหล็กของยักษ์เหล็กถูกชกจนแตกกระจายทันที ส่วนสเตนที่อยู่ข้างในก็กระเด็นออกไปพร้อมกับก้อนเหล็กมหึมานั่น นอนนิ่งไร้ปฏิกิริยา ไม่รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า

“เอ่อ...”

เมื่อเห็นว่าสเตนไม่รู้เป็นหรือตาย จางหยางก็รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย

“เหมือน...ผมจะออกแรงมากไปหน่อยนะ คุณสตาร์ค ผมจะไม่โดนจับเข้าคุกใช่ไหม?”

“นายก็กลัวเข้าคุกเหมือนกันเหรอ?”

เมื่อศัตรูตัวฉกาจหมดไปแล้ว โทนี่ก็ถอนหายใจโล่งอกพร้อมถอดชุดเกราะออก

“ถึงจะรู้สึกว่าพวกตำรวจคงจับผมไม่ได้ก็เถอะ แต่ผมยังอยากใช้ชีวิตดี ๆ นะ ถ้าไม่มีผม พวกสาวฮอตในโรงเรียนจะผ่านค่ำคืนอันแสนทรมานไปได้ยังไงล่ะ?”

จางหยางพูดเหมือนกำลังกังวล แต่สีหน้าและน้ำเสียงกลับไม่มีความกังวลแม้แต่นิดเดียว เขาหัวเราะพลางพูดต่อ

“แขนผมหักเพราะต่อยเขาด้วยนะ แบบนี้ถือว่าป้องกันตัวโดยชอบธรรมใช่ไหม?”

เขาไม่ได้ล้อเล่น

ถึงแม้พละกำลัง การรับรู้ ความสามารถในการฟื้นตัว และความจำจะเพิ่มขึ้นหลายเท่า แต่เขาก็ยังเป็นมนุษย์มีเลือดเนื้ออยู่ดี แรงกิริยาและแรงปฏิกิริยาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันเสมอ หมัดเนื้อหนังที่ต่อยใส่เหล็ก ถ้าเหล็กแตกละเอียดแล้วหมัดของเขาจะไม่เป็นอะไรเลยได้ยังไง

ตอนที่ปล่อยหมัดออกไป นอกจากอาการปวดระบมจากผลข้างเคียงแล้ว แขนขวาทั้งแขนยังหักไปเรียบร้อยด้วย

แต่โชคดี ภายใต้พลังของสปีดฟอร์ซ คาดว่าใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเขาก็จะฟื้นกลับมาเป็นปกติ

“ฉันคิดว่าโรงเรียนของนายควรเพิ่มการให้ความรู้ด้านกฎหมายแล้วนะ”

โทนี่พูดติดตลกขำ ๆ แต่ก็ยังรับเรื่องนี้มาไว้กับตัวเอง

เพราะจางหยางช่วยเขาเอาไว้ และในฐานะซูเปอร์ฮีโร่ โทนี่ไม่ใช่คนเนรคุณขนาดนั้น

หลังจากนั้น โทนี่ก็รับความช่วยเหลือจากหน่วยชีลด์ในการจัดการเรื่องหลังเหตุการณ์ ส่วนจางหยางซึ่งกลายเป็นมนุษย์พลังพิเศษคนใหม่ล่าสุด ก็ถูกหน่วยชีลด์พาตัวไปตรวจรักษาและสอบสวนเช่นกัน

แน่นอนว่าเมื่อมีโทนี่อยู่ หน่วยชีลด์ย่อมไม่สามารถทำอะไรเกินขอบเขตได้ และจริง ๆ แล้วพวกเขาก็ไม่ได้คิดจะทำอะไรอยู่แล้ว

มนุษย์พลังพิเศษไม่ใช่ปัญหา ตราบใดที่ไม่เป็นภัยต่อสังคม แค่ลงทะเบียนข้อมูลไว้กับหน่วยชีลด์และแจ้งความสามารถของตัวเองไว้ก็พอ

แน่นอนว่าการเฝ้าติดตามในช่วงแรกเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

จางหยางเองก็ไม่ได้คิดจะทำตัวเหมือนเด็กหนุ่มที่อีโก้สูงเกินเหตุในโรงเรียน คิดว่าการถูกเฝ้าระวังหรือถูกเก็บข้อมูลคือการเสียหน้า เลยต้องลุกขึ้นต่อต้าน รู้สึกว่าตัวเองเป็นพระเอก ชีวิตต้องกำหนดเอง พอถูกจับตาดูก็รับไม่ได้ราวกับโดนสวมเขา แล้วเปิดศึกกับหน่วยชีลด์เสียเลย

จริง ๆ มันก็ไม่จำเป็น

จะเฝ้าก็เฝ้าไปสิ

แค่ปิดผ้าม่านให้แน่น ชีวิตก็ยังใช้ต่อได้ตามปกติ ขอแค่ไม่มารบกวนชีวิตประจำวันของเขาก็พอ

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเขาอยากหลบการติดตามจริง ๆ พวกเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาหายตัวไปตั้งแต่เมื่อไหร่

แต่ในตอนที่จางหยางเขียนข้อมูลเสร็จ และกรอกช่องพลังพิเศษในเอกสารว่า “วิ่งเร็ว” เตรียมส่งแฟ้มแล้วเดินออกไป เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเขาอยู่ก็ดูเหมือนจะได้รับคำสั่งบางอย่างผ่านหูฟัง ก่อนจะลุกออกไปทันที

คนที่เข้ามาแทนที่เขา คือชายผิวดำตาเดียวร่างใหญ่คนหนึ่ง

เมื่อมองมาที่จางหยาง ชายคนนั้นก็ยื่นมือออกมา

“สวัสดี ฉันคือผู้อำนวยการหน่วยชีลด์ นิค ฟิวรี่”

……………

จบบทที่ บทที่ 2: หน่วยชีลด์บุกมาแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว