- หน้าแรก
- ปลุกพลังหลุมดำมฤตยู ข้านี่แหละผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 108 - ซื้อถุงน่องสักหน่อยดีกว่า
บทที่ 108 - ซื้อถุงน่องสักหน่อยดีกว่า
บทที่ 108 - ซื้อถุงน่องสักหน่อยดีกว่า
"ทำงานไวดีแฮะ"
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าบ้าน เสียงข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าจากธนาคารก็ดังขึ้น
หลินเทียนก้มมองตัวเลขศูนย์หลายตัวในยอดคงเหลือพลางคิดในใจ เฟิงเฉี่ยวหลานนี่จัดการเรื่องต่างๆ ได้รวดเร็วทันใจดีจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นวิธีรับมือกับคนหรือการจัดการงาน เขารู้สึกชื่นชมเธอไม่น้อย
เงินพันล้านนี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ธุรกิจสถานบันเทิงต่างๆ ภายใต้แก๊งเซวี่ยขุยยังคงผลิตเม็ดเงินมหาศาลโอนเข้าบัญชีเขาทุกวัน
ต่อจากนี้ไป เขาคงไม่ต้องมานั่งปวดหัวเรื่องเงินอีกแล้ว
แค่นี้ก็ใช้ไม่หวาดไม่ไหวแล้วล่ะ
"นี่แกตัวเบ้อเร่อขนาดนี้แล้ว จะเอาแต่ขลุกอยู่แต่ในบ้านทุกวันไม่ได้นะรู้ไหม?"
หลังจากวางมือถือลง หลินเทียนก็หันไปทำหน้ามุ่ยใส่จินเถียวที่นอนขดตัวอยู่กลางห้องนั่งเล่น
กลางคืนมันออกไปฝึกวิชา พอตกกลางวันก็เอาแต่นอนดูหนังอยู่ในบ้าน ตอนนี้พลังของมันก้าวเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณแล้ว ลำตัวยาวเหยียดเกือบสิบเจ็ดเมตร
มังกรตัวเบ้อเริ่มเทิ่มมานอนขดอยู่ในห้องนั่งเล่นแคบๆ ทำให้พื้นที่ดูอึดอัดไปถนัดตา
"ป๊ะป๋า! ถ้าไม่ให้อยู่บ้านแล้วจะให้ผมไปอยู่ที่ไหนล่ะ ใครใช้ให้บ้านมันแคบแค่นี้เล่า" จินเถียวเถียงกลับ ดวงตามังกรคู่โตจ้องเขม็งไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างใจจดใจจ่อ ปากก็ส่งเสียงประหลาดๆ ออกมาเป็นระยะ
ตั้งแต่ที่มันได้คอมพิวเตอร์เครื่องนี้มา ชีวิตของมังกรน้อยก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ได้ยินแบบนั้น หลินเทียนก็เงียบไป
ตอนนี้เขาก็รวยแล้ว ควรจะย้ายไปอยู่บ้านหลังใหญ่ๆ กว่านี้ดีไหมนะ?
ด้วยอัตราการเติบโตของจินเถียว ในอนาคตตัวมันก็ต้องใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ห้องนั่งเล่นแคบๆ แค่นี้คงรับน้ำหนักมันไม่ไหวแน่ๆ
แต่ความคิดที่จะย้ายบ้านก็ถูกปัดตกไปอย่างรวดเร็ว เขาอยู่ที่นี่จนชินแล้ว ให้ย้ายไปไหนก็คงรู้สึกใจหายแปลกๆ
คนเราก็แบบนี้แหละ พออยู่ที่ไหนนานๆ จนรู้สึกผูกพัน ก็ไม่อยากจะจากไป หลินเทียนก็เป็นหนึ่งในนั้น
งั้นซื้อบ้านใหม่ให้จินเถียวอยู่ตัวเดียวไปเลยดีกว่า จะได้ไม่มีใครมากวนเวลามันดูหนัง ส่วนเขาก็จะได้ไม่ต้องมาทนฟังเสียงแปลกๆ ทะลึ่งๆ พวกนี้ทรมานหูทุกวันด้วย
พรุ่งนี้ค่อยไปตระเวนหาบ้านหลังใหญ่ๆ ดูสักหลังก็แล้วกัน
ระหว่างนั้น ทางธนาคารก็โทรมาหาเขา แต่หลินเทียนไม่รับสาย เขาออกไปกดเงินสดปึกใหญ่ แล้วเดินขึ้นบันไดไปเยี่ยมหลิวเล่อหรานที่ชั้นบน
สีหน้าของหลิวเล่อหรานดูสดใสขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ความอิดโรยหายไป แทนที่ด้วยรอยเลือดฝาดบนใบหน้า พอเห็นหลินเทียนแวะมาเยี่ยม เธอก็เผยรอยยิ้มออกมาบางๆ
ดูเหมือนเธอคงจะทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้แล้ว
ตอนแรกหลิวเล่อหรานยืนกรานที่จะไม่รับเงินจากเขา แต่หลินเทียนดึงดันยัดเยียดใส่มือให้จนได้
หลินเทียนหยิกแก้มยุ้ยๆ ของหลานชายตัวน้อยเบาๆ ก่อนจะขอตัวกลับ
"พี่ฮ่าว เมื่อก่อนพี่เคยดูแลผม ตอนนี้ผมจะดูแลพี่สะใภ้กับหลานให้ดีที่สุด ไม่ต้องห่วงนะครับ"
เมื่อปิดประตูกลับเข้ามาในห้อง หลินเทียนก็พึมพำกับตัวเองเบาๆ
แสงจันทร์สาดส่องผ่านบานหน้าต่าง อาบไล้ร่างของเขา
ส่วนหลิวเล่อหรานในห้องนั้น เธอยืนมองถุงกระดาษที่อัดแน่นไปด้วยธนบัตรบนพื้นอย่างเหม่อลอย เดินไปหยุดที่ริมหน้าต่าง ดวงตาคู่สวยสั่นระริก
นับตั้งแต่สามีจากไป หลินเทียนก็แวะเวียนมาดูแลเธอเสมอ แถมยังซื้อของเล่นมาฝากลูกชายของเธอเป็นประจำ
เด็กหนุ่มที่เธอเคยเห็นเป็นแค่น้องชาย ดูเหมือนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่พึ่งพาได้แล้วสินะ...
เมื่อกลับถึงบ้าน หลินเทียนก็ล้มตัวลงนอนและหลับสนิทไปอย่างรวดเร็ว
ช่างแตกต่างกับเฟิงเฉี่ยวหลานที่กำลังนอนกระสับกระส่ายพลิกไปพลิกมาอยู่บนเตียงนุ่ม พยายามข่มตาหลับเท่าไหร่ก็หลับไม่ลง
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอมีอาการนอนไม่หลับ
ภาพยานอวกาศล้ำยุคกับใบหน้าของหลินเทียนลอยวนเวียนอยู่ในหัว สลัดยังไงก็ไม่ออก
เธอนอนคว่ำหน้า หยิบมือถือขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันช้อปปิ้งออนไลน์
"ซื้อถุงน่องสักหน่อยดีกว่า ไม่รู้ว่าเขาชอบแบบไหน... แบบมันวาว แบบน้ำมันม้า หรือแบบไร้รอยต่อ ไม่รู้ว่าเขาจะชอบหรือเปล่านะ"
เฟิงเฉี่ยวหลานมองดูสินค้าละลานตาบนหน้าจอ แก้มเนียนซับสีเลือดบางๆ นิ้วเรียวเลื่อนหน้าจออย่างรวดเร็ว จับของที่ดูเข้าตาโยนลงตะกร้าไปรัวๆ แป๊บเดียวก็ปาเข้าไปหลายสิบแบบแล้ว
...
สถาบันหลิงเซียว
วันนี้บรรยากาศในสถาบันคึกคักเป็นพิเศษ
เพราะพรุ่งนี้คือวันเปิดม่านศึกชิงเจ็ดเมือง และวันนี้ก็เป็นวันจัดงานเลี้ยงส่งนักศึกษาที่ได้เป็นตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขัน
"การแข่งขันศึกชิงเจ็ดเมืองในครั้งนี้ สถาบันชั้นนำจากทั่วสารทิศจะส่งตัวแทนมาร่วมด้วย อัจฉริยะเก่งๆ มีเพียบ พวกเขาอาจจะไม่ได้อ่อนแอกว่าพวกเธอเลย ดังนั้นพวกเธอต้องระวังตัวให้ดี!"
"ศึกครั้งนี้วัดกันที่ฝีมือล้วนๆ ใครสะสมคะแนนได้มากที่สุดก็ชนะไป แน่นอนว่าการแย่งชิงผลงานของคนอื่นย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ ก็ขอให้มีสติและระวังตัวให้มาก เข้าใจไหม!"
บริเวณลานกว้างของสถาบัน คลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาที่มาร่วมส่งตัวแทน
ตรงกลางลานมียานบินขนาดใหญ่จอดเทียบท่าอยู่
เบื้องหน้ายานบิน นักศึกษานับสิบคนยืนเรียงแถวหน้ากระดาน พยักหน้ารับคำโอวาทจากครูใหญ่ตี๋เจี้ยนหัวอย่างแข็งขัน แต่ในกลุ่มนั้นไม่มีหลินเทียนรวมอยู่ด้วย
สำหรับหลินเทียนที่ออกอาการเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด ตี๋เจี้ยนหัวก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะด้วยระดับฝีมือของเขา ตี๋เจี้ยนหัวย่อมไม่มีข้อกังขาใดๆ
เขาแทบจะอดใจรอไม่ไหวแล้วว่า การปรากฏตัวของหลินเทียนในศึกครั้งนี้จะสร้างความตื่นตะลึงให้พวกนั้นขนาดไหน
พวกอัจฉริยะที่ส่งเข้าประกวดกัน อย่างมากก็แค่ขอบเขตระดับเทียน หรือขอบเขตวิญญาณ แต่สำหรับหลินเทียนที่น่าจะอยู่ระดับขอบเขตจุน ไม่ก็ขอบเขตกึ่งเทพไปแล้ว ไม่อยากจะคิดเลยว่าเกมมันจะออกมาสนุกสนานบานตะไทแค่ไหน
งานนี้ ตำแหน่งแชมป์ศึกชิงเจ็ดเมือง ต้องตกเป็นของสถาบันหลิงเซียวแหงๆ
หึหึ...
ตี๋เจี้ยนหัวคิดจินตนาการไปไกล รอยยิ้มก็แย้มกว้างจนหน้าย่นเป็นดอกเก๊กฮวย
"ครูใหญ่คะ... ครูใหญ่?!"
กงชูอวิ๋นส่งเสียงเรียก
เธอมองตี๋เจี้ยนหัวที่จู่ๆ ก็ยืนยิ้มกริ่มอยู่คนเดียวด้วยความงุนงง นี่เขากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่เนี่ย ถึงได้ยิ้มหน้าบานขนาดนั้น?
เมื่อรู้ตัวว่าเสียอาการ ตี๋เจี้ยนหัวก็รีบยืดตัวตรง ปั้นหน้าขรึมจ้องมองกลุ่มตัวแทนนักศึกษา
"ที่ฉันพูดไปเมื่อกี้ ฟังเข้าใจกันไหม!"
"เข้าใจครับ/ค่ะ!"
"พวกเราจะไม่ทำให้ครูใหญ่ผิดหวังแน่นอน!"
รุ่นพี่ปีสูงๆ ตอบรับเสียงดังฟังชัด
ในการแข่งขันศึกชิงเจ็ดเมืองครั้งนี้ สถาบันหลิงเซียวส่งตัวแทนเข้าร่วมทั้งหมด 17 คน
มีหลินเทียน เสิ่นซีเอ๋อร์ และไป๋นั่วเหยา ที่เป็นนักศึกษาปีหนึ่ง ส่วนที่เหลือเป็นรุ่นพี่ทั้งหมด ระดับพลังก็อยู่ในขอบเขตระดับตี้ไปจนถึงระดับเทียน แถมยังมีขอบเขตวิญญาณปะปนอยู่อีกสองคน
เสิ่นซีเอ๋อร์ไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันประลองอัจฉริยะ แต่กลับมีชื่อติดหนึ่งในตัวแทน ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าโควตานี้ สถาบันตั้งใจล็อกเป้าเก็บไว้ให้เธอโดยเฉพาะ
"เจ้าทึ่ม นายตื่นเต้นไหม?" เสิ่นซีเอ๋อร์หันไปถามหลินเทียนด้วยดวงตาเป็นประกาย
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เข้าร่วมการแข่งขันระดับนี้ เธอเลยอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้
ยิ่งได้คิดว่าจะได้ประมือกับพวกอัจฉริยะจากสถาบันชั้นนำอื่นๆ เธอก็ยิ่งรู้สึกคันไม้คันมืออยากจะลองของเต็มที
ฝึกวิชามาตั้งนาน เธอยังไม่เคยได้ปล่อยของแบบเต็มที่เลยสักครั้ง
"ก็เฉยๆ นะ" หลินเทียนยักไหล่
ที่เขามาลงแข่ง ก็แค่ทำตามภารกิจเท่านั้น ไม่เห็นจะมีอะไรให้น่าตื่นเต้นเลย
สำหรับเขาในตอนนี้ การแข่งแบบนี้มันก็แค่การละเล่นเด็กๆ เท่านั้นแหละ
แทนที่จะตื่นเต้นกับการแข่ง สู้ไปลุ้นของรางวัลจากระบบยังจะดีซะกว่า
เมื่อวานหลังจากทำภารกิจยานอวกาศสำเร็จ เขาได้รางวัลเป็นผลสั่นสะเทือน พอกินเข้าไป พลังของเขาก็พุ่งพรวดขึ้นไปอีกขั้น
เขาชักจะตั้งตารอของรางวัลชิ้นต่อไปแล้วสิ แต่ก็แอบสงสัยเหมือนกันว่าทำไมช่วงนี้ระบบถึงปล่อยภารกิจออกมาช้าจัง ไม่รู้ว่าไปมัวโอ้เอ้อะไรอยู่
"ก็ใครใช้นายเก่งทะลุโลกขนาดนี้ล่ะ" เสิ่นซีเอ๋อร์ค้อนขวับ
หลินเทียนในตอนนี้ เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพลังไปถึงระดับไหนแล้ว
รู้แค่ว่าเขาแข็งแกร่ง แข็งแกร่งมากๆ เคยลองตะล่อมถามดูแล้ว เขาก็บอกแค่ว่าอยู่ขอบเขตเทพ แต่รายละเอียดเจาะจงนั้นไม่ยอมปริปากบอกเลย
"ความผิดฉันรึไง?" หลินเทียนแบมืออย่างไม่รู้ไม่ชี้
เสิ่นซีเอ๋อร์กระพริบตาปริบๆ เอียงคอถามด้วยน้ำเสียงน่ารักน่าชัง "ตกลงนายฝึกวิชายังไงของนายเนี่ย?"
"ฉันใช้โปรน่ะสิ!" หลินเทียนตอบหน้าตาย
"เชอะ ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก" เสิ่นซีเอ๋อร์เบ้ปากอย่างขัดใจ ไม่เชื่อคำพูดของเขาเลยสักนิด
หลินเทียนได้แต่ถอนหายใจอย่างหมดหนทาง
ยุคนี้พูดความจริงกลับไม่มีใครเชื่อ พอตอแหลเข้าหน่อยดันเชื่อกันเป็นตุเป็นตะซะงั้น ทำตัวยากจริงๆ โว้ย!